CƯỚI HỎI

[Update] Land art ศิลปะบนผืนโลก ความไม่จีรังยั่งยืนในสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ | งานแต่งกลางแจ้ง กลางวัน – Sambeauty

งานแต่งกลางแจ้ง กลางวัน: นี่คือโพสต์ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้

In Focus

ในตอนที่แล้ว บทความได้กล่าวถึงกระแสเคลื่อนไหวทางศิลปะที่หยิบเอาข้าวของดาษดื่นไร้ค่ามาสร้างงาน ในคราวนี้ เราจะกล่าวถึงกระแสการเคลื่อนไหวทางศิลปะที่ทำงานกับสิ่งธรรมดาสามัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน คือผืนแผ่นดินโลกนั่นเอง ศิลปะกระแสนั้นมีชื่อว่า ‘แลนด์อาร์ต (Land art)’ หรือเรียกอีกชื่อว่า เอิร์ธอาร์ต (Earth art) หรือ เอิร์ธเวิร์กส์ (Earthworks)

แลนด์อาร์ตเป็นกระแสเคลื่อนไหวทางศิลปะที่เริ่มต้นขึ้นในสหรัฐอเมริกา (เป็นส่วนใหญ่) ในราวปลายยุคทศวรรษ 1960s ถึงปลายยุค 1970s ที่ใช้พื้นที่หรือภูมิทัศน์ในธรรมชาติสร้างงานศิลปะอย่างเฉพาะเจาะจงกับพื้นที่ (site-specific)

กระแสเคลื่อนไหวนี้พัฒนามาจากศิลปะมินิมอลลิสม์และคอนเซ็ปชวลอาร์ต ผนวกกับการเริ่มต้นของกระแสเคลื่อนไหวทางสิ่งแวดล้อม และความเป็นธุรกิจการค้าอย่างหนักของวงการศิลปะอเมริกันในช่วงปลายยุค 1960s ซึ่งส่งอิทธิพลให้ศิลปินมีแนวคิดต่อต้านความเป็นธุรกิจของศิลปะ และทำงานที่หลีกหนีจากการตลาดในโลกศิลปะ โดยการใช้วัตถุเรียบง่าย ลดทอนรายละเอียดและการประดับประดาอันเกินจำเป็น ซึ่งเป็นแนวทางของศิลปะมินิมอลลิสม์ และการใช้วัสดุดาษดื่นสามัญที่คนส่วนใหญ่มองว่าต่ำต้อยด้อยค่า ซึ่งเป็นแนวทางของ อาร์เต้ โพเวร่า และการสร้างความมีส่วนร่วมในการปฏิสัมพันธ์ของผู้คน ชุมชน สังคม กับศิลปะ จากแนวคิดประติมากรรมสังคม (Social Sculpture) ของ โจเซฟ บอยส์ ที่มุ่งเน้นการรีดเร้นประสิทธิภาพและความคิดสร้างสรรค์ในทุกสภาพแวดล้อม ศิลปินแลนด์อาร์ตยังได้รับอิทธิพลจากงานศิลปะในยุคก่อนประวัติศาสตร์อย่าง สโตนเฮนจ์ (Stonehenge) อีกด้วย

Nội dung bài viết

แลนด์อาร์ต ศิลปะจากวัสดุธรรมชาติ

ศิลปินแลนด์อาร์ต มักจะนำวัสดุที่ได้มาจากธรรมชาติโดยตรงมาใช้ทำงานศิลปะ ไม่ว่าจะเป็น ดิน หิน ก้อนกรวด ต้นไม้ใบหญ้า กิ่งไม้ (ที่เก็บตกได้) หรือแม้แต่น้ำ พวกเขามักจะสร้างงานศิลปะในพื้นที่หรือภูมิทัศน์ในธรรมชาติ และมักจะเป็นงานชั่วคราว หรือบางครั้งก็เป็นงานที่ทําขึ้นถาวรแต่ปล่อยทิ้งไว้ให้เปลี่ยนแปลงและเสื่อมสลายไปตามธรรมชาติ แล้วบันทึกแต่เพียงภาพถ่ายหรือวิดีโอเอาไว้เป็นหลักฐานเท่านั้น ด้วยการทำงานที่ไม่คงทนถาวร เสื่อมสลายง่าย และมีอายุสั้นเช่นนี้ ทำให้พวกเขาหลุดพ้นจากความเป็นธุรกิจในตลาดศิลปะกระแสหลักนั่นเอง

ศิลปินแลนด์อาร์ต มักจะใช้วัสดุที่พบได้ในพื้นที่ที่พวกเขาเลือกทำงานเท่านั้น เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อความเฉพาะตัวของสถานที่แต่ละแห่ง และสถานที่เหล่านั้นก็ถูกเลือกด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันออกไป แนวคิดของการทำงานศิลปะที่เฉพาะเจาะจงกับพื้นที่นี้เอง ที่เป็นสิ่งที่ศิลปินแลนด์อาร์ตเป็นผู้บุกเบิกขึ้นในโลกศิลปะ

การทำงานศิลปะที่ต้องการพื้นที่ธรรมชาติอันกว้างใหญ่ เปิดโล่ง ทำให้ผลงานของพวกเขาไม่ใช่งานที่ทุกคนจะดูกันได้ง่ายๆ (อย่างเช่นบางงานต้องดูจากที่สูง ถึงจะเห็นได้ทั้งหมด) ด้วยเหตุนี้เอง แลนด์อาร์ตจึงเป็นการตั้งคำถามกับจุดประสงค์เบื้องต้นที่สุดของงานศิลปะ นั่นคือการเป็นสิ่งที่ ‘ถูกดู’ นั่นเอง

แลนด์อาร์ตกับภูมิทัศน์

อนึ่ง ศิลปินแลนด์อาร์ต ไม่ได้ทํางานศิลปะที่ ‘วางอยู่’ ในภูมิทัศน์ธรรมชาติ หากแต่ใช้ภูมิทัศน์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ‘เป็นปัจจัย’ สําคัญที่ก่อให้เกิดงานศิลปะ

