CƯỚI HỎI

[Update] | สถาน ที่ ถ่าย พ รี เว ด ดิ้ ง ระยอง – Sambeauty

สถาน ที่ ถ่าย พ รี เว ด ดิ้ ง ระยอง: นี่คือโพสต์ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้

กฎหมายสมัยกรุงสุโขทัย

กฎหมายไทยในสมัยสุโขทัยเท่าที่ปรากฏในหลักศิลาจารึกต่างๆมีดังนี้

1.ห้ามเก็บภาษีผ่านด่านภายในประเทศ

จากข้อความในศิลาจารึกที่ว่า

“เจ้าเมืองบ่เอาจกอบ ในไพร่ลู่ทาง” คือไม่เก็บภาษีระหว่างทางหรือภาษีผ่านด่าน ซึ่งก่อนหน้านี้อาจจะมีการเก็บภาษีประเภทนี้ เพราะถ้าไม่มีการเรียกเก็บเหตุใดจึงต้องมีข้อบัญญัติให้ยกเลิกหรืองดเว้น

2.กฎหมายว่าด้วยเสรีภาพในการค้าขาย

ในศิลาจารึกมีข้อความปรากฏอยู่ว่า

“เพื่อนจูงวัวไปค้า ขี่ม้าไปขาย ใครจักใคร่ค้าช้าง ค้า ใครจักใคร่ค้าม้า ค้า ใครจักใคร่ค้าเงือนค้าทองค้า” ซึ่งแสดงว่าในสมัยสุโขทัยนั้นให้เสรีภาพในการค้าอย่างเต็มที่ ไม่มีการผูกขาดสินค้าแต่อย่างใด

3.กฎหมายมรดก

ในสมัยโบราณที่มนุษย์รวมตัวกันอยู่เป็นหมู่เหล่า มีข้อบัญญัติว่าผู้ใดก็ตามหาทรัพย์สินมาได้ต้องไว้ให้เป็นส่วนร่วม คือทรัพย์สินนั้นเป็นของกลางไม่สามารถตกทอดมาถึงลูกหลานได้ แต้บัญญัตินี้ทำให้เกิดผลเสีย คือมนุษย์ต่างก็หาทรัพย์สินให้พอกินไปวันหนึ่งๆเท่านั้น เป็นเหตุให้เศรษฐกิจของชาติไม่รุ่งเรือง มั่งคั่ง จึงต้องยกเลิกไปและเกิดเป็นธรรมเนียมประเพณีให้ลูกหลานรับมรดกของผู้ตายสืบต่อๆกันมา ส่วนรายได้ของรัฐใช้วิธีเก็บภาษีแทน

จากข้อความในศิลาจารึก แสดงให้เห็นว่าในสมัยสุโขทัยได้มีกฎหมายลักษณะมรดกเกิดขึ้นแล้ว ข้อความนี้ได้ปรากฏเป็นสองตอน ตอนหนึ่งว่า

“ไพร่ฟ้าหน้าใส ลูกเจ้าลูกขุนผู้ใดแล้ ล้มหายตายกว่า” อีกตอนหนึ่งว่า “เหย้าเรือนพ่อเชื้อเสื้อคำมัน ช้างขอลูก เมียเยียข้าว ไพร่ฟ้าข้าไท ป่าหมาก ป่าพลู พ่อเชื้อมันไว้แก่ลูกมันสิ้น” ความทั้งสองตอนรวมกันแล้วหมายความว่า พลเมืองลูกเจ้า ลูกขุน ผู้ใดเมื่อล้มตายไปเสียแล้วบ้านเรือน เสื้อผ้า ช้าง ฉางข้าว บ่าวไพร่ ป่าหมาก ป่าพลู ของผู้เป็นพ่อจะตกเป็นมรดกแก่ผู้เป็นลูกทั้งสิ้น

4.กฎหมายว่าด้วยลักษณะตุลาการ

ตุลาการในสมัยสุโขทัยต้องมีคุณสมบัติดังนี้

4.1ตุลาการจะต้องตัดสินความด้วยความยุติธรรม ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ดังคำจารึกที่ว่า “ไพร่ฟ้าลูกเจ้าลูกขุนผิแล้วผิดแผกแสกว้างกัน สวนดูแท้แลจึงแล่งความแก่ข้าด้วยซื่อ บ่เข้าผู้ลักมักผู้ซ่อน”

4.2ตุลาการจะต้องไม่เห็นแก่ลาภสักการะหรืออยากได้ยินดีของผู้อื่น ซึ่งมีคำจารึกปรากฏดังนี้ “เห็นข้าวท่านบ่ใคร่พิน เห็นสินท่านบ่ได้เดือด”

5.กฎหมายระหว่างประเทศ

ข้อความในศิลาจารึกที่เกี่ยวกับกฎหมายระหว่างประเทศ มีอยู่ด้วยกัน

3 ตอนคือ

5.1”คนใดขี่ช้างมาหา พาเมืองมาสู่ ช่วยเหนือเฟื้อกู้” หมายความว่า ถ้าผู้ใดมาอ่อนน้อมยอมเป็นเมืองขึ้น ก็จะให้ความเอื้อเฟื้อช่วยเหลือ

5.2”มันบ่มีช้างบ่มีม้า บ่มีปั่วบ่มีนาง บ่มีเงือนบ่มีทองให้แก่มัน ช่วยมันตวงเป็นบ้านเป็นเมือง” หมายความว่า ผู้ที่มาอ่อนน้อมนั้นไม่มีช้าง ม้า ผู้คนชายหญิง เงินทอง ก็ให้ช่วยเหลือไปตั้งบ้านเมือง

จากข้อความทั้งสองตอนนั้นพอจะวินิจฉัยได้ว่า เป็นกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง เพราะมีใจความว่า

“พาเมืองมาสู่” และ “ช่วยมันตวงเป็นบ้านเป็นเมือง”

5.3”ได้ค่าค่าเสือ หัวพุ่งหัวรบก็ดี บ่ฆ่าบ่ตี” หมายความว่า ในสมัยของพ่อขุนรามคำแหงเมื่อมีชัยแก่ข้าศึกและจับเชลยได้ พระองค์ก็จะทรงพระกรุณาไม่ให้ฆ่าหรือลงโทษใดๆ

6.กฎหมายว่าด้วยสิทธิในที่ดิน

ในสมัยสุโขทัยได้มีกฎหมายคุ้มครองและรับรองสิทธิในทรัพย์มิให้ใครมาแย่ง ดังข้อความที่จารึกว่า

“สร้างป่าหมากป่าพลูทั่วเมืองทุกแห่ง ป่าพร้าวก็หลายในเมืองนี้หมากม่วงก็หลายในเมืองนี้ หมากขามก็หลายในเมืองนี้ ใครสร้างได้ไว้แก่มัน” ประโยคที่ว่า “ใครสร้างไว้ได้แก่มัน” นั้นทำให้แน่ใจได้ว่า แต่ก่อนที่ดินที่รกร้างว่างเปล่ามีอยู่ทั่วไป ผู้ใดบุกเบิกหักล้างถางพงจนเป็นสวนหมาก สวนผลไม้ ผู้นั้นก็ย่อมมีสิทธิในที่ดินนั้น

7.กฎหมายเกี่ยวกับการลักพา

กฎหมายนี้พบในจารึกหลัก

7ก.เป็นกฎหมายที่ออกไว้ใน พ.ศ.1916ประกาศใช้กับประชาชนในเขตสุโขทัย เชลียง กำแพงเพชร ทุ่งยั้ง ปากยม สองแคว ซึ่งมีอยู่หลายมาตราเช่น

7.1 เมื่อผู้คนหนีเข้ามาอาศัยอยู่ในบ้านเรือน หรือวัดวาอารามให้นำตัวส่งคืน มีบทลงโทษปรับไหมวันละหมื่นพัน ไปจนถึง 5 วัน ถ้าพ้น 8 วัน ไม่นำส่งให้ลงโทษประดุจทรัพย์สินของท่าน

7.2 บ้านผู้ใดมีขโมยลักผู้คนไปอาศัยหรือไปหา ขโมยลักช้างม้า สัตว์ต่างๆไป จอดเรือหรือไปหาให้เจ้าของบ้านพิจารณาว่าเป็นขโมยหรือไม่ ถ้าทราบว่าขโมยของมาให้จับตัวหรือยึดทรัพย์สินนั้นไว้

7.3 เจ้าของทรัพย์ไล่ขโมยไปถึงบ้านตน เจ้าของทรัพย์ร้องขอให้ช่วยจับกุม ถ้าเจ้าของบ้านไม่ช่วยมีความผิดประดุจกินสินจ้างขโมย ให้ทำโทษประดุจลักคน ท่านให้ชดใช้หนี้สิน

ที่ขโมยเอา

มาจากเจ้าทรัพย์ให้หมด

7.4 มีผู้คนลักของในบ้าน หรือลักคนในบ้าน ผู้ใดชวนไปหรือไปลักด้วยกัน หรือทราบว่าผู้ใดลักทรัพย์สินของผู้ใดในระยะ 10 ปี เอาใจใส่นำความมาแจ้งทางฝ่ายบ้านเมืองจะได้รับบำเหน็จรางวัลตามขนาดราชศาสตร์ ธรรมศาสตร์

7.5 มีคนไปลักข้าวของส้มสูกลูกไม้ซึ่งเจ้าของไม่เต็มใจให้ ถ้าผู้ใดช่วยจับกุมจะได้รางวัล แต่ถ้าผู้ใดทำเฉยไม่ช่วยจับปล่อยให้ผู้ร้ายหนีไปทั้งที่ทราบให้ปรับไหมแก่ผู้เห็นนั้น ให้ใช้คืนทรัพย์สินเท่าที่ผู้ร้ายลักไปแก่เจ้าของ

กรุงศรีอยุธยา

เมื่อ พ.ศ. 1893 สมเด็จพระเจ้าอู่ทอง เป็นผู้สถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้น เสด็จขึ้นครองราชย์ปกครองกรุงศรีอยุธยาทรงพระนามว่า สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1

  

โดยรวบรวมเอากลุ่มเมืองที่มีความสัมพันธ์กัน ทางด้านเครือญาติเข้าด้วยกัน เมืองเหล่านี้อาทิเช่น เมืองลพบุรี เมืองสวรรค์บุรี เป็นต้น กรุงศรีอยุธยาก็ได้พัฒนาเจริญรุ่งเรืองขี้นเป็นราชธานีที่มีความเจริญ มั่นคง และมั่งคั่ง เนื่องจากมีปัจจัยในการเกื้อหนุนทั้งด้านทำเลที่ตั้ง ซึ่งมีแม่น้ำ 3 สาย ล้อมรอบ ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำลพบุรี และแม่น้ำป่าสัก มีสภาพภูมิประเทศอุดมสมบูรณ์มีทรัพยากรหลากหลาย อยุธยาจึงเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ยาวนานถึง 417 ปี มีพระมหากษัตริย์ปกครองติดต่อกันถึง 33 พระองค์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ศูนย์กลางของเมืองอยุธยาคือ ส่วนที่เป็นเกาะมีแม่น้ำล้อมรอบ 3 สาย และตัวเกาะมีกำแพงเมืองล้อมรอบ อีกชั้นหนึ่ง เมื่อพระเจ้าอู่ทองแรกสร้งเมืองนั้น กำแพงเมืองทำด้วยหิน มาเปลี่ยนเป็นอิฐในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ กำแพงเมืองทั้งหมดมีความยาวประมาณ  12.5 กิโลเมตร หนา 5 เมตร สูง 6 เมตร มีป้อมปืนประจำอยู่โดยรอบ จำนวน 16 ป้อม มีประตูเมือง 18 ประตู ประตูช่องกุด (ประตูเล็ก) 61 ประตู ประตูน้ำ 21 ประตู รวมทั้งสิ้น 99 ประตู กรุงศรีอยุธยาได้ถูกออกแบบให้เป็นเมืองน้ำ ผังเมืองที่สมบูรณ์สวยงาม เกิดจากความรู้และประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้จากธรรมชาติอย่างลึกซื้ง เพราะแม่น้ำหลัก 3 สาย นำความอุดมสมบูรณ์มาสู่กรุงศรีอยุธยาก็จริง แต่ในฤดูฝนปริมาณน้ำจะมีมาก และไหลหบลากลงมามาก เกินความจำเป็น ดังนั้นการสร้างเมืองของชาวอยุธยาสจึงได้รักษาแม่น้ำลำคลองของเดิมเอาไว้ และขุดคูคลองเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแนวเหนือ-ใต้ ให้เป็นแนวตรง เชื่อต่อกับแม่น้ำ ลำคลอง ของเดิมทำให้กระน้ำไม่ไหลเข้าปะทะทำลายเมืองโดยตรง แต่กลับระบายออกไปจากตัวเมืองได้โดยเร็ว จึงพบว่าเมืองอยุธยา มีแม่น้ำลบำคลองมากมายเป็นเครือข่ายโยงใยกัน ทั้งนอกเมืองและในเมือง ในเมืองนั้นคูคลองสายหลักมากกว่า 10 สายถูกขุดขึ้นใหม่ทั้งในแนวเหนือ-ใต้และตะวันออก-ตะวันตกแบ่งพื้นที่ออกเป็นแปลงสี่เหลี่ยมขนาดเล็กจำนวนมาก แต่ละแปลงใช้เป็นเขตวัด เขตวัง และที่อยู่อาศัยอย่างเป็นระเบียบ ขนานไปกับแนวคูคลองก็คือ ถนน สร้างเป็นถนนดินและถนนอิฐ โดยมีสะพานจำนวนมากสร้างข้ามคลองเหล่านี้ มีทั้งสะพานไม้ สะพานก่ออิฐ สะพานก่อด้วยศิลาแลง และสะพานโซ่ซึ่งเป็นสะพานยกได้อีกแบบหนึ่ง รวมทั้งสิ้นกว่า 30 สะพาน นอกตัวเมืองเป็นที่ต่ำกว่า ใช้เป็นพื้นที่สำหรับเกษตรกรรมมีแม่น้ำลำคลองนำน้ำเข้าไปหล่อเลี้ยงอย่างทั่วถึงสองฝั่งน้ำเหล่านี้เป็นที่อยู่อาศัยของชาวอยุธยา ซึ่งจะปลูกสร้างบ้านเรือนอยู่เป็นกลุ่มๆ สลับไปกับวัดวาอาราม เบื้องหลังของหมู่บ้านคือทุ่งกว้างสำหรับเกษตรกรรม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

การปกครองในสมัยกรุงศรีอยุธยา ปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขที่มีอำนาจสูงสุดในการปกครองแผ่นดิน ทรงปกครองแผ่นดินด้วยทศพิธราชธรรม พระองค์ทรงมอบหมายให้พระบรมวงศานุวงศ์และขุนนางปกครองดูแลเมืองลูกหลวง หลานหลวง ต่างพระเนตรพระกรรณ ส่วนเมืองประเทศราชก็ให้เจ้านายในราชวงศ์เก่าปกครอง ขึ้นตรงต่อกรุงศรีอยุธยา

กษัตริย์ผู้ปกครองกรุงศรีอยุธยา

มีทั้งหมด 35 พระองค์ นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 1893 ถึงปี พ.ศ.2310   มีดังนี้

1.