นิยามอันเด่นชัดของศิลปินแลนด์อาร์ต คือการปฏิเสธพื้นที่แสดงงานศิลปะตามแบบแผนเดิมอย่างหอศิลป์และพิพิธภัณฑ์ ปฏิเสธความเป็นธุรกิจการค้าที่ครอบงำศิลปะอย่างสิ้นเชิง และท้าทายขนบเดิมๆ ของนิยามความเป็นศิลปะที่เป็นเพียงสิ่งซื้อ-ขายเพื่อผลกำไร

ในช่วงปลายยุค 1960s และ 1970s ซึ่งเป็นหนึ่งในช่วงเวลาแห่งการทดลองมากที่สุดในประวัติศาสตร์ศิลปะตะวันตก ด้วยกระแสเคลื่อนไหวอันหลากหลาย และศิลปินทำงานในหลายรูปแบบหลากสไตล์ไปพร้อมๆ กัน ทำให้บางครั้งแยกแยะได้ยากว่าศิลปินคนไหนทำงานแบบใด หรือเป็นงานศิลปะประเภทไหน

รูปแบบของแลนด์อาร์ตเองก็มีลักษณะแบบเดียวกับศิลปะมินิมอลลิสม์ ในแง่ที่มุ่งเน้นการแสดงออกถึงการครอบครองพื้นที่ของวัตถุ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับงานศิลปะ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความเรียบง่ายและลดทอนของรูปทรง แต่ถึงจะรับรูปแบบทางสนุทรียะบางประการมาจากมินิมอลลิสม์ แต่สิ่งที่แตกต่างกันก็คือ ศิลปินแลนด์อาร์ตมักจะให้ความสำคัญกับกระบวนการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะและการบันทึกข้อมูลเป็นอย่างมาก และบางครั้งก็ให้ความสำคัญกับท่วงทีการแสดงออกในการทำงานแบบเดียวกับศิลปะแสดงสด ซึ่งทำให้มันมีลักษณะใกล้เคียงกับงานศิลปะในยุคหลังมินิมอลลิสม์ อย่างโพรเซสอาร์ต (Process art) ศิลปะจัดวาง (Installation art) และศิลปะแสดงสด (Performance art) เสียมากกว่า และเอกลักษณ์อันโดดเด่นเฉพาะตัวที่สุดของแลนด์อาร์ต

คือมักจะเป็นงานที่ทำขึ้นในพื้นที่กลางแจ้งและใช้วัสดุธรรมชาติที่ไม่ผ่านกระบวนการ และย่อยสลายผุพังตไปตามกาลเวลา ซึ่งแตกต่างกับแนวคิดและสุนทรียะแบบอุตสาหกรรมและสังคมเมืองของศิลปะมินิมอลลิสม์

ศิลปะ การค้า จักรกล และสงคราม

และเช่นเดียวกับคอนเซ็ปชวลอาร์ต แลนด์อาร์ตปฏิเสธคุณค่าของความงามและสุนทรียะ ปฏิเสธความเป็นธุรกิจการค้าในศิลปะ รวมถึงการแสดงนิทรรศการศิลปะตามแบบแผนในสถาบันทางศิลปะทั้งหลาย

พวกเขาให้ความสำคัญกับความไม่จีรังยั่งยืนของศิลปะ และถึงแม้ผลงานศิลปะแบบแลนด์อาร์ตมักจะใหญ่โตมโหฬารและดูน่าตื่นตา แต่สิ่งที่เป็นสาระสำคัญที่สุดของมันเสมอ ก็คือ ‘ความคิด’ ศิลปินแลนด์อาร์ตโดยส่วนใหญ่เป็นผลผลิตของยุคสงครามเวียดนาม หลายคนถูกเกณฑ์ทหารไปรบ แต่พวกเขาก็ได้สิทธิเล่าเรียนฟรีตามกฎหมาย GI Bill (กฏหมายสิทธิประโยชน์สำหรับทหารผ่านศึกสงครามโลกครั้งที่ 2) นี่เป็นเหตุผลที่พวกเขาปฏิเสธสุนทรียะแบบอุตสาหกรรมและจักรกล ซึ่งมีส่วนอย่างยิ่งในการสนับสนุนสงครามนั่นเอง

ศิลปินแลนด์อาร์ตผู้โดดเด่นและทรงอิทธิผลที่สุดคนหนึ่งคือ โรเบิร์ต สมิธสัน (Robert Smithson) หนึ่งในผู้บุกเบิกกระแสเคลื่อนไหวทางศิลปะนี้ให้แพร่หลาย ในช่วงแรก สมิธสันทำผลงานจิตรกรรมในแบบแอ็บสแตร็กเอ็กซ์เพรสชั่นนิสต์ ก่อนที่จะได้พบกับศิลปินมินิมอลลิสม์และคอนเซ็ปชวล อย่าง คาร์ล อังเดร (Carl Andre) โดนัลด์ จัดด์ (Donald Judd) คเลยส์ โอเดนเบิร์ก (Claes Oldenburg) และแนนซี โฮลต์ (Nancy Holt) (ซึ่งกลายเป็นภรรยาของเขาในภายหลัง) ในต้นทศวรรษ 1960s ซึ่งส่งอิทธิพลให้เขาหันมาทำงานประติมากรรมที่ใช้วัสดุอุตสาหกรรมและวัสดุธรรมชาติ

Spiral Jetty ศิลปะกับสิ่งแวดล้อมเมื่อมองจากมุมสูง

ในช่วงปลายทศวรรษ 1960s เขาเริ่มขยายขอบเขตการทำงานศิลปะของเขาออกจากพื้นที่หอศิลป์สู่พื้นที่กลางแจ้ง และทำงานศิลปะบนผืนแผ่นดินโลก ด้วยการสนับสนุนจากมหาเศรษฐีผู้อุปถัมภ์และนักสะสมงานศิลปะชาวอเมริกันผู้ทรงอิทธิพลอย่าง เวอร์จิเนีย ดอว์น (Virginia Dwan) ทายาทแห่งเครือบริษัท 3M ที่มีส่วนสำคัญในการจุดกระแสเคลื่อนไหวทางศิลปะแลนด์อาร์ตขึ้นมา

READ  [NEW] Comment obtenir ton Bac Mention Très Bien ? Les conseils de Mathilde qui a obtenu 18,23 ! | très bien - Sambeauty