 

สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1

 (พระเจ้าอู่ทอง พ.ศ. 1893

1912)    หลังจากพระเจ้าอู่ทองทรงก่อตั้งกรุงศรีอยุธยาใน พ.ศ. 1893 ก็ได้ทรงรับ ลัทธิเทวราช (ถือว่ากษัตริย์ทรงเป็นสมมุติเทพ) และ ระบบจตุสดมภ์ มาใช้ในการปกครองบ้านเมือง ระหว่างครองราชย์โปรดเกล้าฯ ให้พระราเมศวร พระราชโอรสไปครองเมืองลพบุรีซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านทางเหนือ ให้ขุนหลวงพะงั่ว ซึ่งเป็นพี่ของพระมเหสี ไปครองเมืองสุพรรณบุรีซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านทางตะวันตก และขยายอำนาจเข้าไปในเขมร ได้เขมรเป็นประเทศราช

2. สมเด็จพระราเมศวร

 (พ.ศ. 1912

1913) พระราชโอรสของพระเจ้าอู่ทอง ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระราชบิดา ครองราชย์อยู่ไม่ถึงปีก็ถูกขุนหลวงพระงั่ว ซึ่งเป็นลุง (พี่ชายของพระราชชนนี) ยกทัพมาจากเมืองสุพรรณบุรี บังคับเอาราชสมบัติ แล้วให้ไปครองเมืองลพบุรีตามเดิม

3. สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1

(ขุนหลวงพะงั่ว พ.ศ. 1913

1931) ขุนหลวงพะงั่วเป็นบุตรเจ้าเมืองสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นเมืองใหญ่มาแต่เดิม มีฐานกำลงมั่นคง ช่วยส่งเสริมให้พระเจ้าอู่ทอง ซึ่งเป็นบุตรเขยของเจ้าเมืองสุพรรณบุรีให้ก่อตั้งอาณาจักรอยุธยาได้สำเร็จ เมื่อพระเจ้าอู่ทองเสด็จสวรรคต ขุนหลวงพะงั่วครองเมืองสุพรรณบุรีอยู่เห็นเป็นโอกาสจึงรวบรวมกำลังกองทัพเข้ากรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระราเมศวร ซึ่งเป็นหลานจำต้องยอมยกราชสมบัติให้ ขุนหลวงพะงั่วขึ้นครองราชย์ทรงพระนามว่า สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 แล้วลดตำแหน่งพระราเมศวรลง ให้ไปครองเมืองลพบุรีตามเดิม ขุนหลวงพะงั่วได้ยกทัพไปรุกรานสุโขทัยหลายหน หนสุดท้ายใน พ.ศ.1921 พระมหาธรรมราชาที่ 2 แห่งกรุงสุโขทัยเห็นว่าน่าจะสู้รบต่อไปไม่ไหวจึงออกมาถวายบังคม โปรดให้ครองสุโขทัยต่อไปในฐานะประเทศราชของอยุธยา

4. สมเด็จพระเจ้าทองจันทร์

(หรือทองลัน   พ.ศ. 1931)   พระราชโอรสของขุนหลวงพะงั่ว ขึ้นครองราชย์

ต่อจากพระราชบิดา เมื่อพระชนมายุ 15 พรรษา ครองราชย์ได้เพียง 7 วัน   สมเด็จพระราเมศวรก็ยกทัพจากเมืองลพบุรีมาเอาราชสมบัติคืน

จับพระเจ้าทองจันทร์สำเร็จโทษ แล้วขึ้นครองราชย์เป็นครั้งที่สอง

5. สมเด็จพระราเมศวร (ครองราชย์ครั้งที่ 2 พ.ศ. 1931

1938) ได้ยกกองทัพไปตีเมืองเชียงใหม่ กวาดตอน

ผู้คนลงมา และเมื่อเขมรยกทัพมากวาดต้อนผู้คนในเมืองชลบุรี และจันทบุรี จึงยกทัพไปตีเขมร ยึดได้นครธมซึ่งเป็นเมืองหลวง ทำให้เขมร

เป็นเมืองขึ้นของกรุงศรีอยุธยาตั้งแต่สมัยนี้เป็นต้นมา จนถึงรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ฝรั่งเศสได้ประกาศยึดเมืองไป

6. สมเด็จพระรามราชาธิราช

(พ.ศ. 1938

1952) พระราชโอรสของสมเด็จพระราเมศวร หลังครองราชย์อยู่นาน 14 ปี ทรงมีเหตุพิโรธเจ้าพระยามหาเสนาบดี เจ้าพระยามหาเสนาบดีจึงหนีไปทูลเชิญเจ้านครอินทร์ (หลานของขุนหลวงพะงั่ว) ซึ่งขณะนั้นครองเมืองสุพรรณบุรี ให้ยกทัพมาปล้นเอากรุงศรีอยุธยาคืนจากราชวงศ์อุ่ทอง สมเด็จพระรามราชาธิราชจึงถูกถอดออกจากราชสมบัติ เจ้านครอินทร์ขึ้นครองราชย์แทน ทรงพระนามว่า สมเด็จพระนครินทราธิราช

7. สมเด็จพระนครินทราธิราช

(เจ้านครอินทร์ พ.ศ. 1952

1967) ทรงเป็นพระราชนัดดา (หลาน) ของขุนหลวงพะงั่ว   ขณะที่ทรงครองราชย์อยู่นั้น พระมหาธรรมราชาที่ 3 แห่งกรุงสุโขทัยเสด็จสวรรคตโดยมิได้ตั้งองค์รัชทายาท ทำให้พระราชโอรสคือพระยาบาลเมืองกับพระยารามคำแหงชิงราชสมบัติกัน สมเด็จพระนครินทราธิราชจึงเสด็จไกล่เกลี่ย โปรดให้พระยาบาลเมือง ครองกรุงสุโขทัย เป็นพระมหาธรรมราชาที่ 4 (บรมปาล) ให้พระยารามคำแหง (รามราช) ไปครองเมืองกำแพงเพชร และขอพระราชธิดาของพระมหาธรรมราชาที่ 3 อภิเษกสมรสกับ เจ้าสามพระยา พระราชโอรสองค์ที่สามของพระองค์ ทำให้อาณาจักรสุโขทัย และอาณาจักรอยุธยาใกล้ชิดกันฉันท์เครือยญาติ

8. สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2

(เจ้าสามพระยา พ.ศ. 1967

1991) เมื่อสมเด็จพระนครินทราธิราช เสด็จสวรรคต พระราชโอรสองค์ที่ 1 และ 2 คือ เจ้าอ้ายพระยา กับ เจ้ายี่พระยา ชิงราชสมบัติถึงกับชนช้างต่อสู้กัน และทรงฟันพร้อมกันจนขาดคอช้างด้วยกันทั้งสองพระองค์ พระราชวงศ์และขุนนางจึงทูลเชิญ เจ้าสามพระยา พระราชโอรสองค์ที่ 3 ขึ้นเป็นกษัตริย์ทรงพระนามว่า สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 ระหว่างครองราชย์ได้เสด็จไปตีเมืองเชียงใหม่ และยกทัพไปปราบเขมร ซึ่งมักจะถือโอกาสแข็งเมืองบ่อยๆ เมือตีได้นครธรมเมืองหลวงใน พ.ศ. 1974 จึงกวาดต้อนผู้คนมาเป็นอันมาก จนทำให้นครธมเป็นเมืองร้างมาจนถึงทุกวันนี้

9. สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ

(พ.ศ. 1991

2031)   พระราชโอรสของพระเจ้าสามพระยา เมื่อพระชนมายุ 15 พรรษา ได้รับสถาปนาเป็น พระราเมศวร พระมหาอุปราชครองเมืองพิษณุโลก ครองเมืองพิษณุโลกอยู่ 2 ปี พระราชบิดาก็สวรรคต จึงเสด็จกลับมาสืบราชสมบัติทรงพระนามว่า สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ประทับอยู่ที่กรุงศรีอยุธยา 15 ปี จึงเสด็จกลับไปประทับที่พิษณุโลกอีกจนตลอดรัชกาล    ตลอดเวลาเหล่านั้นทำให้พิษณุโลกมีฐานะเป็นราชธานี ที่ทรงกระทำเช่นนี้อาจจะเป็นเพราะพระองค์ต้องการประสานน้ำใจชาวสุโขทัยให้เห็นว่าพิษณุดลกมีสภาพเป็นเมืองหลวงของทั้งสุโขทัยและอยุธยาพร้อมๆ กัน ทำให้ทั้งสองอาณาจักรมีความรู้สึกทีดีต่อกันและผสมผสานกลมกลืนเป็นอาณาจักรเดียวกันได้อย่างแนบเนียน

พระราชกรณียกิจที่ยิ่งใหญ่ของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถคือ การปฏิรูปการปกครอง รวมอำนาจจากหัวเมืองต่างๆ มาไว้ที่ราชธานี ทำให้ราชธานีเป็นศูนย์กลางการปกครองของอาณาจักร และทรงแยกราชการฝ่ายทหารและพลเรือนออกจากกัน ที่สำคัญคือทรงประกาศใช้ระบบศักดินาขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งนับเป็นหัวใจการปกครองบ้านเมืองต่อมาอีกหลายร้อยปี ตราบถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

10. สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3

(พระอินทราชา พ.ศ. 2031

2034) พระราชโอรสของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ขณะที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถประทับอยู่ที่พิษณุโลกนั้น ทรงเป็นครองเมืองอยุธยาในฐานะเป็นเมืองลูกหลวง ครั้งสมเด็จพระบรมไตโลกนาถเสด็จสวรรคตจึงขึ้นครองราชย์ และเมื่อเสด็จสวรรคตก็ทรงยกราชสมบัติให้แก่พระเชษฐาธิราช พระอนุชาต่างมารดา

11. สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2

 (พ.ศ. 2034

2072) พระราชโอรสของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พระอนุชาต่างมารดาของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3 ก่อนขึ้นครองราชย์เป็นอุปราช ครองเมืองพิษณุโลก ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก และทรงมีพระปรีชาสามารถในกิจการทหาร ในด้านศาสนา ทรงสร้างวัดหลายแห่ง และทรงหล่อพระพุทธรูป พระศรีสรรเพชญ์ หุ้มด้วยทองคำ ในด้านการทหารทรงปรับปรุงโดยจัดทำตำราพิชัยสงคราม จัดให้มีการทำสารบาญชี (บัญชีสำรวจไพร่พล) มี สุรัสวดี เป็นผู้ควบคุมทำนองเดียวกับการขึ้นทะเบียนทหาร และทรงจัดให้มี การทำพิธีทุกหัวเมือง ซึ่งพิธีเช่นว่านี้อาจสันนิษฐานได้ว่ามีลักษณะคล้ายๆ กับพิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณตนของทหารในปัจจุบัน

12. สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4

(หน่อพุทธางกูร พ.ศ. 2072

2076) พระราชโอรสของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 เดิมทรงพระนามว่า

พระอาทิตยวงศ์

 ภายหลังพระราชบิดาทรงสถาปนาให้เป็น พระบรมราชาหน่อพุทธางกูร ครองเมืองพิษณุโลก เมื่อได้ราชสมบัติจากพระราชบิดาแล้วจึงให้พระไชยราชาซึ่งเป็นพระอนุชาต่างมารดาไปครองเมืองพิษณุโลกแทน ครองราชย์ 5 ปี ก็ประชวรสวรรคตด้วยโรคไข้ทรพิษโดยมิได้ตั้งรัชทายาท

13. พระรัษฎาธิราช

( พ.ศ. 2076

2077) พระราชโอรสของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4 เหตุที่มิได้มีค่าว่า

สมเด็จ

นำหน้าเนื่องจากทรงได้ราชสมบัติเมื่อพระชนมายุเพียง 5 พรรษา พระไชยราชา (ซึ่งเป็นพระเจ้าอา) ที่ครองเมืองพิษณุโลกในฐานะเป็นอุปราช จึงยกทัพมาจับสำเร็จโทษเสีย หลังจากครองราชย์อยู่เพียง 5 เดือนเศษ

14. สมเด็จพระไชยราชาธิราช

(พ.ศ. 2077

2089)    พระราชโอรสของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 (รัชกาลที่ 11) พระอนุชา

ของสมเด็จพระบรมราชาธิบดีที่ 4 (รัชกาลที่ 12) เมื่อสำเร็จโทษพระรัษฎาธิราช (ซึ่งเป็นหลาน) แล้วก็ขึ้นครองราชย์ทรงพระนามว่า สมเด็จพะระไชยราชาธิราช

ขณะนั้นพระเจ้าตะเบงชะเวตี้แห่งพม่า แผ่อำนาจเข้ามาในหัวเมืองมอญ พวกมอญหนีเข้ามาอยู่ในเมืองเชียงกรานซึ่งเป็นของไทย พระเจ้าตะเบงชะเวตี้จึงถือ

โอกาสยกทัพมาตีเมืองเชียงกรานได้ไปใน พ.ศ. 2081 สมเด็จพระไชยราชาธิราชเสด็จไปตีคืนมา ด้วยความร่วมมือช่วยเหลือของชาวโปรตุเกสที่เข้ามาอยู่ใน

กรุงศรีอยุธยาและมีความชำนาญในเรื่องปืนไฟซึ่งเป็นเทคโนโลยี่ใหม่ที่ชาวโปตุเกสนำเข้ามาในสมัยนั้น

15. พระยอดฟ้า

(พระแก้วฟ้า พ.ศ. 2089

2091)   เมื่อสมเด็จพระไชยราชาธิราชประชวรเสด็จสวรรคต บรรดาอำมาตย์ราชมนตรี จึงกราบทูลเชิญพระยอดฟ้า (แก้วฟ้า) ราชโอรสซึ่งประสูติจากท้าวศรีสุดาจันทร์ (พระสนมเอกฝ่ายซ้าย) พระชนมายุ 11 พรรษา ขึ้นครองราชย์โดยมีพระราชชนนีว่าราชการเป็น เจ้าแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ ผู้สำเร็จราชแผ่นดิน ต่อมาเจ้าแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ได้ตั้งครรภ์กับ พันบุตรศรีเทพ พนักงานรักษาหอพระ จึงตั้งพันบุตรศรีเทพเป็น ขุนวรวงศาธิราช ช่วยว่าราชการแผ่นดิน เมื่อขุนวรวงศาธิราช มีอำนาจขึ้นก็จัดการำสเร็จโทษพระยอดฟ้าเสีย แล้วขึ้นเป็นกษัตริย์แทน

16. ขุนวรวงศาธิราช

(พันบุตรศรีเทพ พ.ศ. 2091) ขุนวรวงศาธิราช ได้อำนาจกษัตริย์ท่ามกลางความไม่พอใจของพระราชวงศ์และขุนนางผู้ใหญ่ ซึ่งมีขุนริเรนทรเทพเป็นหัวหน้า จึงคบคิดกันจับขุนวรวงศาธิราช และเจ้าแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ประหารชีวิตเสีย

17. สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ

(พระเจ้าช้างเผือก พ.ศ. 2091

2111) พระอนุชาของสมเด็จพระไชยราชาธิราช (รัชกาลที่ 14) พระนามเดิมคือ พระเทียรราชา ซึ่งเสด็จออกผนวชเป็นพระภิกษุระหว่างที่เจ้าแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์มีอำนาจ เพราะเกรงจะมีภัย หลังจากขุนพิเรนทรเทพและบรรดาขุนนางกำจัดแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์กับขุนวรวงศาธิราชแล้ว จึงกราบทูลอัญเชิญขึ้นเป็นกษัตริย์ ทรงพระนามว่า สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ และเพื่อเป็นการตอบแทน จึงสถาปนาให้ขุนพิเรนทรเทพเป็น พระมาหธรรมราชา ครองเมืองพิษณุโลก มีฐานะเป็นอุปราช และยังมอบพระราชธิดาให้เป็นพระอัครชายาอีกด้วย

เหตุการณ์สำคัญในรัชกาลนี้ คือ สงครามพระสุริโยทัยขาดคอช้าง กับ สงครามช้างเผือก สงครามพระสุริยทัยขาดคอช้าง

เกิดขึ้นเมื่อพระเจ้าหงสาวดีตะเบงชะเวตี้ ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่เพิ่มมีอาจเข้มแข็งขึ้น ได้ทราบข่าวความไม่ดีงามในราชสำนัก และการเปลี่ยนแผ่นดิน จึง

ถือโอกาสยกทัพเข้ามารุกราน สมเด็จพระมหาจักรพรรดิชนช้างกับพระเจ้าแปร ทัพหน้าของพม่า ช้างพระที่นั่งเสียที พระสุริโยทัยพระมเหสีจึงไส

ช้างเข้าขวางถูกพระแสงง้าวขาดคอช้าง      ส่วนสงครามช้างเผือกนั้นเกิดภายหลังจากพระเจ้าตะเบงชะเวตี้สิ้นพระชนม์ พระเจ้าบุเรงนองได้ราชสมบัติ

สืบต่อและต้องการแผ่อำนาจออกไปให้กว้างขวาง ครั้นได้ยินกิตติศัพท์ว่าสมเด็จพระมหาจักรพรรดิได้ช้างเผือกถึง 7 เชิอก จนคนทั่วไปเรียกว่า

พระเจ้าช้างเผือก

 จึงแสร้งทำเป็นขอช้างเผือกเพื่อหาสาเหตุรุกราน และยกทัพมาล้อมกรุง จนสมเด็จพระมหาจักรพรรดิต้องยอมเสียช้างเผือก และ

ยอมส่งพระราชโอรสองค์โต (พระราเมศวร) ไปเป็นตัวประกัน หลังจากนั้นได้ทรงเสียพระทัยที่เห็นว่าพระมหาธรรมราชา (ซึ่งเป็นพระราชบุตรเขย)

เอาใจฝักใฝ่ต่อพม่าไม่เกรงใจพระองค์ จึงสละราชสมบัติให้แก่พระมหินทราธิราช พระราชโอรสองค์ที่สองแล้วเสด็จออกผนวช (พระราเมศวรสิ้นพระชนม์ระหว่างเดินทางไปเป็นตัวประกันที่หงสาวดี)

18. สมเด็จพระมหินทราธิราช

(พ.ศ. 2111

2112) พระราชโอรสองค์ที่ 2 ของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ เสด็จขึ้นครองราชย์ระหว่างที่มีวิกฤตการณ์กับพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง คือ พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองพยายาม่งเสริมให้พระมหาธรรมราชา (พระราชบุตรเขจของสมเด็จพระมหาจักพรรดิ) กระด้างกระเดื่องต่อกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระมหาจักรพรรดิเสียพระทัยจึงทรงสละราชสมบัติให้แก่พระมหินทร์ ทรงพระนามว่า

สมเด็จพระมหินทราธิราช

 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองต้องการกรุงศรีอยุธยาเป็นประเทศราชอย่างแท้จริง จึงยกทัพมาล้อมกรุงศรีอยุธยาไว้ และเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าในปี พ.ศ. 2112

19. สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช

(พ.ศ. 2112

2133)   พระนามเดิมคือ ขุนพิเรนทรเทพ ไม่ปรากฏชัดว่า สืบเชื้อสายมาจากที่ใด พระราชพงศาวดารกล่าวเพียงว่า พระบิดาของพระองค์มีเชื่อสายราชวงศ์พระร่วงแห่งกรุงสุโขทัย และพระมารดาเป็นญาติทางฝ่ายพระราชชนนีของสมเด็จพระไชยราชาธิราช (รัชกาลที่ 14) ได้เข้ารับราชการในสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราชจนได้เป็นขุนพิเรนทรเทพ เจ้ากรมพระตำรวจรักษาพระองค์

เมื่อสมเด็จพระไชยราชาเสด็จสวรรคต และขุนวรวงศาธิราชแย่งราชสมบัติจากพระราชโอรส (พระรัษฎาธิราช) และสำเร็จโทษเสียนั้น คงจะทำให้ขุนพิเรนทรเทพไม่พอใจ จึงคบคิดกับขุนนางข้าราชการจับขุนวรวงศาธิราชและเจ้าแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ประหารชีวิต แล้วทูลอัญเชิญพระเทียรราชา (พระอนุชาของสมเด็จพระไชยราชา) ขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ เมื่อขึ้นครองราชย์สมบัติแล้วสมเด็จพระมหาจักรพรรดิจึงปูนบำเหน็จโดยสถาปนาให้เป็นเจ้า (เนื่องจากมีเชื้อสายราชวงศ์พระร่วง) มีพระนามว่าสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเจ้า และพระราชทาน พระวิสุทธิกษัตรี พระราชบิดาให้เป็นพระมเหสีครองเมืองพิษณุโลก (มีศักดิ์เท่ากับอุปราช เนื่องจากในสมัยนั้นพิษณุโลก มีความสำคัญเป็นที่สองรองจากกรุงศรีอยุธยา)

ขณะที่สมเด็จพระมหาธรรมราชาครองเมืองพิษณุโลกนั้น กรุงศรีอยุธยาเกิดสงครามกับพม่า สงครามครั้งสำคัญ คือ สงครามช้างเผือก ซี่งมีผลให้ไทยต้องเสียช้างเผือก ต้องส่งตัวพระราชโอรสของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิไปเป็นตัวประกันที่หงสาวดี ต้องส่งส่วยประจำปีให้แก่พม่า และยังต้องยอมให้พม่าส่งขุนนางกำกับดุแลทั้งที่กรุงศรีอยุธยาและที่พิษณุโลก เท่ากับกรุงศรีอยุธยาตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าโดยปริยาย

สมเด็จพระมหาธรรมราชา คงจะไม่ทรงยินดีในฐานะของไทยนัก และคงจะทรงมีแผนการในการแสวงหาอิสรภาพและกอบกู้ศักดิ์ศรีของกรุงศรีอยุธยาให้กลับคืนมา ดังนั้นเมื่อพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองอภิเษกให้เป็น พระศรีสรรเพชญ์ ครองเมืองพิษณุโลกในฐานะประเทศราชของพม่าโดยตรง ไม่ขึ้นต่อกรุงศรีอยุธยา จึงทรงรับสนองด้วยดี และทรงโอนอ่อนผ่อนตามกระแสพระราชประสงค์ของพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองเรื่อยมา จนในที่สุดเมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าอย่างสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2112 และพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองอภิเษกให้เป็นกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาในฐานะประเทศราช จึงเป็นโอกาสให้พระองค์ดำเนินการฟื้นฟูบ้านเมือง รวบรวมกำลังคนให้เป็นปึกแผ่นมั่นคง เพราะถูกพม่ากวาดต้อนผู้คนไปมากมาย โดยอ้างกับพม่าว่าต้องเตรียมกำลังผู้คนไว้ต่อสู้กับเขมรเนื่องจากเขมรถือโอกาสเข้ารุกรานปล้นสะดมหัวเมืองชายแดนอยู่บ่อยๆ

สมเด็จพระมหาธรรมราชา ทรงมีพระราชโอรสธิดา ที่ปรากฏคือ พระองค์แรกเป็นพระราชธิดามีพระนามว่า พระสุพรรณเทวี

อีกสองพระองค์เป็นพระราชโอรส ได้แก่ พระองค์ดำ (พระนเรศวร) กับพระองค์ขาว (พระเอกาทศรถ) พระองค์ดำนั้นพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองขอเอา

ไปเป็นตัวจำนำอยู่ที่หงสาวดีตั้งแต่พระชนมายุ 7 ขวบ จนถึง 15 ขวบ จึงให้กลับมาช่วยพระราชบิดา หลังจากที่สมเด็จพระมหาธรรมราชาได้พระราชทาน

พระสุพรรณเทวี ราชธิดาไปแทน

สมเด็จพระมหาธรรมราชาทรงสนับสนุนให้พระนเรศวรดำเนินการกอบกู้เอกราชจนสำเร็จใน พ.ศ. 2127 ด้วยการ หลั่งน้ำจาก

พระสุคนโท ประกาศเอกราช เป็นอิสรภาพไม่ขึ้นกับพม่าอีกต่อไป

20. สมเด็จพระนเรศวรมหาราช

(พ.ศ. 2133

2148) สมเด็จพระนเรศวรขึ้นครองราชย์เมื่อพระราชบิดาเสด็จสวรรคต ขณะ

มีพระชนมายุ 35 พรรษา และทรงสถาปนาพระเอกาทศรถ พระอนุชาเป็นพระมหาอุปราช ช่วงเวลาตลอดรัชสมัยของพระองค์ ทรงใช้ไปในการทำสงครามเป็น

ส่วนใหญ่ ทรงได้ชื่อว่าเป็นกษัตริย์ที่ทรงอานุภาพสูงสุดในเวลานั้น ได้ทรงขยายพระราชอาณาจักรออกไปกว้างขวางกว่าสมัยใดๆ

สมเด็จพระนเรศวรมหาราชประชวรระหว่างยกทัพไปตีเมืองหลวงสาวดีและเมืองตองอูของพม่า และเสด็จสวรรคตที่เมืองหาง ในปีพ.ศ. 2148

21. สมเด็จพระเอกาทศรถ

(พ.ศ. 2148

2153) พระอนุชาของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงเป็นพระอุปราชทำสงครามร่วมกับสมเด็จพระนเรศวรตลอดมา เมื่อครองราชย์แล้วก็ได้ทำนุบำรุงบ้านเมือง มีการติดต่อค้าขายกับฝรั่งตะวันตก และส่งทูตไปยังกรุงอัมสเตอร์ดัม เมืองหลวงของฮอลันดา ทรงมีพระราชโอรสประสูติแต่พระมเหสี 2 พระองค์ ได้แก่ เจ้าฟ้าสุทัศน์ กับ เจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ และพระราชโอรสประสูติแต่สนมอีก 3 พระองค์ ได้แก่ พระอินทราชา พระศรีศิลป์ (หรือ พระศรีสิน) และ พระองค์ทอง ตอนปลายรัชกาลเจ้าฟ้าสุทัศน์ได้รับสถาปนาขึ้นเป็นพระมหาอุปราช (องค์รัชทายาท) ภายหลังสมเด็จพระเอกาทศรถทรงเชื่อคำยุยงว่า เจ้าฟ้าสุทัศน์จะเป็นกบฎ ทำให้เจ้าฟ้าสุทัศน์เสียพระทัย เสวยยาพิษถึงแก่ทิวงคต ซึ่งสร้างความเศร้าโศกแก่สมเด็จพระเอกาทศรถมาก จึงมิได้ทรงแต่งตั้งผู้ใดให้ดำรงตำแหน่งอุปราชอีกเลย จนกระทั่งเสด็จสวรรคต

22. พระศรีเสาวภาคย์

 (พ.ศ. 2153)   พระราชโอรสองค์ที่สองของสมเด็จพระเอกาทศรถ (ซึ่งประสูติแต่พระมเหสี) เมื่อสมเด็จพระเอกาทศรถเสด็จสวรรคตแล้ว บรรดาพระราชวงศ์และขุนนางจึงอัญเชิญขึ้นเป็นกษัตริย์ ที่มิได้มีคำว่า สมเด็จ นำหน้าพระนาม คงจะด้วยเหตุ่ที่พระองค์เสด็จสวรรคตก่อนที่จะมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เพราะเสวยราชย์ได้เพียงเดือนเศษ พระศรีศิลป์ (ศรีสิน) พระราชโอรสของสมเด็จพระเอกาทศรถที่ประสูติแต่พระสนมซึ่งขณะนั้นผนวชเป็นภิกษุมีสมณศักดิ์เป็น พระพิมลธรรม ก็คบคิดกับขุนนางจับพระศรีเสาวภาคย์สำเร็จโทษเสีย

23. สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม

(พ.ศ. 2153

2171) เมื่อพระศรีเสาวภาคย์ถูกสำเร็จโทษแล้ว ขุนนางพร้อมใจกันทูลอัญเชิญพระอินทราชา โอรสของสมเด็จพระเอกาทศรถ (พระเชษฐาของพระพิมลธรรม) ขึ้นครองราชย์สมบัติ ทรงพระนามว่า 

สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม

 แล้วสถาปนาให้พระศรีศิลป์ (พระพิมลธรรม) เป็นอุปราช พระราชพงศาวดารบันทึกว่า สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมได้พบรอยพระพุทธบาทที่สระบุรี จึงโปรดเกล้าให้สร้างมณฑปขึ้น และจัดมหรสพสมโภช ครองราชย์อยู่ 18 ปีก็สวรรคต สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมมีพระราชโอรสคือ พระเชษฐาธิราชกุมาร กับ พระอาทิตยวงศ์

24. สมเด็จพระเชษฐาธิราช

(พ.ศ. 2171) เมื่อสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมเสด็จสวรรคตแล้ว บรรดาขุนนางมีออกญาเสนาศรวรวงศ์

เป็นหัวหน้า ได้กราบทูลอัญเชิญพระเชษฐาธิราชพระราชโอรสองค์โตของสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมขึ้นครองราชย์ ทำให้พระศรีศิลป์ (ศรีสิน) พิโรธ เพราะตนเป็น

อุปราชแต่กลับไม่ได้ราชสมบัติ หนีไปซ่องสุมผู้คนอยู่ที่เพชรบุรี จึงถูกจับสำเร็จโทษ ส่วนสมเด็จพระเชษฐาธิราชนั้นพระชนมายุเพียง 15 พรรษา ได้รับคำกราบ

ทูลจากขุนนางบางคนว่า ออกญาเสนาศรีวรวงศ์ ซึ่งได้เลื่อนเป็นออกญากลาโหม (บางเล่มบอกว่า เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์) จะเป็นกบฎ จึงทรงระแวง ออกญา

กลาโหมรู้ว่าสมเด็จพระเชษฐาระแวงสงสัยตนก็โกรธ และถือโอกาสก่อการกบฏเสียจริงๆ คือจับพระเชษฐาธิราชสำเร็จโทษ หลังจากครองราชย์ย์ได้เพียง 8 เดือน

25. สมเด็จพระอาทิตยวงศ์

(พ.ศ. 2172) เมื่อเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์สำเร็จโทษสมเด็จพระเชษฐาธิราชแล้ว ก็กราบทูลอัญเชิญ

พระอาทิตยวงศ์ พระอนุชาของสมเด็จพระเชษฐาธิราชขึ้นครองราชสมบัติ ขณะที่มีพระชนมายุเพียง 9 พรรษา ครองราชย์ได้เพียง 28 วัน ก็ถูกเจ้าพระยากลาโหม