โดยในตอนแรก สมิธสันวางแผนจะทำโครงการศิลปะที่เรียกว่า แอเรียลอาร์ต (Aerial Art) หรือศิลปะกลางเวหา ซึ่งเป็นงานศิลปะขนาดใหญ่มหึมาที่ทำในพื้นที่ว่างของรันเวย์สนามบิน เพื่อให้คนดูระหว่างเครื่องบินบินขึ้นและลง ถึงแม้โครงการนี้จะไม่เกิดขึ้นจริง แต่เขาและเพื่อนๆ ศิลปินก็ได้แรงบันดาลใจจากไอเดียการสำรวจพื้นที่รกร้างซึ่งไม่ถูกใช้ประโยชน์ในนิวเจอร์ซีย์และอีกหลายรัฐทางตะวันตกของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นพื้นที่โล่งอันกว้างใหญ่ไพศาล

สมิธสันวางแนวคิดทางศิลปะแบบแลนด์อาร์ตของเขาเป็นสองแบบคือ ‘Site’ (ศิลปะบนพื้นที่) และ ‘Nonsite’ (ศิลปะที่ไม่ได้อยู่บนพื้นที่) โดย ‘Nonsite’ หรือ ‘แลนด์อาร์ตในร่ม’ หมายถึงการแสดงงานแลนด์อาร์ตในหอศิลป์ ด้วยการนำวัสดุธรรมชาติจากพื้นที่จริงมาวางในหอศิลป์ พร้อมกับภาพร่างหรือภาพถ่ายของสถานที่จริง ส่วน ‘Site’ หรือ ‘แลนด์อาร์ตกลางแจ้ง’ หมายถึงผลงานที่สร้างนอกหอศิลป์บนพื้นที่จริงๆ โดยเฉพาะเจาะจง และตัวผลงานต้องทำจากวัสดุที่มาจากสถานที่นั้นๆ เท่านั้น โดยสมิธสันมักจะทำงานร่วมกับนักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมเป็นส่วนใหญ่

 

ผลงานแลนด์อาร์ตที่โด่งดังและเป็นที่รู้จักที่สุดของสมิธสันก็คือ Spiral Jetty (1970) ประติมากรรมจัดวางรูปขดก้นหอย ที่ทำขึ้นบนพื้นที่ธรรมชาติของทะเลสาบเกรตซอลต์ รัฐยูทาห์ ในพื้นที่ทางทิศเหนือของทะเลสาบ ซึ่งถูกปนเปื้อนจากการก่อสร้างทางรถไฟแปซิฟิกใต้ในปี 1959 การปนเปื้อนไปกระตุ้นให้แบคทีเรียและสาหร่ายที่ทนต่อเกลือได้ดีเติบโตและขยายตัวเป็นจำนวนมาก จนทำให้น้ำกลายเป็นสีม่วงแดง สาเหตุที่เขาเลือกใช้พื้นที่ธรรมชาติที่ถูกทำลายเช่นนี้ ก็เพื่อแสดงถึงสัญลักษณ์แห่งการฟื้นคืนและการเกิดใหม่

การติดตั้งงานประติมากรรมจัดวาง Spiral Jetty ลงไปบนพื้นที่ส่วนที่ปนเปื้อนของทะเลสาบ รวมถึงการใช้เพียงวัสดุธรรมชาติที่พบในพื้นที่ทะเลสาบของสมิธสัน ดึงดูดความสนใจของสาธารณชนให้หันมามองปัญหาเกี่ยวกับการทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก ผลงานชิ้นนี้ของเขายังสื่อให้เห็นถึงความสำคัญของห้วงเวลา ในการกัดกร่อนและเปลี่ยนสภาพแวดล้อมบนโลกของเรา

โครงสร้างรูปขดก้นหอยที่ดูคล้ายกับเครื่องหมายคำถามของงานชิ้นนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากรูปแบบการเติบโตของผลึกแก้วในธรรมชาติ นอกจากนั้นมันยังดูคล้ายกับสัญลักษณ์ในยุคดึกดำบรรพ์ ซึ่งทำให้ภูมิทัศน์ในผลงานดูเก่าแก่โบราณ แต่ในขณะเดียวกันก็ดูล้ำยุคล้ำสมัยไปพร้อมๆ กัน

ด้วยงานศิลปะรูปแบบใหม่นี้ สมิธสันเปิดหนทางใหม่ๆ ในการละทิ้งขนบธรรมเนียมของการทำงานศิลปะแบบเดิมๆ และสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม กระตุ้นให้ผู้ชมตั้งคำถามว่าจริงๆ แล้ว ที่ทางของศิลปะควรจะอยู่ที่ไหนกันแน่?

สิ้นสุดที่สูญสลาย และคำถามต่องานศิลปะ

นอกจากทำงานศิลปะแล้ว สมิธสันยังเป็นนักเขียนและนักวิจารณ์ผู้ทรงอิทธิพล เขาเขียนบทความให้กับนิตยสารศิลปะชั้นนำของอเมริกา อาทิ

บทความชิ้นสำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งของเขาคือ ‘Entropy and the New Monuments’ (1969) ที่ว่าด้วยความสนใจเกี่ยวกับเอนโทรปี (กฎข้อที่สองของอุณหพลศาสตร์) ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางกายภาพที่เกิดขึ้นเองทางธรรมชาติ ที่มีแนวโน้มที่จะทำให้ความแตกต่างของอุณหภูมิ แรงดัน ความหนาแน่น หรือค่าอื่นๆ ในระบบของสิ่งต่างๆ ค่อยๆ น้อยลงจนกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน (ยกตัวอย่างเช่นการละลายของน้ำแข็งในน้ำ เป็นต้น)

ในบทความแสดงการเปรียบเทียบระหว่างเหมืองแร่ ห้างสรรพสินค้า และบ้านจัดสรรในนิวเจอร์ซีย์ ว่าท้ายที่สุดแล้ว วันหนึ่งสถานที่เหล่านี้ก็จะเสื่อมสลายและกลายสภาพไปเป็นกองหินกองกรวดไปในที่สุด