สุริยวงศ์อ้างว่าไม่ประสีประสา เอาแต่เล่นจับแพะจับแกะ แล้วก็ปลงประชนม์เสียอีกพระองค์หนึ่ง

26. สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง

(พ.ศ. 2172

2199) เมื่อกำจัดสมเด็จพระอาทิตย์วงศ์แล้ว เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ก็ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ทรงพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ปรากฏว่าชาวญี่ปุ่นที่เข้ามามีบทบาทอยู่ในกรุงศรีอยุธยามี ออกญาเสนาภิมุข (ยามาดา นางามาซา) เป็นหัวหน้า พากันไมม่ยอมรับพระองค์ ด้วยเห็นว่าได้ปลงพระชนม์พระราชโอรสพระเจ้าทรงธรรมถึง 2 พระองค์ พวกญี่ปุ่นจึงถูกขับออกจากกรุงศรีอยุธยา ในรัชกาลนี้มีการติดต่อค้าขายกับฝรั่งชาวยุโรป และได้เขมรเป็นประเทศราช สมเด็จพระเจ้าปราสาททองมีพระราชโอรส 2 พระองค์ พระองค์แรกคือ เจ้าฟ้าไชย (ซึ่งประสูติตั้งแต่พระองค์ยังไม่ได้เป็นกษัตริย์) กับ พระนารายณ์ราชกุมาร (ซึ่งประสูติแต่พระมเหสี หลังจากขึ้นครองราชย์ เจ้าฟ้าไชยกับพระนารายณ์จึงเป็นพระราชโอรสต่างมารดากัน) เมื่อสมเด็จพระเจ้าปราสาททองสวรรคต ได้มอบราชสมบัติให้ เจ้าฟ้าไชย

27. สมเด็จเจ้าฟ้าไชย

(พ.ศ. 2199)   พระราชโอรสของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง (ประสูติก่อนที่สมเด็จพระเจ้าปราสาททองจะขึ้นครองราชย์ ต่างมารดากับพระนารายณ์ซึ่งประสูติแต่พระมเหสีของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ขณะครองราชย์สมบัติ) เมื่อสมเด็จพระเจ้าปราสาททองมอบราชสมบัติให้เจ้าฟ้าไชย พระนารายณ์ในฐานะที่ทรงมีสิทธิในราชบังลังก์มากกว่า จึงทรงคบคิดกับพระศรีสุธรรม ซึ่งเป็นอนุชาของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง (คือเป็นพระเจ้าอาของพระนารายณ์) ร่วมกันจับสมเด็จเจ้าฟ้าไชยสำเร็จโทษเสีย หลังจากครองราชย์สมบัติได้ 9 เดือน แล้วพระนารายณ์ก็ถวายราชสมบัติให้แก่พระศรีสุธรรม

28. สมเด็จพระศรีสุธรรมราชา

(พ.ศ. 2199)   พระอนุชาของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง เมื่อขึ้นครองราชย์สมบัติ ทรงพระนามว่า สมเด็จพระศรีสุธรรมราชา ครองราชย์แล้วก็สถาปนาพระนารายณ์ขึ้นเป็นพระมหาอุปราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล แต่หลังครองราชย์เพียง 2 เดือนก็เป็นอริกัน เนื่องจากสมเด็จพระศรีสุธรรมราชามีพระทัยเสน่หาใคร่จะได้ พระราชกัลยาณี (ผู้เป็นขริษฐาของสมเด็จพระนารายณ์) มาเป็นพระชายาอันมิชอบด้วยประเพณี สมเด็จพระนารายณ์จึงพร้อมด้วยขุนนางยกกำลังเข้าโจมตีวังหลวง เกิดการต่อสู้ฆ่าฟันเสียเลือดเนื้อและชีวิตเป็นอันมาก ในที่สุดก็สามารถจับสมเด็จพระศรีสุธรรมราชาไปสำเร็จโทษได้

29. สมเด็จพระนารายณ์มหาราช

(พ.ศ. 2199

2231) พระราชโอรสของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง เมื่อสำเร็จโทษพระศรีสุธรรมราชา พระเจ้าอาแล้ว สมเด็จพระนารายณ์ก็ปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์สมบัติ ขณะมีชนมายุเพียง 25 พรรษา ทรงเป็นกษัตริย์ที่ปรีชาสามารถ กรุงศรีอยุธยาในสมัยของพระองค์จึงเจริญรุ่งเรืองในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจการค้า การต่างประเทศ การศึกษาและศิลปะวัฒนธรรม มีวรรณคดีสำคัญๆ เกิดขึ้น (เรื่องราวของศรีปราชญ์ เกิดขึ้นในรัชกาลนี้) แม้การทหารก็มิได้หย่อน เช่น ได้เสด็จยกทัพไปตีเชียงใหม่รักษาไว้เป็นประเทศราช เป็นต้น

พระราชกรณียกิจที่ทรงได้รับการยกย่องมาก คือ การมีความสัมพันธ์กับชาวตะวันตก ได้เปิดการค้าขายกับชาติต่างๆ

เจริญสัมพันธไมตรี และยอมให้เข้ามาเผยแพร่ศาสนาคริสต์จนเป็นที่ยอมรับนับถือของชาติตะวันตก โดยเฉพาะฝรั่งเศสถึงกับส่งราชทูตไทย

ไปยังราชสำนักของพระเจ้าหลุย์ที่ 14 ทำให้ไทยได้รับความรู้ใหม่ๆ เช่น การแพทย์ การสถาปัตยกรรม และการทหาร เป็นต้น ทั้งนี้โดยมีฝรั่ง

ชาติกรีกคนหนึ่งเป็นกำลังสำคัญ คือ คอนสแนติน ฟอลคอน ซึ่งรับราชการได้เป็นตำแหน่ง เจ้าพระยาวิไชเยนทร์ สมุหนายก ดูแลราชการทั่ว                               

เครื่องปั้นสมัยอยุธยา

ไปโดยเฉพาะการค้าและการต่างประเทศ ความเจริญที่ได้รับจากตะวันตก ทำให้พระองค์ทรงสร้างพระราชวังแบบตะวันตกขึ้นที่ลพบุรี สำหรับ

ประทับในฤดูร้อนและฤดูหนาว ซึ่งภายหลังก็ประทับที่ลพบุรีเป็นประจำจนสิ้นรัชกาล

ความที่เจ้าพระยาวิไชเยนทร์เข้ามามีบทบาททางการเมืองและเป็นที่โปรดปราน ทำให้ไม่เป็นที่ไว้วางใจของข้าราชการ

ไทยบางกลุ่ม เมื่อสมเด็จพระนารายณ์มหาราชประชวร และได้มอบหมายให้พระเพทราชา ว่าราชการแผ่นดินแทน หลวงสรศักดิ์ จึงคบคิดกับพระ

เพทราชา นำทหารเข้ายึดอำนาจ แม้ขณะนั้นษมาเด็จพระนารายณ์จะทรงมีพระชนมชีพอยู่ แต่ก็ทรงมีอากรประชวรหนัก จึงได้แต่ตรัสบริภาษสอง

พ่อลูก (พระเพทราชากับหลวงศรศักดิ์) ไม่ทรงมีพละกำลังทำอะไรได้นั้นเอง สิริรวมพระชนมายุได้ 57 พรรษา    สมเด็จพระนารายณ์ทรงมีพระราชโอรส คือ เจ้าฟ้าอภัยทศ แต่เจ้าฟ้าอภัยทศก็ถูกพระเพทราชา และหลวงสรศักดิ์ออกอุบายให้เดินทางจากกรุงศรีอยุธยาเพื่อไปเยี่ยมอาการสมเด็จพระนารายณ์ ที่ประชวรหนักอยู่ที่ลพบุรี แล้วจับสำเร็จโทษเสียระหว่างทาง

30. สมเด็จพระเพทราชา

(พ.ศ. 2231

2246) พระเพทราชา เป็นขุนนางผู้ใหญ่ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เดิมเป็นชาวบ้านพลูหลวง แขวงเมืองสุพรรณบุรี มีฝีมือในการขับขึ่ช้าง เข้ามารับราชการเป็นจางวางกรมช้าง และได้ตามเสด็จในราชการสงครามแสดงฝีมือให้ปรากฏจนเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยใกล้ชิด เมื่อสมเด็จพระนารายณ์เสด็จยกทัพไปตีเชียงใหม่ก็โดยเสด็จไปด้วย ครั้นได้เมืองเชียงใหม่แล้วพระองค์ได้นำราชธิดาเจ้าเมืองเชียงใหม่ลงมาด้วย จนทรงครรภ์ขึ้นระหว่างทาง สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงละอายพระทัย จึงพระราชทานนางนั้นให้แก่พระเพทราชา พระเพราชาก็นำนางไปเลี้ยงดู จนนางคลอดบุตรเป็นชายชื่อว่า เจ้าเดื่อ เมื่อเจริญวัยก็ถวายเป็นมหาดเล็กในวังหลวง สมเด็จพระนารายณ์ทรงพอพระทัย จึงแสดงเป็นนัยให้เจ้าเดื่อรู้ว่าเป็นราชโอรส ทำให้เจ้าเดื่อไม่เกรงกลัวใคร จนได้รับแต่งตั้งให้เป็น หลวงสรศักดิ์ ช่วยราชการกรมช้างอยู่กับพระเพทราชา

เมื่อสมเด็จพระนารายณ์ประชวร และแต่งตั้งให้พระเพทชาราเป็นผู้สำเร็จราชการแทน ทำให้หลวงสรศักดิ์เห็นเป็นโอกาส

จึงคบคิดกับพระเพทราชาเพื่อชิงราชสมบัติ บรรดาขุนนางข้าราชการต่างเกรงอำนาจจึงยอมเข้าด้วย ครั้นสมเด็จพระนารายณ์ประชวรหนักจนเสด็จ

สวรรคตแล้ว ก็ทำอุบายกำจัดเจ้าฟ้าอภัยทศพระราชดอรสของสมเด็จพระนารายณ์เสีย แล้วพระเพทราชาก็ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ ทรงพระนามว่า

สมเด็จพระเพทราชา และสถาปนาให้หลวงศรศักดิ์เป็น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ กรมพระราชวังบวรสถานมงคล พระมหาอุปราช

การชิงราชสมบัติของสมเด็จพระเพทราชาทำให้เกิดกบฏขึ้นในเมืองต่างๆ หลายแห่ง เช่น กบฎธรรมเถียร (ชาวมอญปลอมตัว

เป็นเจ้าฟ้าอภัยทศ ป่าวประกาศแก่คนทั้งหลายว่า เจ้าฟ้าอภัยทศยังไม่ตายจะกอบกู้เอาราชบัลลังก์คืน จึงมีคนเข้าร่วมด้วยเป็นอันมาก) กบฎพระยายมราช

เจ้าเมืองนครราชสีมา และ กบฎพระยานคร เจ้าเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งต่างจงรักภักดีต่อสมเด็จพระนารายณ์ ไม่ยอมรับพระเพทราชาเป็นกษัตริย์ แม้

กบฏต่างๆ เหล่านี้จะถูกปราบลงได้แต่ก็ทำให้การค้าขายกับต่างประเทศสะดุดหยุดลง

31. สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8

(พระเจ้าเสือ พ.ศ. 2246

2251) พระราชโอรสของสมเด็จพระเพทราชา ได้ชื่อว่าเป็นพระราชโอรสที่แท้จริงของสมเด็จพระนารายณ์ ประสูติแต่ราชธิดาของพระเจ้าเมืองเชียงใหม่ ซึ่งตั้งครรภ์ขึ้นขณะเดินทางจากเชียงใหม่มายังกรุงศรีอยุธยา แล้วสมเด็จพระนารายณ์พระราชทานให้พระเพทราชาไปเลี้ยงดูเป็นภรรยา จนคลอดบุตรเป็นชายชื่อ เจ้าเดื่อ ซึ่งภายหลังได้เป็นหลวงสรศักดิ์ เมื่อสมเด็จพระเพทราชาเสด็จสวรรคตจึงได้รับราชสมบัติเป็นกษัตริย์ทรงพระนามว่า สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 ทรงมีความสามารถในการคล้องช้าง เช่นเดียวกับพระเพทราชา ทรงพอพระทัยในการทรงเบ็ด และโปรดการชกมวย ชอบปลอมพระองค์ไปชกมวยตามงานที่ชาวบ้านจัดขึ้นและเอาชนะนักมวยชาวบ้านได้เสมอ และคงจะทรงมีพระอุปนิสัยดุดัน จริงจังในเรื่องอื่นๆ อีก จึงได้พระนามว่า พระเจ้าเสือ แต่การที่ทรงใกล้ชิดกับชาวบ้านก็ทำให้พระองค์เข้าใจความเป็นอยู่ของชาวบ้านได้ดี และทรงมีพระทัยเป็นนักกีฬา จะเห็นได้จากการทีพระราชทานอภัยโทษแก่พันท้ายนรสิงห์ นายท้ายเรือพระที่นั่งเอกชัย ซึ่งนำเรือพระที่นั่งชนต้นไม้จนโขลนเรือหัก เมื่อคราวเสด็จประพาสทรงเบ็ดในคลองมหาชัย

พระเจ้าเสือทรงมีพระราชโอรสคือ เจ้าฟ้าเพชร กับ เจ้าฟ้าพร เมื่อเสด็จสวรรคตราชสมบัติตกแก่เจ้าฟ้าเพชร

32. สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 9

(พระเจ้าท้ายสระ พ.ศ. 2251

2275)   พระราชโอรสของพระเจ้าเสือ พระนามเดิมคือ เจ้าฟ้าเพชร ได้ราชสมบัติแล้วจึงสถาปนาพระนุชา (เจ้าฟ้าพร) ขึ้นเป็นพระมหาอุปราช กรมพระราชวังบวรฯ เมื่อขึ้นครองราชย์เสด็จไปประทับ ณ   พระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์ ข้างท้ายสระเป็นประจำ จึงได้พระนามว่า

พระเจ้าท้ายสระ

 ทรงชอบตกปลา ล่าสัตว์ เช่นเดียวกับพระราชบิดา แต่ก็ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา เช่น ทรงสร้างวัดป่าโมกที่เมืองอ่างทอง นอกจากนี้ยังทรงทำนุบำรุงบ้านเมือง มีการขุดคลองเพื่อใช้ในการคมนาคมและการเกษตรหลายแห่ง เช่น ทรงขุดคลองมหาไชย เชื่อมแม่น้ำแม่กลองกับแม่น้ำท่าจีน และขุดคลองเกร็ดน้อยลัดคุ้มแม่น้ำเจ้าพระยาที่บางบัวทอง ในรัชกาลนี้การค้าขายทางสำเภากับต่างประเทศเจริญขึ้น โดยเฉพาะการค้ากับจีน มีเหตุการณ์ทางเมืองเขมร จนต้องส่งกองทัพไปปราบปรามและปะทะกับกองทัพญวน ภายหลังเขมรยอมอ่อนน้อมเป็นประเทศราช

พระเจ้าท้ายสระมีพระราชโอรส คือ เจ้าฟ้าอภัย กับ เจ้าฟ้าปรเมศร์ เมื่อพระองค์ประชวรหนักทรงมอบราชสมบัติแก่เจ้าฟ้าอภัย ไม่ทรงมอบให้พระมหาอุปราช (ซึ่งเป็นอนุชา) ทำให้พระมหาอุปราช (เจ้าฟ้าพร) ไม่พอพระทัย เกิดสงครามแย่งชิงราชสมบัติขึ้น

สงครามชิงราชสมบัติคราวนี้มีลักษณะเป็นสงครามกลางเมืองครั้งยิ่งใหญ่ มีการรบพุ่งต่อสู้กันเหมือนกับสงครามระหว่างประเทศ เกิดการสูญเสียมากมายทั้งสองฝ่าย ในที่สุดพระมหาอุปราชเป็นฝ่ายชนะ จับเจ้าฟ้าอภัยและเจ้าฟ้าปรเมศร์ประหารชีวิตพร้อมกับแม่ทัพนายกองฝีมือดีไปเป็นจำนวนมาก ศึกชิงบังลังก์ครั้งนี้เป็นเหตุให้กำลังทหารของกรุงศรีอยุธยาอ่อนแอลงอย่างยิ่ง

33. สมเด็จพระบรมราชาที่ 3

(พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พ.ศ. 2275

2301) พระอนุชาของพระเจ้าท้ายสระ พระนามเดิมคือ เจ้าฟ้าพร   เมื่อสำเร็จโทษเจ้าฟ้าอภัย กับ เจ้าฟ้าปรเมศร์แล้วก็ขึ้นครองราชย์ทรงพระนามว่า สมเด็จพระบรมราชาที่ 3 (พระนามว่า พระเจ้าอยูหัวบรมโกศ เป็นนามที่ราษฎรเรียกขานในภายหลัง)   พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทรงมีพระราชโอรสหลายพระองค์ ที่ประสูติแต่พระมเหสี เช่น เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร (กรมขุนเสนาพิทักษ์) เจ้าฟ้าเอกทัศ (กรมขุนอนุรักษ์มนตรี) เจ้าฟ้าอุทุมพร (กรมขุนพรพินิตร) ที่ประสูติแต่พระสนมก็เช่น พระองค์เจ้าแขก (กรมหมื่นเทพพิพิธ) เป็นต้น

ในรัชกาลนี้บ้านเมืองสงบขึ้น มีความเจริญด้านต่าง ๆ มีกวีสำคัญๆ เกิดขึ้น เช่น เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร (เจ้าฟ้ากุ้ง) เจ้าฟ้าหญิงกุณฑล

และเจ้าฟ้าหญิงมงกุฎ ทำให้เกิดวรรณคดีที่มีชื่อเสียง เช่น บทเห่เรือประพาสธารทองแดง และอิเหนาใหญ่ เป็นต้น ด้านพระพุทธศาสนาก็ทรงทำนุบำรุงอย่าง

แข็งขัน พอดีเวลานั้นพระพุทธศาสนาในลังกาเสื่อมลง จึงขอมาทางกรุงศรีอยุธยา พระองค์ก็ได้ส่งสมณทูตไปช่วยฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในลังกาทวีปจนสำเร็จ

ลุล่วงด้วยดี

ตลอดปลายรัชกาล สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ทรงสถาปนาให้กรมขุนพรพินิต (เจ้าฟ้าอุทุมพร หรือ เจ้าดอกเดื่อ) เป็น กรมพระ

ราชวังบวรสถานมงคล พระมหาอุปราช เท่ากับเป็นรัชทายาท ที่ไม่ทรงตั้งพระเชษฐา คือ เจ้าฟ้าเอกทัศ ก็เพราะทรงเห็นว่าเจ้าฟ้าเอกทัศไม่มีความสามารถ เกรง

ว่าจะรักษาราชสมบัติไว้ไม่ได้ ซึ่งทำให้เจ้าฟ้าเอกทัศ (กรมขุนอนุรักษ์มนตรี) ไม่พอใจ

34. สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร

(ขุนหลวงหาวัด พ.ศ. 2301)   พระราชโอรสของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร (เจ้าดอกเดื่อ) เป็นพระอนุชาของกรมขุนอนุรักษ์มนตรี (เจ้าฟ้าเอกทัศ) เมื่อขึ้นครองราชย์ทำให้เจ้าฟ้าเอกทัศไม่พอใจ เพราะเห็นว่าตนเป็นพี่ควรได้ราชสมบัติมากกว่า จึงทรงดื้อแพ่ง แสดงพระองค์เป็นกษัตริย์โดยเสด็จไปประทับยังพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ (ซึ่งเป็นที่ว่าราชการ) ครองราชย์อยู่ได้ 2 เดือน สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรจึงจำต้องยอมมอบราชสมบัติให้แก่พระเชษฐา แล้วเสด็จออกผนวชเป็นพระภิกษุ (ภายหลังเมื่อพระเจ้าอลองพญากษัตริย์พม่ายกทัพมาล้อมพระนคร พระเจ้าเอกทัศขอให้ลาสิขาบทออกไปช่วยป้องกัน เมื่อพม่าเลิกทัพกลับไป พระเจ้าอุทุมพรก็เสด็จไปผนวชอีก ราษฎรจึงเรียกพระองค์ว่า ขุนหลวงหาวัด)

35. สมเด็จพระเจ้าเอกทัศ

( พระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์   พ.ศ. 2301

2310) พระราชโอรสของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (พระเชษฐาของพระเจ้าอุทุมพร) ทรงได้ราชสมบัติจากพระอนุชาด้วยวิธีดื้อแพ่ง จนพระอนุชาอิดหนาระอาใจยอมยกราชสมบัติให้ บังอิญในช่วงเวลาที่ขึ้นครองราชย์นั้นประจวบพอดีกับพ่อค้าวานิชชาวต่างประเทศเข้ามาติดต่อค้าขายเป็นจำนวนมาก ทำให้บ้านเมืองมั่งคั่งสมบูรณ์อยู่ดีกินดีกันทั่วไป จนอาจเป็นเหตุให้ตกอยู่ในความประมาท เมื่อกองทัพพม่ายกมาล้อมพระนคร ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2303 สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรก็มาช่วยป้องกันไว้ได้ ครั้นถึง พ.ศ. 2309 สมเด็จพระเจ้าเอกทัศหนีลงเรือน้อยไปกับมหาดเล็กสองคน ไปเร้นช่อนอยู่ในสุมทุมไม้ใกล้บ้านจิกช้างวัดสังฆาวาส ในที่สุดมหาดเล็กหนีไป ปล่อยให้พระองค์อดอาหารอยู่แต่พระองค์เดียว พม่าหาจับได้ไม่ จันได้แต่พระราชวงศานุวงศ์

 

กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าครั้งที่สอง เมื่อปี พ.ศ. 2310 เป็นการสูญเสียกรุงอย่างย่อยยับที่สุด

ในประวัติศาตร์ไทย เพราะพม่าได้เผาผลาญทำลายทุกสิ่งทุกอย่างโดยสิ้นเชิง บ้านเมือง วัดวาอารามปราสาทราชวัง ถูกทำ

ลายลงสิ้น ผู้คนทีอพยพหนีพม่าเข้ามาอยู่ในเมืองประมาณหนึ่งแสนคนเศษ ถูกพม่าฆ่าตายมากกว่าครึ่ง ที่เหลือก็ถูกกวาด

ต้อนนำไปเมืองพม่าอย่างทารุณได้รับความยากแค้นแสนสาหัส ทรัพย์สินของมีค่าต่างๆ ถูกนำกลับไปพม่านับประมาณมิได้

กรุงศรีอยุธยาอยู่ในสภาพบ้านแตกสาแหรกขาด หมดสภาพที่จะปฏิสังขรณ์ขึ้นมาใหม่ได้ ชีวิต

ความเป็นอยู่ของชาวกรุงศรีอยุธยา ที่ว่างศึกสงครามมานานนับศตวรรษ ผู้คนมีความเป็นอยู่อย่างสนุกรื่นเริง   ดังปรากฏอยู่

ในเพลงยาวรบพม่า พระราชนิพนธ์ของ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท   ที่ว่า

 ทั้งพิธีปีเดือนคืนวัน                  สารพันจะมีอยู่อัตรา

ฤดูใดได้เล่นเกษมสุข                แสนสนุกทั่วเมืองหรรษา

 

ก็ถึงแก่กาลแตกดับอย่างไม่คาดผัน กลายเป็น

 

ไม่เห็นเช่นว่าจะเป็นถึงเพียงนี้              มายับเยินอัปรีย์ศรีศักดิ์คลาย

…………….มาวินาสสิ้นสุดสูญหาย

สารพัดย่อยยับกลับกลาย                       อันตรายไปทั่วพื้นปฐพี

 

 

 

 

การเกษตรกรรม

ในปัจจุบันได้มีการศึกษาหลักฐานประเภทศิลาจารึกกันอย่างกว้างขวางมากขึ้น จากข้อมูลที่พบทำให้ทราบว่าในอาณาจักรสุโขทัยส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม

พื้นที่ที่เป็นแหล่งเพาะปลูกสำคัญได้แก่ บริเวณที่ราบลุ่มอันกว้างใหญ่ ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองสุโขทัย ศรีสัชนาลัย ชากังราว สองแคว นครชุม ตาก พื้นที่บริเวณที่อยู่ในเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำยม แม่น้ำน่าน และแม่น้ำปิง ซึ่งแม้ลักษณะของพื้นดินจะมีความอุดมสมบูรณ์สูง แต่ทว่าก็มีข้อเสียคือพื้นที่มีลักษณะเป็นแอ่งที่ราบสลับกับที่ดอนและมีเทือกเขาเตี้ยๆ กระจายอยู่ตามเขตที่ราบ เมื่อถึงหน้าฝนก็จะเกิดน้ำท่วมแผ่เป็นบริเวณกว้าง และกระแสน้ำจากหุบเขาที่อยู่ล้อมรอบ ก็จะไหลบ่าลงมาอย่างรุนแรง แต่เมื่อถึงหน้าแล้ง น้ำก็แห้งขอด ดังนั้นพื้นที่ทำการเพาะปลูกได้จริงๆ จึงมีอยู่อย่างจำกัด

อย่างไรก็ตาม ในสมัยสุโขทัยก็ได้มีการส่งเสริมการชลประทานเพื่อช่วยในการเพาะปลูก และการอุปโภคบริโภค โดยการสร้างรางคันดินชักน้ำจากบริเวณที่สูงด้านทิสตะวันตกและทิศใต้ของตัวเมืองสุโขทัย ให้ไหลลงมาตามร่องน้ำที่ขุดไว้

หัตถกรรม

ผลผลิตทางหัตถกรรมที่สำคัญส่วนใหญ่ ซึ่งมีส่วนช่วยให้มีการเพิ่มรายได้มากขึ้นคือ การผลิตเครื่องสังคโลกหรือเครื่องปั้นดินเผา เกี่ยวกับเครื่องปั้นดินเผาในสมัยสุโขทัยนั้น ดร.สืบแสง พรหมบุญ เชื่อว่าการเดินทางเข้ามาของช่างจีนคงจะเกิดขึ้นระหว่างรัชสมัยของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช และเครื่องสังคโลกของสุโขทัยนั้นได้รับอิทธิพลในด้านรูปแบบจากจีนเป็นอย่างมาก จากหลักฐานที่ปรากฏแสดงให้เห็นว่าในสมัยสุโขทัย ประชาชนมีอาชีพทำเครื่องถ้วยชามสังคโลกเป็นจำนวนมากเพราะได้พบเตาเผาที่เรียกว่า

“เตาทุเรียน” มากมายกว่า 200 เตาในเมืองศรีสัชนาลัย และที่สุโขทัย สิ่งที่ผลิตออกมานั้นนอกจากจะเป็นเครื่องถ้วยชามรูปแบบต่างๆแล้วยังมีเครื่องประดับอาคาร และตุ๊กตาแบบต่างๆด้วย โดยได้พบเครื่องถ้วยชามที่ผลิตขึ้นจากแหล่งดังกล่าวทั่วไปในหมู่เกาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังขุดพบเศษถ้วยชามที่แตกชำรุดพร้อมทั้งวัสดุในการใช้ทำถ้วยชามที่มีเนื้อละเอียด นอกจากนั้นยังขุดพบเครื่องสังคโลกในแถบชวา และฟิลิปปินส์ซึ่งมีลักษณะแบบเดียวกับของสุโขทัย และเมื่อปีพ.ศ. 2517 ยังได้พบซากเรือสำเภาที่บรรทุกเครื่องสังคโลกจมอยู่แถบเกาะสาก จังหวัด ชลบุรี หลักฐานทั้งหมดนี้ทำให้มั่นใจว่าคงมีการนำเครื่องถ้วยชามนี้ส่งไปยังต่างประเทศ

การค้าขาย

จากจารึกหลักที่

1 มีข้อความปรากฏอยู่ในศิลาจารึกว่า “เจ้าเมืองบ่เอาจกอบให้ไพร่ลู่ทาง เพื่อจูงวัวไปค้า ขี่ม้าไปขาย ใครจักใคร่ค้าช้างค้า ใครจักใคร่ค้าม้าค้า ใครจักใคร่ค้าเงือนค้าทองค้า” แสดงให้เห็นว่าในสมัยสุโขทัยนั้นได้ให้เสถียรภาพทางการค้าอย่างเต็มที่ และยังยกเลิกการเก็บภาษีผ่านด่านภายในประเทศอีกด้วย สาเหตุอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจทางการค้าของสุโขทัยเจริญก้าวหน้าคือ ในสมัยพ่อขุนรามคำแหง สุโขทัยได้หัวเมืองมอญมาเป็นเมืองขึ้น เส้นทางออกสู่ทะเลด้านหัวเมืองมอญ เป็นเส้นทางที่มีระยะสั้นและสะดวกกว่าทางอ่าวไทยมาก จึงเป็นโอกาสอันดีที่ทางสุโขทัยจะขนสินค้าจากสุโขทัยไปยังเมืองเมาะตะมะเพื่อส่งลงเรือไปขายยังต่างประเทศ สินค้าออกที่สำคัญในสมัยสุโขทัยคือ เครื่องสังคโลก หนังสัตว์ งาช้าง ไม้หอม ส่วนสินค้าขาเข้าได้แก่ ผ้าไหมและเครื่องถ้วยชามมาจากจีน

 

 

 

การค้นพบอาณาจักรทวาราวดี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

อาณาจักรทวารวดี

เป็นอาณาจักรโบราณ ที่ตั้งอยู่ในบริเวณ

ภาคกลาง

ของ

ประเทศไทย

โดยคาดว่ามีจุดศนย์กลางอยู่ที่

จังหวัดนครปฐม

ทวารวดี

เป็นคำภาษาสันสกฤต เกิดขึ้นครั้งแรกในปี

.ศ. ๒๔๒๗

โดยนายแซมมวล บีล

(Samuel Beal ) ได้แปลงมาจากคำว่า “โป-โล-โป-ติ” (p’o-lo -po-ti) ที่มีอ้างอยู่ในบันทึกของภิกษุจีนนจัง(Hiuan -tsang) ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๒ กล่าวว่า “โถโลโปติ” เป็นชื่อของอาณาจักรหนึ่งตั้งอยู่ระหว่าง