แนวคิดในการสร้างงานบนพื้นที่นอกหอศิลป์ และการบันทึกภาพและเก็บข้อมูลเพื่อนำมาแสดงในหอศิลป์ในภายหลังของสมิธสัน เป็นแนวทางสำคัญที่กำหนดรูปแบบของการทำงานแลนด์อาร์ตในช่วงปี 1960 จนถึงปัจจุบัน ข้อถกเถียงของเขาเกี่ยวกับความเที่ยงแท้ถาวรและความเสื่อมสลายของวัตถุทางศิลปะ มีส่วนกระตุ้นให้ศิลปินรุ่นหลังหลายคนตั้งคำถามใหม่ๆ เกี่ยวกับบทบาทของงานศิลปะในพื้นที่สาธารณะ

อิทธิพลต่อศิลปินอื่นๆ

น่าเศร้าที่ในวันที่ 20 กรกฎาคม ปี 1973 ขณะที่กำลังเดินทางสำรวจพื้นที่ทำงานศิลปะแห่งใหม่บนท้องฟ้าด้วยเครื่องบิน ก็เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น เครื่องบินที่เขาโดยสารเกิดอุบัติเหตุตกลงที่เมือง อมาริลโล รัฐเท็กซัส เป็นเหตุให้สมิธสันเสียชีวิตลงในวัยเพียง 35 ปีเท่านั้น ถึงแม้จะมีอายุและช่วงเวลาการทำงานศิลปะที่แสนสั้น แต่ผลงานของเขาก็สร้างแรงบันดาลใจให้แก่ศิลปินรุ่นหลัง รวมถึงนักสร้างสรรค์ในสาขาอื่นๆ อีกมากมายนับไม่ถ้วน

ผลงานของศิลปินอเมริกัน ไมเคิล ไฮเซอร์ (Michael Heizer) อย่าง Double Negative (1969-70) ได้แรงบันดาลใจจากศิลปะยุคก่อนประวัติศาสตร์อย่างสโตนเฮนจ์ และสุสานชาวอเมริกันพื้นเมืองขนาดใหญ่โตโอฬาร ซึ่งเขาได้ไปเยี่ยมชมกับพ่อผู้เป็นนักโบราณคดีเมื่อครั้งยังเด็ก งานชิ้นนี้ เป็นการตัดเจาะหน้าผาหินไรโอไลต์และหินทรายบนภูเขามอร์มอน เมซา ทางตะวันตกเฉียงเหนือของ โอเวอร์ตัน รัฐเนวาดา ออกไปเป็นจำนวน 240,000 ตัน จนเกิดเป็นร่องลึกรูปแถบเส้นตรงยาว 457.2 เมตร ผลงานชิ้นนี้ของเขาเป็นการสำรวจบริบทและความสัมพันธ์ของประวัติศาสตร์ศิลปะ สถาปัตยกรรม และศิลปะวัตถุโบราณขนาดใหญ่มหึมา กับกระบวนการทางวิศวกรรมสมัยใหม่ในยุคอุตสาหกรรม

หรือผลงานของศิลปินอเมริกัน แนนซี โฮลต์ อย่าง Sun Tunnels (1973-76) ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากสโตนเฮนจ์เช่นเดียวกัน ประติมากรรมกลางแจ้งรูปท่อคอนกรีตทรงกระบอกขนาดใหญ่โตเส้นผ่าศูนย์กลางสองเมตร วางทิศทางของอุโมงค์ภายในท่อให้สอดคล้องกับทิศทางขึ้นและตกของพระอาทิตย์ในระหว่างช่วงครีษมายัน (วันในฤดูร้อนที่กลางวันยาวนานที่สุดในรอบปี) และเหมายัน (วันในฤดูหนาวที่กลางคืนยาวนานที่สุดในรอบปี) เธอเจาะรูบนท่อคอนกรีตในขนาดที่แตกต่างกันเพื่อสร้างเงาของกลุ่มดาวบนท้องฟ้าบนผนังอุโมงค์ ผลงานชิ้นนี้แสดงความสนใจหลงใหลในดาราศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และระบบนิเวศวิทยา อันเป็นลักษณะอันโดดเด่นเฉพาะตัวของศิลปะแลนด์อาร์ตนั่นเอง

 

หรือผลงานของศิลปินอเมริกัน วอลเธอร์ เดอ มาเรีย (Walter de Maria) The Lightning Field (1977) ที่ประกอบด้วยเสาสูงราว 4-7 เมตร จำนวน 400 ต้นที่ปักเป็นรูปตารางขนาด 220 เมตร ถึงแม้เสาสแตนเลสที่มันวาวและการจัดวางรูปทรงตารางอันเรียบง่าย จะดูคล้ายกับงานศิลปะมินิมอลลิสม์ แต่หน้าที่ของมันจริงๆ คือการเป็นสายล่อฟ้า ดังนั้น ประสบการณ์ในการชมงานนี้จะขึ้นอยู่กับปัจจัยทางธรรมชาติและสภาพแวดล้อมที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของศิลปินโดยสิ้นเชิง

แลนอาร์ต ศิลปะเพื่อธรรมชาติหรือชนชั้นสูง?

นอกจากศิลปินแลนด์อาร์ตที่ทำงานที่เข้าไปเปลี่ยนแปลงพื้นที่ภูมิทัศน์ในธรรมชาติและผืนโลกอย่างมาก ดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ก็ยังมีศิลปินที่ทำงานในรูปแบบตรงกันข้าม ที่ให้ความเคารพต่อพื้นที่ภูมิทัศน์ในธรรมชาติที่พวกเขาเข้าไปทำงานโดยแทบจะไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลย

อาทิ ผลงานของศิลปินอเมริกัน ริชาร์ด ลอง (Richard Long) อย่าง A Line Made by Walking (1967) ที่ศิลปินเดินกลับไปกลับมาบนเส้นทางเดิมบนพื้นสนามหญ้า จนเกิดรอยทางเดินเป็นเส้นตรงขึ้นมา ผลงานนี้ของเขาเป็นการเน้นย้ำถึงปัจจัยทางธรรมชาติผ่านการเดิน และกระบวนการทำงานศิลปะที่ส่งผลต่อผืนโลก ผลงานชิ้นนี้มีความโดดเด่นในความเรียบง่ายและความไม่จีรังยั่งยืน เพราะมันอาจหายไปในไม่กี่วันหรือไม่กี่ชั่วโมง และที่สำคัญ งานชิ้นนี้ไม่มีคุณค่าทางธุรกิจโดยสิ้นเชิง