อาณาจักรศรีเกษตร

(พม่า) และ

อาณาจักรอีสานปุระ

(กัมพูชา) และเขาได้สรุปด้วยว่าอาณาจักรนี้เดิมตั้งอยู่ในดินแดนประเทศไทยปัจจุบัน และยังสันนิษฐานคำอื่นๆที่มีสำเนียงคล้ายกันเช่น จวนโลโปติ (Tchouan-lo-po-ti) หรือ เชอโฮโปติ (Cho-ho-po-ti) ว่าคืออาณาจักรทวารวดีด้วย

ต่อมาความคิดเห็นนี้ได้มีผู้รู้หลายท่านศึกษาต่อและให้การยอมรับเช่น นายเอดัวร์ ชาวาน

(Edourd Chavannes) และ นายตากากุสุ(Takakusu) ผู้แปลจดหมายเหตุการเดินทางของภิกษุอี้จิงในปี

.ศ. ๒๔๓๙

และ นายโปล เปลลิโอต์

(Paul Pelliot) ผู้ขยายความอาณาจักรทวารวดีเพิ่มอีกว่ามีประชาชนเป็นชาวมอญในปี

.ศ. ๒๔๔๗

เป็นต้น ดังนั้นบรรดาเมืองโบราณรวมทั้งโบราณวัตถุสถานต่างๆที่พบมากมายโดยเฉพาะในบริเวณลุ่มน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งแต่เดิมไม่สามารถจัดกลุ่มได้ว่าเป็นของขอมหรือของไทย แต่มีลักษณะคล้ายกับศิลปะอินเดียสมัยราชวงศ์คุปตะ

– หลังคุปตะ ราวพุทธศตวรรษที่ ๙-๑๓ ที่พันตรีลูเนต์ เดอ ลาจองกีเยร์(Lunet de Lajonguiere) เรียกว่า “กลุ่มอิทธิพลอินเดียแต่ไม่ใช่ขอม” จึงถูกนำมาสัมพันธ์กลายเป็นเรื่องเดียวกัน โดยศาสตราจารย์

ยอร์ช เซเดส์

(

.ศ. ๒๔๖๘

) และสมเด็จฯ

กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

(

.ศ. ๒๔๖๙

) เป็นกลุ่มบุคคลแรกที่กำหนดเรียกชื่อดินแดนที่เมืองโบราณเหล่านี้ตั้งอยู่ รวมทั้งงานศิลปกรรมที่พบนั้นว่าคือดินแดนแห่งอาณาจักรทวารวดี และศิลปะแบบทวารวดี โดยใช้เหตุผลของตำแหน่งที่ตั้งอาณาจักรตามบันทึกจีนกับอายุของบันทึก และอายุของงานศิลปกรรมที่ตรงกัน อาณาจักรทวารวดีจึงกลายเป็นอาณาจักรแรกในดินแดนไทย กำหนดอายุตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ ลงมาถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๖

อาณาจักรทวารวดี เป็นที่น่าเชื่อถือขึ้นอีกเมื่อพบเหรียญเงิน ๒ เหรียญ มีจารึกภาษาสันสกฤตอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓ จากเมืองนครปฐมโบราณ มีข้อความว่า ศรีทวารวดีศวรปุณ

-ยะ

ซึ่งแปลได้ว่า บุญกุศลของพระราชาแห่งศรีทวารวดี หรือ บุญของผู้เป็นเจ้าแห่ง

(ศรี)ทวารวดี หรือ พระเจ้าศรีทวารวดีผู้มีบุญอันประเสริฐ อาณาจักรทวารวดีจึงเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่ามีอยู่จริง และยังเชื่อกันอีกด้วยว่าเมืองนครปฐมโบราณน่าจะเป็นศูนย์กลางหรือเมืองหลวงของอาณาจักร (แต่ปัจจุบันพบเหรียญลักษณะคล้ายกันอีก ๒ เหรียญ ที่

อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี

และที่

อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี

ความสำคัญของเมืองนครปฐมจึงเปลี่ยนไป

) แต่ขณะเดียวกันนักวิชาการบางท่านก็เชื่อว่า

อำเภออู่ทอง

หรืออาจเป็น

จังหวัดลพบุรี

ที่น่าจะเป็นเมืองหลวงมากกว่า

 

 

การคลัง

1)

รายได้ของอาณาจักร

ค่าทดแทนการเกณฑ์แรงงาน

เป็นประเพณีที่ถือกันมาว่า กษัตริย์เป็นเจ้าของที่ดินทั้งหมดแต่ยกให้ราษฎรทำกิน และกษัตริย์คุ้มครองให้ราษฎรทำกินกันอย่างเป็นสุข ปราศจากผู้ร้ายข้าศึก ราษฎรจึงต้องตอบแทนด้วยการอุทิศแรงงานทำงานให้หลวงปีละไม่เกิน 6

เดือน

·

        

รายได้จากภาษีอากร

(1)

จังกอบ คือ สินค้าหรือเงินที่เรียกเก็บเป็นอัตราตามขนาดยานพาหนะที่ขนสินค้า ขณะเมื่อเจ้าของนำผ่านด่านขนอน พิกัดการเก็บจังกอบที่ปรากฏในกฎหมายลักษณะอาญาหลวงนั้น ให้เก็บ 10 หยิบหนึ่ง ถ้าไม่ถึงสิบไม่ให้เก็บเลย

ตามหลักฐานของลาร์ลูแบร์ ราชทูตชาวฝรั่งเศสที่เดินทางมาเจริญไม่ตรีในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชบันทึกว่า ในสมัยนั้นมีการเก็บจังกอบ 2

ประเภท คือ จังกอบเรือที่บรรทุกสินค้า กับจังกอบสินค้า การเก็บจังกอบเรือนั้น ลาร์ลูแบร์เขียนไว้ว่า “ราษฎรแต่เดิมจะต้องเสียเป็นพิกัดตามความยาวของลำเรือ ยาววาละหนึ่งบาท ครั้นถึงสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงเพิ่มพิกัดขึ้นใหม่ว่า ไม่ว่าจะเป็นเรือขุดหรือเรือต่อทุกลำที่ปากกว้างกว่า 6 ศอกขึ้นไป ให้เสียภาษีจังกอบลำละ 6 บาท จังกอบเรือดังกล่าวนี้ตรวจเก็บที่ด่านขนอน ตั้งแต่เมืองชัยนาทลงมา เพราะเป็นแควที่รวมแม่น้ำทุกสาย” การเก็บจังกอบสินค้า เป็นการจากสรรพสินค้าทุกชนิดที่นำเข้าหรือส่งออกทางด้านทะเล

(2)

อากร คือ ทรัพย์สินหรือเงินที่รัฐบาลชักส่วนเอาจากผลประโยชน์ที่ราษฎรทำมาหาได้โดยประกอบการต่าง ๆ เช่น ทำนา ทำไร่ ทำสวน เปิดบ่อนเบี้ย เป็นต้น หรือโดยให้สิทธิของรัฐบาล เช่น อนุญาตให้เก็บของในป่า จับปลาในน้ำ และต้มกลั่นสุราเป็นต้น

หลักฐานในกฎหมายตราสามดวงได้ระบุเกี่ยวกับอากรไว้หลายแห่ง ดังนี้คือ

อากรสมภักสอร ส่วยสัต พัทยา ล้ำลหาร

เชิงเรือน ขนอน ตระหลาด เชิงฉบับ ท้องน้ำ

ท้องสวน เตาอิด เตาม่อ”

 

ในสมัยพระเจ้าท้ายสระได้ออกกฎหมายไว้พูดถึงส่วยอากรว่า

อากรสวนและไร่นาอากรสมภักษร หัวป่า

ค่าที่ เชิงเรือน น้ำลหาร ตลาด ขนอน

สารพอันยะมานี”

 

และอีกแห่งหนึ่งในกฎหมายอาญาหลวง ได้ระบุไว้ว่า

ส่วยสาอากร ไร่ นา สมภักษร หัวป่า ค่าที่

เชิงเรือน น้ำลหาร ตลาด ขนอน”

ส่วนตามหลักฐานของลาร์ลูแบร์ ระบุว่มีอากรบ่อนเบี้ยและอากรโสเภณี 2

ประการหลังนี้เกิดขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์

ตามหลักฐานดังกล่าวอาจกล่าวได้ว่า ภาษีอากรในสมัยอยุธยานั้น ได้แก่ อากรค่านา อากรสวน อากรสมภักษร อากรค่าน้ำหมายถึงห้วยลหาร อากรตลาด อากรขนอน ส่วนหัวป่าสันนิษฐานว่า คงเป็นภาษีอากรของป่าที่อนุญาตให้เก็บของในป่า ส่วนค่าที่เชิงเรือน คงเป็นภาษีอากรที่อยู่อาศัย สำหรับเตาอิดหรือเตาอิฐ และเตาม่อหรือเตาหม้อนั้น สันนิษฐานว่าเป็นอากรสุรา นอกจากนี้ก็มีส่วย อากรบ่อนเบี้ย และอากรโสเภณี

(3)

ส่วย คือ เงินหรือสิ่งของที่รัฐบาลเรียกเก็บแทนแรงงานไพร่ สิ่งของที่ไพร่ส่งมาให้นั้นอำนวยผลประโยชน์ทางด้านการค้าแก่รัฐบาลมาก ทั้งนี้เพราะส่วยที่รัฐบาลเรียกเก็บล้วนเป็นสินค้าที่มีราคาดี เป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ เช่น ทองคำ เงิน ฝาง ดีบุก ดินประสิว ยาง กำมะถัน ไม้แดง งาช้าง เป็นการได้มาโดยไม่ต้องลงทุน รัฐบาลหากำไรจากการส่งไปขายได้ร้อยละร้อย

(4)

ค่าฤชา (ที่ได้เป็นของหลวง) นั้น คือ เงินพินัยกรรมเบี้ยปรับคู่ความ และทรัพย์สมบัติซึ่งริบจากผู้มีความผิด ซึ่งค่าฤชานี้รวมถึงค่าธรรมเนียมสำหรับค่าประทับตราแสดงกรรมสิทธิ์ ซึ่งศาลจะเป็นผู้ออกให้ เพื่อป้องกันการโต้แย้งในสิทธิเหนือที่ดินที่เพาะปลูกแล้ว ถ้ามีการโต้แย้งเกี่ยวกับเรื่องเงิน และศาลได้ทำการตัดสินแล้ว ฝ่ายผู้แพ้จะต้องเสียเงินให้แก่ฝ่ายชนะ และรัฐบาลก็จะเก็บไว้เป็นค่าฤชาเสียครึ่งหนึ่งซึ่งในกรณีนี้เรียกว่า เงินพินัย ค่าธรรมเนียมศาลอื่น ๆ ก็นับว่าเป็นรายได้จากการศาลเช่นกัน เช่นเดียวกับการริบทรัพย์สินของฝ่ายจำเลย ในเขตหัวเมือง ข้าหลวงได้รับอนุญาตให้เก็บผลประโยชน์จากการริบทรัพย์ทางกฎหมายได้เพียงร้อยละ 10 ของค่าปรับเท่านั้น ส่วนที่เหลือจะส่งเข้าท้องพระคลัง

รายได้ของพระคลังสินค้า

กรมพระคลังสินค้าทำหน้าที่ควบคุมสินค้าเข้า-ออกของพระคลัง หรือโกษาธิบดี แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ไปตรวจตราเก็บภาษีสินค้าที่มาจากต่างประเทศ และคัดเอาสินค้าหลวงที่ต้องการไว้ก่อน เช่น สินค้าประเภทอาวุธเพื่อป้องกันไม่ให้ตกในมือศัตรู หรือราษฎรได้ นอกจากนั้นยังมีหน้าที่ตรวจตราสินค้าออก และกำหนดสินค้าต้องห้าม ซึ่งมักเป็นสินค้าหายากมีราคาแพง ห้ามมิให้ราษฎรจำหน่ายแก่ชาวต่างชาติ ต้องนำมาขายให้พระคลังสินค้าแล้วพระคลังสินค้าจึงจะนำไปจำหน่ายแก่พ่อค้าชาวต่างประเทศอีกต่อหนึ่ง ทำให้รายได้ของพระคลังสินค้าจากการผูกขาดสินค้าแบบนี้มีมาก

รายได้อื่น ๆ

เช่น รายได้จากเครื่องราชบรรณาการของเจ้าประเทศราช หรือของขวัญกำนัลที่เจ้าเมือง ขุนนาง หรือพ่อค้านำขึ้นถวาย

2)

รายจ่ายของอาณาจักร

ด้านความมั่นคง เพื่อป้องกันประเทศ และขยายอาณาจักร

ด้านพระพุทธศาสนา ปฏิสังขรณ์ด้านต่าง ๆ

ด้านราชสำนัก และราชการทั่วไป เพื่อมหาอุปราช พระราชวงศ์ชั้นสูง และข้าราชการฝ่ายหน้า

ด้านพระราชพิธี เพื่อพระราชพิธีต่าง ๆ ค่าใช้จ่ายในด้านการทูตและเครื่องบรรณาการ

ด้านบำเหน็จ และเงินเบี้ยหวัดรายปี เบี้ยหวัดรายปีจ่ายให้ข้าราชการ และปูนบำเหน็จรางวัลให้เมื่อมีความดีความชอบ

 

 

 

 

 

 

การค้า

1)

การค้าภายในประเทศ

ระบบแลกเปลี่ยนโดยตรง คือ การเอาสินค้ามาแลกเปลี่ยนกันโดยตรง

ระบบแลกเปลี่ยนด้วยเงินตรา คือ การซื้อขายกันอย่างทุกวันนี้ คือการนำสินค้าไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินตราก่อน (การขาย) เมื่อต้องการสิ่งใดก็นำเงินตรานั้นแลกมา (การซื้อ)

2)

การค้ากับต่างประเทศ

คู่ค้าที่สำคัญ

(1)

ตะวันออก

ประเทศจีน

ประเทศทางตะวันออกที่ทำการค้าขายด้วยมาเป็นเวลาช้านานแล้ว คือ ประเทศจีน ในสมัยอยุธยาตอนต้นนั้น อยุธยาได้ส่งราชทูตไปเมืองจีนถึง 70

ครั้ง การส่งทูตไปในครั้งนั้นจะมีการแต่งเครื่องราชบรรณาการไปถวายจักรพรรดิจีนด้วย การกระทำดังกล่าวได้ประโยชน์มาก กล่าวคือ ไม่เพียงแต่จะเป็นการเชื่อมสัมพันธ์ไมตรีต่อกันแล้ว ยังนำผลประโยชน์ทางด้านการค้ามาให้อยุธยาด้วย เพราะเมื่อส่งเครื่องราชบรรณาการไปครั้งใด ก็จะได้สิ่งของตอบแทนตลอดจนสิทธิพิเศษทางการค้า ซึ่งเมื่อรวมค่าแล้วมากกว่าบรรณาการของของที่ส่งไป จากผลประโยชน์ที่ได้รับดังกล่าวเป็นเหตุให้พ่อค้าเอกชนบางคนคิดปลอมเครื่องราชบรรณาการส่งไปถวายพระจักรพรรดิ์จีน แต่ในที่สุดเมื่อทางการจีนจับได้ จึงกำหนดให้เรือราชทูตไทยนำเครื่องราชบรรณาการไปกรุงปักกิ่งได้เพียงสามลำเท่านั้น นอกนั้นให้จอดอยู่ที่กวางตุ้ง และให้ส่งเครื่องราชบรรณาการเพียงสามปีต่อครั้งประเพณีนี้เรียกว่า “จิ้มก้อง” ซึ่งรัฐบาลอยุธยาต้องถือปฏิบัติต่อพระจักรพรรดิ์จีนแต่นั้นมา

สินค้าที่ไทยนำไปขายยังประเทศจีนในระยะนั้น ได้แก่ อำพันทองไม้หอมต่าง ๆ เนื้อไม้กฤษณา หลอฮก (เครื่องยา) กระวาน กานพลู พริกไทย ไม้ต่าง ๆ เช่น ไม้แก่นดำ ไม้ฝาง ทองคำ เงิน พลอยต่าง ๆ ตะกั่ว งาช้าง นอระมาด หอระดาน หนังเสือลายต่าง ๆ ชะมด เครื่องเคลือบ เครื่องปั้นดินเผา ผ้าบางชนิด ฝ้าย น้ำตาล ข้าว ช้าง นกยูง นกแก้ว (5

สี)

ประเทศญี่ปุ่น

การค้าขายกับประเทศญี่ปุ่นในสมัยอยุธยานั้น อาจกล่าวได้ว่าไทยได้ให้ความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการค้ากับประเทศจีน มีหลักฐานปรากฏแน่ชัดว่า มีการติดต่อกันในสมัยพระเจ้าจักรพรรดิ และในเอกสารของญี่ปุ่นได้กล่าวว่า ใน พ.ศ. 2106

มีเรือจากไทยหลายลำไปค้าขายที่ญี่ปุ่น ในสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถก็มีการแลกเปลี่ยน พระราชสาส์นแสดงไมตรีกับโชกุน อิเอยาสุ ซึ่งทางโชกุนได้แต่งทูตพร้อมเครื่องราชบรรณาการมาถวาย และอนุญาตให้เรือสำเภาไทยมาค้าขายที่ญี่ปุ่นโดยเสรี

ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยกับญี่ปุ่นดำเนินการมาด้วยดีเรื่อยมา และทำกำไรให้รัฐบาลไทยอย่างมาก และไทยอยู่ในฐานะได้เปรียบดุลย์กาค้ามาตลอดจนถึงสมัยของพระเจ้าปราสาททอง ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับญี่ปุ่นทั้งทางไมตรีและการค้าเสื่อมลงไป เพราะมีการกวาดต้อนและขับไล่ญี่ปุ่นครั้งใหญ่ตั้งแต่ พ.ศ. 2173

ถึง พ.ศ. 2175 ทั้งนี้เนื่องจากทรงเกรงกลัวอำนาจของญี่ปุ่น จนกระทั่งในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ฯ การค้าทางเรือระหว่างไทยกับญี่ปุ่นก็กระเตื้องขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

สินค้าที่ไทยบรรทุกลงในเรือสำเภาไปค้าขายที่ญี่ปุ่นมี เหรียญเงิน หนังสัตว์ เขาสัตว์ เครื่องถ้วยชาม เครื่องสังคโลก ข้าว ไหมผ้าดิบ ผ้าไหม ไม้แดง ไม้สวาดิ ไม้ฝาง ไม้กฤษณา ไม้จันทร์หอม งาช้าง ช้าง ฟันช้าง ผ้าต่วน ผ้าเปลือกไม้ หนังแผ่นดิบ รัก ตะกั่ว ดีบุก หวาย หมาก การบูร พริกไทย หินฝนหมึก น้ำตาลดำ ครั่ง กำยาน ไม้สัก น้ำมะพร้าว นอกจากนี้ยังมีสินค้าที่ไทยนำมาจากจีนแล้วเอาไปขายที่ญี่ปุ่นด้วยส่วนสินค้าที่ไทยซื้อจากญี่ปุ่นก็มี ทองคำ ทองรูปพรรณ ทองแดง ฉากญี่ปุ่น เหรียญญี่ปุ่น ตู้ลายรดน้ำ เครื่องกระเบื้อง ใบชา ภาชนะทำด้วยไม้ ภาชนะทำด้วยเงิน ภาชนะทำด้วยทองแดง เหล็กแท่ง เงินแท่ง น้ำมันชักเงา ผ้าแพรหนังไก่ ผ้าแพรต่วน ผ้าถัก ผ้าลูกไม้ เครื่องลายคราม และม้า

(2)

ตะวันตก

ประเทศโปรตุเกส

การที่อาวุธปืนที่โปรตุเกสนำเข้ามากลายเป็นสินค้าต้องห้าม เพราะไทยในสมัยอยุธยายังไม่มีอาวุธปืน จึงเห็นว่าอาวุธปืนเป็นอาวุธที่วิเศษ คนที่มีปืนเพียงไม่กี่คน สามารถจะข่มขู่คนเป็นจำนวนมากที่ไม่มีอาวุธได้และการที่โปรตุเกสดำเนินกิจการไปด้วยดีตลอดจนสิ้นสมัยพระนารายณ์ ก็อาจเป็นเพราะในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ทหารโปรตุเกสได้ช่วยไทยรบพม่า และในสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถได้ส่งทูตไปยังผู้สำเร็จราชการโปรตุเกสที่เมืองกัว เพื่อชักชวนพวกพ่อค้าชาวโปรตุเกสเข้ามาค้าขายในไทยมากขึ้น

ประเทศฮอลันดา

บริษัทดัชอินเดียตะวันออกของฮอลันดาได้เข้ามาทำการค้ากับอยุธยา เมื่อ พ.ศ. 2147

ซึ่งเป็นปลายสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับฮอลันดาได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในสมัยรัชกาลนี้ ครั้งถึงสมัยสดเด็จพระเอกาทศรถเป็นสมัยที่ว่างเว้นจากสงคราม จึงมีความเจริญเติบโตทางการค้ามาก

ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าประสาททองพระองค์ต้องใช้จ่ายเงินมากในการปราบปรามพวกกบฏและทำสงคราม ดังนั้นพระองค์จึงต้องหาเงินมาเพิ่มโดยการขยายการควบคุมสินค้าต้องห้ามออกไปจากเดิม คือ ขยายไปยังสินค้าอื่นๆอีกหลายประเภทเช่น ผ้าให้เป้นสินค้าต้องห้ามประเภทขาเข้าซึ่งเดิมมีแต่เครื่องศาสตราวุธ ส่วนสินค้าขาออกต้องห้าม กำหนด ดินประสิว ฝาง หมากสง หนังสัตว์ เนื้อไม้ ช้าง และงาช้าง เหล่านี้เป็นสินค้าที่เพิ่มเติมขึ้นในสมัยนี้

ในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ฯ อยุธยาได้ทำสัญญากับฮอลันดา เมื่อวันที่ 22

สิงหาคม พ.ศ. 2207 ใจความสำคัญในสัญญามีว่า ประเทศคู่สัญญารับจะดำเนินการเพื่อให้มีสัมพันธ์ไมตรีอันดีต่อกันระหว่างสองประเทศสืบไป สมเด็จพระนารายณ์ฯจะต้องทรงลงโทษอย่างหนักแก่ผู้ที่เป็นอุปสรรคขัดขวางการดำเนินงานของบริษัท ชาวดัชจะได้รับสิทธิ์ทางการค้าโดยเสรีทั่วราชอาณาจักรไทยโดยชาวดัชจะจ่ายภาษีอากรให้ตามอัตราที่กำหนด นอกจากนั้นการซื้อขายหนังกวางหนังวัวและของป่าเป็นเรื่องของบริษัทแต่เพียงผู้เดียว

จากสัญญาฉบับนี้ทำให้ชาวฮอลันดาสามารถติดต่อค้าขายกับราษฎรโดยตรง จึงทำให้ฮอลันดากลายเป็นผู้ผูกขาดทางการค้าในอยุธยาและตะวันออกไกลแต่เพียงผู้เดียว ต่อมาฮอลันดาต่อมาฮอลันดาได้สิทธิผูกขาดไม้กระลำพักและรังนก ฮอลันดาเริ่มมีอำนาจมากขึ้นและมักแสดงท่าทีคุมอำนาจดังเช่นสมัยพระเจ้าประสาททอง เรือฮอลันดา 2

ลำทำการปิดอ่าวเมืองตะนาวศรี เป็นเวลา 2 เดือน เพื่อคอยขัดขวางมิให้เรือค้าขายของชาวต่างประเทศอื่นๆเข้าและออกจากเมืองตะนาวศรี นอกจากนั้นทางการศาลของไทย ตามสัญญาที่ไทยทำกับฮอลันดา นั้นตุลาการไทยจะไม่มีสิทธิที่จะพิจารณาพิพากษาเป้นการเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตของไทยเป้นครั้งแรก เหตุที่ไทยต้องยอมลงนามในสัญญาเพราะฮอลันดาใช้เรือรบเข้ามาปิดอ่าวไทย เมื่อฮอลันดามีอำนาจมากขึ้นสมเด็จพระนารายณ์ฯจึงเริ่มหันไปสร้างความสัมพันธ์ไมตรีกับฝรั่งเศส และอังกฤษเพื่อถ่วงดุลย์อำนาจฮอลันดา ไม่ให้ฮอลันดากระทำรุนแรงกับไทย

ปลายรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ฯความสัมพันธ์ระหว่างอยุธยากับฮอลันดาเริ่มเสื่อมลง ทั้งนี้เพราะไทยเริ่มติดต่อกับประเทศฝรั่งเศสอย่างจริงจังมากขึ้น

ประเทศอังกฤษ

อยุธยาเริ่มมีความสัมพันธ์ทางการค้ากับบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ ในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม การค้าของอังกฤษที่กรุงศรีอยุธยาไม่สมความคาดหมายเพราะชาวฮอลันดาคอยกีดขวางด้วยประการต่างๆ จนถึงกับการทะเลาะวิวาทกันเนืองๆ ความยากลำบากอีกประการหนึ่งของพ่อค้าอังกฤษคือมีเรืออังกฤษน้อยลำเข้ามายังอยุธยา บริษัทอังกฤษอินเดียตะวันออกไม่มีตัวแทนการค้าของบริษัทอยู่ในอยุธยาเป็นเวลาถึง 35

ปี จนถึง พ.ศ. 2202 ญวนยกกกองทัพเข้าตีเขมร ห้างของบริษัทอังกฤษที่เขมรถูกพวกญวนเข้าปล้นและพวกพ่อค้าอังกฤษถูกจับ พวกพ่อค้าอังกฤษที่หนีได้ก็ลงเรือเดินทางเข้ามายังอยุธยา สมเด็จพระนารายณ์ฯก็ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี และจะได้รับสิทธิพิเศษต่างๆในการค้าขาย ดังนั้นอังกฤษจึงได้เข้ามาค้าขายในกรุงศรีอยุธยาอีกครั้งหนึ่ง ใน พ.ศ. 2204 พระราโชบายของสมเด็จพระนารายณ์ต้องการให้ไทยหลุดพ้นจากอิทธิพลทางเศรษฐกิจของฮอลันดา โดยหวังจะดึงอังกฤษและฝรั่งเศษเข้ามาค้าขายเพื่อถ่วงดุลอำนาจฮอลันดา ทำให้ฮอลันดาไม่พอใจจึงเรียกร้องสิทธิทางการค้ามากขึ้น

เมื่ออังกฤษเปิดห้างค้าขายในอยุธยาอีกครั้ง การค้าของพ่อค้าอังกฤษก็ยังคงประสบกับความยากลำบาก เพราะเจ้าพระยาพระคลังเมื่อซื้อสินค้าไปแล้ว ต่อมาเมื่อทราบว่าจะขายสินค้าเหล่านั้นไม่ได้กำไรก็คืนสินค้าต่อพ่อค้าอังกฤษ การกระทำเช่นนี้ทำให้พ่อค้าชาวอังกฤษท้อใจมาก หลังจากที่อังกฤษพยายามเข้ามาทำการค้าขายกับอยุธยาหลายครั้ง แต่ไม่ประสบความสำเร็จจนในที่สุดการติดต่อค้าขายระหว่างอยุธยากับอังกฤษก็ยุติลง และจะเริ่มใหม่อย่างจริงจังอีกครั้งในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

ประเทศฝรั่งเศส

ฝรั่งเศษได้เข้าติดต่อค้าขายในเมืองไทยครั้งแรก พ.ศ. 2205

โดยพวกบาทหลวงเข้ามาเผยแพร่ศาสนา สมเด็จพระนารายณ์ฯให้การต้อนรับเป็นอย่างดี จากนั้นความสัมพันธ์ก็เริ่มแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น จนกระทั่งใน พ.ศ.2228 ไทยจึงได้ทำสัญญากับบริษัทอินเดียฝรั่งเศส สรุปความว่าทางฝ่ายไทยอนุญาติให้พ่อค้าชาวฝรั่งเศสเข้ามาทำการค้าขายในเมืองไทยได้ โดยไม่ต้องเสียภาษีสินค้าทั้งขาเข้าและขาออก แต่สินค้าต่างๆบริษัทจะต้องไปซื้อที่คลังหลวงเพียงแห่งเดียว ต่อมาฝรั่งเศสได้ส่งให้ มองสิเออร์ ลาลูแบร์ เป็นทูตเข้ามาแก้ไขสัญญาใหม่ใน พ.ศ. 2230 ความว่า อนุญาติให้พ่อค้าชาวฝรั่งเศสซื้อขายสินค้าโดยทั่วไป เว้นแต่สินค้าต้องห้ามบางอย่างต้องซื้อขายกับพระคลังสินค้าแห่งเดียว ในขณะที่ฝรั่งเศสกำลังมีบทบาทมากขึ้นในกรุงศรีอยุธยาตอนปลายสมเด็จพระนารายณ์ และได้เกิดการจราจลขึ้นในขณะที่สมเด็จพระนารายณ์ทรงพระประชวร เมื่อสมเด็จพระนารายณ์สวรรคตอำนาจทางการค้าและการเมืองของฝรั่งเศสก็หมดไป

การค้าขายในสมัยปลายอยุธยาการค้าขายตกต่ำมากเนื่องจากเมื่อสมเด็จพระนารายณ์สวรรคตแล้ว พระเพทราชาได้ขึ้นครองราชย์สืบต่อมา พระองค์ไม่มีพระประสงค์จะเกี่ยวข้องกับชาวยุโรปตะวันตก เพราะพระองค์กลัวว่าพวกชาวยุโรปตะวันตกจะเข้ามามีอิทธิพลทางการเมือง พระองค์จึงจัดกองทัพเข้าโจมตีขับไล่ทหารฝรั่งเศสที่ตั้งอยู่ป้องบางกอกธนบุรี จนในที่สุดฝรั่งเสสจึงส่งทูตเจรจาขอเลิกรบ และยกกองทัพออกจากเมืองไทยกลับฝรั่งเศส สมเด็จพระเพทราชาตกลง แต่ยึดตัวบิชอบ เมเตโลโปลิส สังฆราชกับพวกพ่อค้าฝรั่งเศสไว้เป็นตัวประกัน จนกว่าราชทูตไทยไปเมืองฝรั่งเศสจะกลับมา เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นปัจจัยให้สัมพันธไมตรีระหว่างไทยกับฝรั่งเศสขาดสะบั้นทันที ครั้นถึงสมัยสมเด็จพระสุริเยนทราธิราช (พระเจ้าเสือป มีพระประสงค์จะฟื้นฟูสัมพันธไมตรีกับฝรั่งเศส และส่งเสริมการค้าขายอีกด้วย แต่ก็ไม่รุ่งเรืองเท่าในอดีต