หรือผลงานของศิลปินแลนด์อาร์ตชาวอังกฤษรุ่นหลังๆ อย่าง แอนดี โกลด์สเวิร์ทธี (Andy Goldsworthy) ที่ทำงานศิลปะจัดวางเฉพาะที่ในพื้นที่ธรรมชาติด้วยมือเปล่า โดยใช้วัสดุธรรมชาติที่หาได้จากพื้นที่บริเวณนี่น ผลงานของเขาแสดงให้เห็นถึงความงดงามของปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอย่างอ่อนโยน ผ่านแพทเทิร์นและรูปทรงซ้ำๆ ของวงกลม ลายก้นหอย รูปทรงเส้นโค้ง เติมแต่งด้วยรสนิยมและสุนทรียะของเขา โดยไม่รบกวนและทําลายสิ่งแวดล้อม

สำหรับศิลปินหลายคน การเคลื่อนไหวทางศิลปะแลนด์อาร์ตนับเป็นการหลีกหนีจากแนวคิดเกี่ยวกับศิลปะสมัยใหม่ของ คเลเมนต์ กรีนเบิร์ก ที่ผลักให้ศิลปะห่างไกลจากชีวิตประจำวัน ซึ่งก่อนหน้านี้ส่งอิทธิพลต่อวงการศิลปะตะวันตกมาอย่างยาวนาน

แต่สิ่งที่ย้อนแย้งอย่างยิ่งก็คือ ในขณะที่ศิลปินแลนด์อาร์ตพยายามหลีกหนีจากสถาบันและความเป็นธุรกิจของศิลปะ แต่พวกเขาก็ต้องการเงินทุนสนับสนุนในการทำงานจากเหล่าบรรดาผู้อุปถัมภ์ ซึ่งก็มาจากสถาบันและองค์กรธุรกิจที่ว่านั้นอยู่ดี (เพราะงานของพวกเขาขายไม่ได้อยู่แล้ว) ยิ่งไปกว่านั้น ผลงานแลนด์อาร์ตบางชิ้นทำขึ้นในพื้นที่ห่างไกลและสามารถดูได้จากเครื่องบินส่วนตัวเท่านั้น ก็ยิ่งทำให้กระแสเคลื่อนไหวทางศิลปะนี้ถูกกระแนะกระแหนว่าเป็นศิลปะสำหรับชนชั้นสูงไปเลยด้วยซ้ำ

 

อย่างไรก็ดี แลนด์อาร์ตก็ยังคงท้าทายแนวคิดเดิมๆ ของศิลปะในฐานะสินค้าและของซื้อของขาย ด้วยความไม่จีรังยั่งยืนและเสื่อมสลายไปตามธรรมชาติของมัน อีกทั้งยังส่งอิทธิพลอย่างสูงในการใช้วัสดุธรรมชาติในการทำงานศิลปะทั้งในพื้นที่นอกและในหอศิลป์ รวมถึงมีบทบาทต่อพัฒนาการแนวคิดทางศิลปะในยุคหลัง อย่างศิลปะเจาะจงพื้นที่ (Site-specific art) และศิลปะจัดวางเฉพาะกาล (Temporary Installation) นั่นเอง

READ  6 Xu Hướng Thiệp Cưới Đẹp Năm 2020 | Audora Việt nam | thieệp cưới đẹp mới nhất

 

ข้อมูลจาก:

Tags: , , ,

Tags:

[Update] 20 สถานที่จัดงานแต่งงาน ปี 2020 เพื่องานดูดี สำหรับคู่รักมีสไตล์ | งานแต่งกลางแจ้ง กลางวัน – Sambeauty

ว่าที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวหลาย ๆ คู่ คงใฝ่ฝันอยากมีงานแต่งงานเก๋ ๆ ดูดีมีสไตล์ และถ้าหากได้สถานที่จัดงานแต่งงานราคาถูก และ สวยด้วย ก็นับว่ามีชัยไปกว่าครึ่ง ทำให้บางครั้งมีการจองสถานที่จัดงานกันข้ามปีเลยทีเดียว ทาง WeddingReview.net เลยมาแนะนำ 20 สถานที่จัดงานแต่งงาน สุดฮอตฮิตในปี 2019 และน่าสนใจสำหรับว่าที่คู่บ่าวสาวปี 2020 ด้วย มีหลายรูปแบบและหลายราคา ให้ว่าที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวได้ลองเอาไปพิจารณาเลือกตามความพอใจเลยค่ะ

โรงแรมหรูในเครือโซฟิเทลที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ เป็นสถานที่จัดงานแต่งงานในฝันของใครหลายคน ทางโรงแรมมีห้องจัดเลี้ยงให้เลือกหลากหลายห้อง ไม่ว่าจะเป็นห้องบอลรูมที่การตกแต่งได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Parisian Opera House หรือห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ที่ชั้น 29 ซึ่งมองเห็นวิวกรุงเทพฯ และวิวสวนลุมพินีแบบพาโนรามา นอกจากนี้ ยังมีส่วนไว้จัด After Party สุดมัน สำหรับคู่บ่าวสาวที่ชื่นชอบปาร์ตี้อีกด้วย

โรงแรมแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องดีไซน์ที่หรูหราและมีกลิ่นอายของนักเดินทาง ที่นี่มีห้องจัดเลี้ยงขนาดเล็กและขนาดใหญ่ที่เหมาะกับการจัดพิธีแบบต่าง ๆ รวมถึงมีพื้นที่ข้างโรงแรมสำหรับตั้งขบวนขันหมาก และเคลื่อนผ่านบันไดวนขึ้นมารับตัวเจ้าสาวได้ นอกจากนี้ โรงแรมยังมีห้องบอลรูมที่โอ่โถง ที่ตกแต่งด้วยโทนสีน้ำตาล-ครีม ให้บรรยากาศหรูหรา เป็นทางการ แต่ก็อบอุ่นในเวลาเดียวกัน

ใครที่อยากได้บรรยากาศงานแต่งงานริมทะเลสุดน่ารัก และอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ โรงแรม Pullman Pattaya Hotel G เป็นหนึ่งตัวเลือกที่คุณอาจสนใจ เพราะอยู่ใกล้แค่พัทยา ทางโรงแรมมีบริการจัดงานแต่งงานแบบครบวงจร ทั้งพิธีหมั้น พิธีสงฆ์ แห่ขันหมาก พิธีแบบจีน พิธีแต่งงานริมหาดสุดเก๋ จัดงานแต่งงานริมทะเลแบบฟิน ๆ กันไปเลย รวมทั้งไลน์อาหารที่มีให้เลือกทั้งโต๊ะจีน บุฟเฟ่ต์ และค็อกเทล ทั้งหมดนี้อยู่ในราคาที่เอื้อมถึง

เหมาะสำหรับคู่รักที่ฝันอยากจัดงานแต่งงานในสวนแบบอบอุ่น ท่ามกลางธรรมชาติ โรงแรม U INCHANTREE Kanchanaburi เป็นอีกหนึ่งสถานที่จัดงานแต่งงานที่น่าสนใจ ด้วยบรรยากาศร่มรื่นริมแม่น้ำแคว ตัวสถานที่เป็นสวนขนาดเล็ก ออกแบบมาให้ดูเรียบง่าย สบาย ๆ มีความน่ารัก เหมาะสำหรับงานแต่งเช้าและกลางวันที่มีจำนวนแขกพอดี ๆ ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป

อีกหนึ่งโรงแรมหรูย่านราชประสงค์ที่หลายคนคุ้นตา แม้ว่าทำเลที่ตั้งจะอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ แต่บรรยากาศโดยรอบโรงแรมนั้นร่มรื่น สวยงาม เหมาะกับการพักผ่อนได้แทบไม่น่าเชื่อ แถมยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และเดินทางได้ง่ายสะดวกสบาย โรงแรมแห่งนี้มีห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ไว้รองรับแขกจำนวนมาก และจุดเด่นอีกอย่างหนึ่งคืออาหารบุฟเฟ่ต์โรงแรมที่หลากหลาย และจัดว่าเด็ดแทบทุกเมนู

โรงแรม 5 ดาวสุดหรูตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา  เคยมีคนดังใช้เป็นสถานที่จัดงานแต่งงานมาแล้วมากมาย ด้วยห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ที่มีความหรูหรา ประดับตกแต่งในรูปแบบตะวันตก ผสมกับศิลปะแบบไทยที่เข้ากันได้อย่างไม่น่าเชื่อ ริมน้ำมีศาลาไทย ที่สามารถใช้จัดงานหมั้น งานแต่งงานพิธีเช้าได้อย่างน่าสวยงามประทับใจ คู่บ่าวสาวสามารถถ่ายภาพงานแต่งงานสวย ๆ ในชุดไทยอันงดงามริมแม่น้ำเจ้าพระยา ถ่ายเก็บไว้เป็นที่ระลึกเต็มไปด้วยความโรแมนติกที่หาที่ไหนก็ไม่มีใครเหมือน นอกจากนี้ยังมีทำเลที่ตั้งที่เดินทางได้สะดวก ทำให้โรงแรมแชงกรีล่า เป็นหนึ่งในตัวเลือกต้น ๆ ของสถานที่จัดงานแต่งงานโรงแรม 5 ดาว ริมแม่น้ำในกรุงเทพเลยค่ะ

อีกหนึ่งสถานที่จัดงานแต่งงานท่ามกลางธรรมชาติ ที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลกรุงเทพฯ โรงแรม U KHAO YAI มีกลิ่นอายสไตล์ French Countryside ให้บรรยากาศเหมือนอยู่ในเทพนิยายฝรั่งเศส ซึ่งบริเวณโดยรอบยังรายล้อมด้วยสวนหย่อม พรรณไม้เขียวขจี มีลำธาร ทะเลสาบ และวิวของทิวเขาอยู่ไกล ๆ จินตนาการได้เลยว่างานแต่งงานของคุณจะต้องโรแมนติกจนใคร ๆ ก็อิจฉา

หากคุณกำลังมองหาสถานที่จัดงานแต่งงานขนาดใหญ่ ๆ สำหรับงานแกรนด์ที่มีการเชิญแขกจำนวนมาก อิมแพค เมืองทองธานี เป็นอีกหนึ่งสถานที่จัดงานที่อาจตอบโจทย์คุณ แต่ไม่ใช่ว่างานเล็ก ๆ จะจัดไม่ได้นะ จริง ๆ แล้ว ที่อิมแพค เมืองทองธานีนี่มีพื้นที่รองรับการจัดงานทุกขนาด ตั้งแต่งานที่มีแขกหลักร้อยไปจนถึง 3,000 คนเลยทีเดียว แถมยังมีบริการทีมงานมืออาชีพที่พร้อมเนรมิตงานแต่งงานในฝันให้เราด้วย

สถานที่จัดงานในรีสอร์ทสไตล์บูทีค โอบล้อมด้วยธรรมชาติริมแม่น้ำปิง มีกลิ่นอายความร่วมสมัย แม้ทำเลที่ตั้งจะอยู่กลางเมืองเชียงใหม่ แต่บรรยากาศโดยรอบกลับร่มรื่นเย็นสบาย รีสอร์ทแห่งนี้มีห้องจัดเลี้ยงขนาดเล็กและขนาดกลาง อยู่ภายในบ้านไม้แบบโบราณอายุนับร้อยปี จึงเป็นสถานที่ที่เหมาะกับงานแต่งงานเล็ก ๆ แต่อบอุ่นและมีสไตล์

อีกหนึ่งสถานที่จัดงานแต่งสุดหรู ที่เซเลปและดาราหลายคู่เคยใช้บริการมาแล้ว จุดเด่นของที่นี่ คือมีห้องจัดเลี้ยงให้เลือกถึง 3 แบบ 3 สไตล์ ทั้งห้องแกรนด์บอลรูมแบบหรูหราคลาสสิค มีเพดานสูงถึง 8 เมตร และไม่มีเสาบดบัง ทำให้รู้สึกโล่งโปร่งสบาย งดงามและดีเลิศเป็นที่สุด หรือจะเป็นห้องเดอะเรสซิเดนซ์ ที่มีการตกแต่งอย่างโก้เก๋และอบอุ่น มีคอฟฟีบาร์และครัวเปิดสไตล์ Loft Kitchen ที่นี่ก็มีนะ และสุดท้ายคือห้องเดอะแคมปัส ซึ่งจำลองบรรยากาศการใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย จึงให้ฟีลสนุกสนานร่าเริงและเป็นกันเอง ชอบแบบไหนก็มีทุกแบบเลยค่ะ

ที่นี่ได้ชื่อว่าเป็นอาณาจักรแห่งการดีไซน์ของกรุงเทพฯ ด้วยการตกแต่งที่ทันสมัยและเป็นเอกลักษณ์ของห้องจัดเลี้ยง ซึ่งประดับประดาด้วยแชนเดอเลียคริสตัล และพรมปูพื้นลวดลายงดงาม เหมาะกับงานแต่งงานที่หรูหรามีระดับ ซีดีซี คริสตัล แกรนด์ บอลรูม ตั้งอยู่บนชั้น 2 ของซีดีซี คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ ซึ่งสามารถรองรับแขกได้มากกว่า 1,500 คน

หากคุณหลงรักหาดทราย สายลม และอยากสัมผัสบรรยากาศสุดโรแมนติกของทะเลอันดามัน ภูเก็ตอาจเป็น Wedding Destination ของคุณ โรงแรม Phuket Marriott Resort and Spa มีชายหาดส่วนตัวที่เงียบสงบและสวยงาม เหมาะกับงานแต่งงานริมทะเลแบบสบาย ๆ ทางโรงแรมยังมีบริการจัดงานแต่งหลากหลายแพคเกจให้เลือก ตั้งแต่งานเล็ก ๆ สุดอบอุ่น ไปจนถึงงานใหญ่ที่หรูหราและเป็นทางการอีกด้วยค่ะ

Bistro & Bar สุดชิค มีอาหารและไวน์เลิศรสจนได้รับรางวัลการันตี แถมยังตกแต่งบรรยากาศแบบชิว ๆ สบาย ๆ ซึ่งด้วยทำเลที่ตั้งบนดาดฟ้า และมีสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ ใครที่อยากได้งานแต่งงานสไตล์ Pool Party สนุก ๆ บรรยากาศดี ๆ และมีอาหารเมดิเตอร์เรเนียนเพื่อสุขภาพ เคล้าด้วยไวน์รสเยี่ยม ก็สามารถเก็บที่นี่ไว้เป็นตัวเลือกนะคะ

READ  Đồ chơi trẻ em BÚP BÊ CÔ DÂU MẶC VÁY CƯỚI MÀU TRẮNG tuyệt đẹp, búp bê có khớp tay chân (Chim Xinh) | ao cuoi mau do tại Sambeauty

Chocolate Ville เป็นพื้นที่ที่ถูกตกแต่งให้คล้ายกับหมู่บ้านเล็ก ๆ ในแถบยุโรป ซึ่งภายในประกอบด้วยร้านอาหาร ร้านค้า และแลนด์มาร์กสวย ๆ มากมาย ใครสนใจอยากมาจัดงานแต่งงานที่นี่ ก็สามารถเลือกได้ว่าจะจัดบริเวณไหน เช่น ในห้องจัดเลี้ยง หน้าบ้านไวน์ ริมสระน้ำ โซนเรือนกระจก หรืออื่น ๆ แต่ขอบอกว่าต้องรีบจองล่วงหน้าหน่อยนะคะ เพราะคิวยาวมากกก…

เรือนไทยสไตล์โบราณ ตั้งอยู่ใกล้กับสวนหลวง ร.9 มีพื้นที่กว้างขวาง พร้อมด้วยที่จอดรถจำนวนมาก บรรยากาศโดยรอบร่มรื่นเย็นสบายด้วยพรรณไม้มงคลนานาชนิด เหมาะกับเป็นสถานที่จัดงานแต่งงานพิธีไทยแบบเรียบง่าย แต่ดูดีมีระดับ ซึ่งสนนราคาการจัดพิธีและเลี้ยงอาหารเช้า-เที่ยง ก็อยู่ที่หลักหมื่นเท่านั้น!

รีสอร์ทในเชียงใหม่ที่มีกลิ่นอายแบบล้านนา รายล้อมด้วยธรรมชาติอันรื่นรมย์ เคยได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 25 สุดยอดโรงแรมของประเทศไทย ใน Tripadvisor Traveler’s Choice มาแล้ว ที่นี่เราสามารถจัดงานแต่งงานแบบล้านนา ซึ่งมีเสน่ห์ชวนหลงใหลจากความงดงาม เรียบง่ายอบอุ่น ทว่ามีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร รับรองว่างานแต่งงานของเราจะสร้างความประทับใจแก่ทุกคนแน่นอน

Museum Wedding เป็นคฤหาสน์ขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในย่านพุทธมณฑล ตัวเรือนคฤหาสน์เป็นสถาปัตยกรรมแบบไทยประยุกต์ ผสมผสานกับศิลปะแบบตะวันตก คล้ายกับสิ่งปลูกสร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 ภายในและภายนอกคฤหาสน์ตกแต่งด้วยงานศิลปะร่วมสมัย จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งคือที่นี่มีบริการอาหารไทยชาววังรสชาติแบบดั้งเดิม และยังมีแพคเกจสำหรับจัดงานแต่งงานในราคาย่อมเยาอีกด้วย ใครที่กำลังหาสถานที่จัดงานแต่งงานแบบไทย ๆ ก็ลองดูที่นี่นะ

สถานที่จัดงานแต่งงานแบบคฤหาสน์กึ่งวังในย่านวิภาวดีรังสิต ตกแต่งสไตล์หรูหราแบบชิโนโปรตุกีส ที่นี่มีพื้นที่กว้างขวาง และมีหลายโซนให้เลือกใช้ ได้แก่ เรือนวิภาวดี ซึ่งเป็นเรือนสีชมพูอ่อนแต่งฉลุลวดลายไทย รองรับแขกได้ประมาณ 50 คน เรือนปารุสก์ ซึ่งเป็นเรือนสไตล์ชิโนโปรตุกีส 2 ชั้น รองรับแขกได้ 250 คน และหอชมวัง ซึ่งเป็นอาคารสไตล์วินเทจ รองรับแขกได้ถึง 500 คน สถานที่จัดงานแต่งงาน Viphavadee Palace แม้ว่าจะไม่ใช่โรงแรม แต่ก็มีทีมงานแคเทอริ่งที่ครบครัน และมีการตกแต่งแบ็คดรอปงานแต่งงานให้เรียบร้อยชนิดที่ว่า ไม่ต้องจัดอะไรเพิ่มก็สวยอยู่แล้ว ใครอยากแต่งก็เข้ามาได้เลยพร้อมจัด หากใครกำลังมองหาสถานที่จัดงานแต่งงานราคาถูก น่ารัก สวย ก็ลองดูที่นี่นะคะ

สำหรับหนุ่มสาวชาวกรุงเทพฯ ที่อยากมีงานแต่งงานในสวนก็ไม่ต้องไปไหนไกล เพราะ Agapé Garden มีพื้นที่กว้างขวางถึง 3 ไร่ ตั้งอยู่ในเขตสายไหม สวนแห่งความรักแห่งนี้มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันสำหรับงานแต่งงาน ไม่ว่าจะเป็นห้องแต่งตัว ห้องรับรอง โถงจัดงาน และที่จอดรถสะดวกสบาย รายล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่ร่มรื่น จะจัดงานกลางวันหรือกลางคืนก็โรแมนติก

อีกหนึ่งจุดหมายใกล้กรุงเทพฯ ที่มาในคอนเซ็ป “รีสอร์ทอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม” สถานที่นี้ตั้งอยู่ริมคลอง โอบล้อมด้วยพรรณไม้และป่าสน ถูกตกแต่งอย่างเรียบง่ายคล้ายหมู่บ้านในชนบท โดยใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แถมยังมีส่วนสำหรับจัดงานเลี้ยงทั้งในร่มและกลางแจ้งด้วย สำหรับหนุ่มสาวสายรักธรรมชาติ รับรองว่าถูกใจแน่นอนค่ะ

เป็นยังไงบ้างคะกับ 20 สถานที่จัดงานแต่งงานยอดฮิตในปีนี้ มีทั้งราคาถูก สวยงาม และแบบ 5 ดาวเลย ใครกำลังแพลนงานแต่งอยู่ ก็ลองเลือกดูจากงบประมาณ ความสะดวกในการเดินทาง จำนวนแขก และรูปแบบงานที่ต้องการดูนะคะ เพื่อให้งานแต่งงานครั้งหนึ่งในชีวิตเราออกมาถูกใจ ประทับใจทั้งตัวเราและผู้ร่วมงานไปอีกนานแสนนาน

Report


Ep.17 | สอนแต่งหน้าเจ้าสาว สวย หรู ดูแพง Bridal Makeup Tutorials


Get the gorgeous makeup look makeover by jackamakeup.
https://www.facebook.com/prawit.pimpasarn
ติดต่องาน:
📱พี่แจ็ค 0641966614
✅Line : jac_kaa
makeup bride bridemakeup makeupthailand makeupartist makeuplook bridalmaeup makeuptutorial makeupclass
Thank you guys for watching

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูความรู้เพิ่มเติมที่นี่

Ep.17 | สอนแต่งหน้าเจ้าสาว สวย หรู ดูแพง Bridal Makeup Tutorials

งานแต่งสายย่อ


รับถ่ายภาพและวิด๊โอ
ทนายถ่ายภาพ
Facebook : ทนายเพชร วันดี
Line ID : wandee8
Tel : 086 824 6867
88Studio

งานแต่งสายย่อ

Vlog ไปงานแต่งงานที่กระบี่กับ Yamuyumi, Nobluk, Amy Kitiya เมื่อไหร่จะถึงตาเรา | Archita Station


อะฮิ้ววว!!! คลิปนี้อาจจะเหม็นความรักกันสักหน่อยนะฮะ
เพราะเราจะไปร่วมงานแต่งงานระหว่างพี่แยม YAMUYAMI กับพี่ WILLY
ซึ่งการเดินทางในครั้งนี้เราไม่ได้ไปคนเดียว แต่จะไปกับพี่ NOBLUK และ
พี่ AMY KITIYA ถึงกระบี่เลยยย บรรยากาศงานแต่งงานจะสวยขนาดไหนตามไปชม
ช่องทางในการติดตาม
Instagram: https://www.instagram.com/architasiri/
Facebook: https://www.facebook.com/archita.station
Fanpage: https://www.facebook.com/Architapage/

Vlog ไปงานแต่งงานที่กระบี่กับ Yamuyumi, Nobluk, Amy Kitiya เมื่อไหร่จะถึงตาเรา | Archita Station

EveJEsaanWedding [งานแต่งแบบประเพณีอีสานผสมผสาน] บายศรีสู่ขวัญ พิธีเช้า


พิณอีสาน
ดนตรีประจำภาคอีสานสุดมัน
ชุดบ่าวสาว:
ชุดไทยอีสานประยุกต์
ผ้าย้อมคราม
ประเพณีอีสานไทกะเลิง ที่ยังบูชาผีกันอยู่

EveJEsaanWedding [งานแต่งแบบประเพณีอีสานผสมผสาน] บายศรีสู่ขวัญ พิธีเช้า

ใส่กางเกงยีนส์ไปงานแต่งงาน 20 ลุคแสนเก๋ สวยดูดีมีสไตล์


ใส่กางเกงยีนส์ไปงานแต่งงาน 20 ลุคแสนเก๋ สวยดูดีมีสไตล์

ใส่กางเกงยีนส์ไปงานแต่งงาน 20 ลุคแสนเก๋ สวยดูดีมีสไตล์

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูบทความเพิ่มเติมในหมวดหมู่Wedding

ขอบคุณมากสำหรับการดูหัวข้อโพสต์ งานแต่งกลางแจ้ง กลางวัน

Nguyễn Huệ

Xin chào các bạn mình tên là Nguyễn Huệ, website này do mình tạo ra với mục đích chia sẻ những kiến thức liên quan đến làm đẹp, trang điểm... Rất mong những thông tin do mình cung cấp mang lại nhiều giá trị cho bạn. Xin chân thành cảm ơn

Related Articles

Trả lời

Email của bạn sẽ không được hiển thị công khai. Các trường bắt buộc được đánh dấu *

Back to top button