เหตุการณ์ในสมัยสำคัญสำคัญ

(1)

อยุธยาตอนต้น

ค่อนข้างเสรี คือ ติดต่อกันในอยุธยาโดยตรงไม่ต้องผ่านองค์กรของรัฐหรือเอกชนไทยที่มีทุนก็จะสามารถค้าสำเภาได้

(2)

สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ

ปฏิรูปการปกครองอาณาจักร มีการเก็บภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วย

(3)

สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ

มีการตั้งพระคลังสินค้าเป็นหน่วยงานรับผิดชอบดำเนินการเกี่ยวกับการค้ากับต่างประเทศในลักษณะผูกขาด

(4)

สมเด็จพระนารายณ์

พระคลังสินค้ามีอำนาจผูกขาดโดยสมบูรณ์

สินค้าออก

มีผลผลิตทางการเกษตรโดยตรงและแปรรูป ผลิตผลที่ได้จากป่า สัตว์ สินแร่ เครื่องหัตถกรรม และอื่น ๆ

สินค้าเข้า

เครื่องใช้ต่าง ๆ ได้แก่ ผ้า มีแพรม้วน แพรดอก แพรโล่ เครื่องถ้วยชาม เครื่องกระเบื้อง พัด ดาบ หอก เกราะ สารส้ม เป็นต้น

ผลของการค้าขายกับต่างประเทศ

(1)

เกิดการขยายตัวทางการค้า

(2)

สร้างความมั่นคงให้กับอยุธยา

(3)

ได้รับวิทยาการและประสบการณ์อื่น ๆ

การเกษตร

1)

พืชหลักเพื่อการยังชีพ

ข้าวเป็นอาหารหลักของคนไทย รองลงมามีไม้ยืนต้น ได้แก่ มะม่วง มะพร้าว หมาก และพืชผักผลไม้อื่น ๆ ที่มีความสำคัญ ได้แก่ ฝ้าย พริกไทย พริกหอม กระเทียม เป็นต้น นอกจากเพียงพอบริโภคภายในแล้ว ยังมีส่วนที่ส่งออกนำรายได้เข้าประเทศด้วย

2)

การส่งเสริมของรัฐบาล

การคุ้มครองป้องกันการเพาะปลูก

กำหนดให้ราษฎรเจ้าของช้าง ม้า โค กระบือ ระวังสัตว์เลี้ยงของตน มิให้ทำอันตราย หรือเข้าไปกินข้าวในนา หรือพืชพรรณของผู้อื่น ๆ ห้ามมิให้ขโมยแอก ไถ คราด หรือเครื่องมือการทำนาของราษฎรด้วยกัน ผู้ฝ่าฝืนจะได้รับโทษ

การยอมรับกรรมสิทธิ์

ราษฎรที่จับจอง บุกเบิกที่ดินแหล่งใหม่ เพื่อใช้ในการเกษตรตามระเบียบทางราชการ จะตีตราสารรับรองกรรมสิทธิ์เหนือพื้นดินให้

การลดอากร

ผู้ที่ทำการเพาะปลูกนอกเมือง หรือในที่ซึ่งเคยทิ้งร้างไว้ เมื่อมีการเพาะปลูกใหม่ในระยะเริ่มต้น ระยะเวลาปีหนึ่งจะไม่เก็บค่าอากร เมื่อพ้นจากนั้นจึงจะเก็บอากรเข้าหลวง เป็นนโยบายส่งเสริมขยายที่เพาะปลูก และไม่ให้ที่เพาะปลูกถูกทิ้งร้างไร้ประโยชน์ภายหลังมีการเก็บภาษีที่ดินก็ไม่ทำประโยชน์ด้วย

การอำนวยประโยชน์ทางอ้อม

มีการขุดคลองเพื่อการยุทธศาสตร์ การคมนาคม และการระบายน้ำ เพื่อป้องกันน้ำท่วม คูคลองเหล่านี้ก็อำนวยความสะดวก และประโยชน์ทางด้านการเพาะปลูกกับราษฎรในทางอ้อม

3)

การผลิตเพื่อส่งส่วย

เริ่มแรกบ้านเมืองไม่สงบไม่ก่อให้เกิดสันติภาพ ดินแดนของประเทศขยายออกไปอย่างกว้างขวาง ที่ตั้งของอาณาจักรซึ่งตั้งอยู่บนเกาะล้อมรอบด้วยแม่น้ำ 3

สายใหญ่ ๆ คือ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำลพบุรี ที่ดินมีความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก

4)

ผลที่ได้จากการเกษตร

สร้างความมั่นคงสมบูรณ์แก่ราษฎร และรัฐได้ดีพอสมควรสังเกตจากการเรียกเก็บอากรค่านา และอากรสวน ในอัตราสูงโดยราษฎรไม่เดือดร้อน และการเกษตรยังเป็นเศรษฐกิจหลักของอยุธยาที่ทำให้มีเงินเพียงพอที่จะนำไปใช้ ในการพัฒนาบ้านเมือง ให้มีความเจริญก้าวหน้า และซื้ออาวุธที่ทันสมัย เพื่อใช้ในการทำสงครามป้องกันตนเอง และปราบปรามอาณาจักรที่เป็นภัยแก่อยุธยา

 

 

พระมหากษัตริย์

พระมหากษัตริย์

มีฐานะเป็นผู้ปกครองและผู้นำสูงสุด ทรงเอาใจใส่พระทัยดูแลทุกข์สุขของไพร่ฟ้าอาณาประชาราษฎร์ รักษาความสงบเรียบร้อยของสังคมด้วยการตราพระราชกำหนดกฎหมายจัดวางระเบียบสังคมและตัดสินกรณีพิพาทต่างๆ

ทำนุบำรุงศาสนาตลอดจนศิลปะวัฒนธรรมประเพณีดีงามของสังคม และหน้าที่ที่สำคัญที่สุดอีกประการหนึ่งคือทรงเป็นผู้นำในการต่อสู้ป้องกันการรุกรานของอริราชศัตรูจากภายนอก

 

พระบรมวงศ์หรือเจ้านาย

หมายถึง ผู้สืบสายใกล้ชิดพระมหากษัตริย์ซึ่งมีตำแหน่งลดกลั่นกันลงมา ยศของเจ้านายแบ่งเป็นสกุลยศ คือ เจ้าฟ้า พระองค์เจ้า และหม่อมเจ้า และ อิศริยยศ คือยศที่ได้รับพระราชทานจากการรับราชการแผ่นดิน โดยให้ทรงกรมปกครองกรม เจ้านายที่ทรงกรมจะมีศักดินาจำนวนไพร่พลบริวานและเกียรติยศอื่นๆเพิ่มขึ้น

พระบรมวงศานุวงศ์ มีหน้าที่ช่วยพระมหากษัตริย์ในการปกครองในสมัยต้นอยุธยาได้ปกครองเมืองจึงมีบทบาทสำคัญในการต่อสู้ซึ่งอำนาจทางการเมืองหลังการปฏิรูปการปกครองของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ จะมีเจ้านายที่ใกล้ชิดบางพรองค์พระองค์เท่านั้นที่ยังมีหน้าที่ทางราชการ ในตอนปลายอยุธยาได้รับพระราชทานกรมให้ดูแล เรียกว่า กรมเจ้า ซึ่งโดยทั่วๆไปม่มีอำนาจในหารปกครองอย่างใด มีขึ้นเมื่อเกียรติยศและแหล่งรายได้ของเจ้านาย จะมีการยกเว้นกรณีกรมของสมเด็จพระมหาอุปราชหรือกรมพระราชวังบวรสถานหรือวังหน้า ซึ่งเป็นกรมใหญ่มีอำนาจกรมเดียวที่มีห้าที่ช่วยพระมหากษัตริย์ในการปกครองตามแต่จะมีพระราชโองการ

เจ้านายมีสิทธิเหนือสามัญชนหลายประการ เช่นไม่ถูกเกณฑ์แรงงาน ไม่ต้องเสียภาษี ได้ผลประโยชน์จากไพร่ในสังกัด และยังได้รับประทานเบี้ยหวัดประจำปี เมื่อเจ้านายมีคดีความ ศาลกรมวังเท่านั้นที่จะพิจารณา

 

ขุนนาง ข้าราชการ

คือ กลุ่มสามัญชนที่ได้รับราชการในตำแหน่งต่างๆ สามัญที่รับราชการและได้รับพระราชทานศักดินา ตั้งแต่

400-1,000 ไร่ จะได้รับการยกย่องว่าเป็นขุนนาง ถ้าศักดินาต่ำกว่า 400 ยังไม่ถือว่าเป็นขุนนาง ยกเว้นผู้ที่รับราชการในกรมมหาดเล็ก แม้จะมีศักดินาต่ำกว่า 400 ไร่ ก็ยังจัดเป็นขุนนาง

ผู้ที่จะเป็นขุนนางได้ต้องประกอบด้วย วุฒิ

4 ประการ คือ ชาตวุฒิ วัยวุฒิ (อายุ 31 ปีขึ้นไป) คุณวุฒิ และปัญญาวุฒิ นอกจากนี้ยังต้องมีฉันทาธิบดี ถวายสิ่งที่ต้องประสงค์ วิชยาธบดี ความพากเพียรในราชการ จิตาธิบดี กล้าหาญในสงคราม และวิมังสาธิบดี ฉลาดในการดำเนินการพิพากษาความ และอุบายในราชการต่างๆ แต่ในความเป็นจริงแล้วบุตรหลานของขุนนางมีโอกาสรับราชการเป็นขุนนางมากกว่าไพร่สามัญชนทั่วไปแ ทั้งนี่เพราะบุตรหลานของขุนนางอยู่ในสภาพแวดล้อมทางสังคมที่เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้ฝึกฝนราชการ และโอกาสรับราชการเปิดมากกว่า อีกทั้งตระกูลขุนนางมักจะแต่งงานกับลูกหลานขุนนางในตระกูลสูงด้วยกัน จึงทำให้ผู้ที่จะเป็นขุนนางมักจำกัดอยู่ในวงในหมู่เชื้อสายขุนนางเป็นส่วนใหญ่

ขุนนางได้รับฐานันดรศักดิ์ ประกอบด้วย ยศ หรือ บรรดาศักดิ์ ราชทินนาม ตำแหน่ง ยกเว้นกรณีขอลาออกและทูลขอให้คงรักษาฐานันดรเดิมไว้ อย่างไรก็ตาม ศักดินาจะต้องลดลง

1 ใน 3 ของศักดินาเดิม สมัยอยุธยาขุนนางอยู่ในตำแหน่งได้ตลอดชีวิต

ขุนนางมีอำนาจหน้าที่บังคับบัญชากรมกองต่างๆที่ได้รับมอบหมายควบคุมไพร่พล จัดเก็บภาษีจากไพร่พลในสังกัด และภาษีที่อยู่ในบังคับบัญชาของกรมกอลรวมไปถึงการพิจารณาอรรถคดีต่างๆที่อยู่ในอำนาจของกรมกองที่ตนเองบังคับบัญชา ในยามสงครามขุนนางต้องเกณฑ์ไพร่พลในกรมกองให้ครบถ้วนตามจำนวนออกไปรบตามคำสั่งด้วย

สิทธิขุนนาง ทั้งตัวขุนนางและครอบครัวได้รับการยกเว้นไม่ต้องถูกเกณฑ์เกณฑ์แรงงานไม่ต้องเสียภาษี มีไพร่ในสังกัดตามฐานันดรศักดิ์ ไม่ต้องไปศาลเอง มีสิทธิ์ใช้ทนายไปให้การในศาลแทน ขุนนางจะถูกสอบสวนต่อเมื่อพระมหากษัตริย์ทรงอนุญาต ขุนนางมีสิทธิ์เข้าเฝ้าตามลำดับยศศักดิ์ มีเสมียน ทนาย มีเครื่องยศต่าง แต่สิ่งเหล่านี้จะต้องถวายคืน เมื่อถึงแก่กรรมหรือลาออกจากราชการ ขุนนางที่ทำความดีความชอบมาก่อน ถ้ากระทำผิดภายหลังและโทษถึงตาย มีสิทธิขอพระราชทานลดโทษ ยกเว้นโทษประหารชีวิตในฐานกบฏ

 

 

ไพร่สามัญชน

ประชาชน

หรือไพร่พลเมือง รัฐกำหนดให้ไพร่หรือสามัญชนทุคนมีสังกัดอยู่ในความควบคุมดูแลของมูลนาย ต้องงเสียภาษีและถูกเรียกเกณฑ์แรงงานรับใช้ในกิจการของรัฐจะตอบแทนโดยการให้ความคุ้มครองทั้งชีวิตทรัพย์สินและสิทธิที่ไพร่พึงมีตามกฎหมาย ไพร่แบ่งเป็น

2 ชนิด คือ

1.

ไพร่หลวง

คือ ไพร่ที่สังกัดพระมหากษัตริย์ แต่มิได้ทรงควบคุมเอง ทรงแบ่งปันแจกจ่ายให้ประจำกรมกองต่างๆ และให้ขุนนางที่กำกับกรมกองนั้นๆเป็นผู้ดูแลบังคับบัญชาแทนพระองค์ งานของไพร่หลวงเป็นงานของกรมกองนั้นๆ หรืองานที่ทรงมีพระราชโองการมาให้กรมกองนั้นๆทำ ส่วนใหญ่เป็นงานหนัก ขุนนางหรือมูลนายอาจจะเอาไพร่หลวงไปใช้งานได้บ้างเป็นครั้งคราว แต่ต้องไม่ทำให้ไพร่หลวงลำบากหรือเสียราชการ ไพร่หลวงจะต้องมาเข้ารับเวรราชการตามกรมกองที่ตนเองสังกัดตามกำหนดระยะเวลา คือ ปีละ

6 เดือน หรือเรียกกันว่า เข้าเดือนออกเดือน

นอกจากนี้แล้วยังมีไพร่หลวงอีกประเภทหนึ่ง เรียกว่า ไพร่ส่วย ซึ่งเป็นไพร่หลวงที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องมาเข้าเวรรับราชการ โดยเสียเงินแทนการมาเข้าเวร เรียกว่า เงินค่าราชการ หรืออาจจ่ายเป็นสิ่งของผลผลิตต่าง ๆ ตามที่ราชการต้องการก็ได้ เข่น ของป่าต่าง ๆ ดินประสิว ดีบุก ฝาง เป็นต้น ไพร่ส่วยมักเป็นไพร่ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในบริเวณที่ผลิตสินค้าสำคัญ และมีอาชีพผลิตสินค้าเหล่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งของที่ทางราชการต้องการหรือเป็นสินค้าที่ต้องการของพ่อค้าต่างชาติ รัฐจึงผ่อนผันให้ไม่ต้องมาเข้าเวรเพราะจะเสียเวลาในการผลิตสินค้าเหล่านั้น

2.

ไพร่สม

เป็นไพร่ที่พระมหากษัตริย์พระราชทานให้แก่เจ้านาย ขุนนาง ไพร่สมจึงเป็นไพร่ของมูลนายโดยตรง มีหน้าที่คอยรับใข้มูลนายในกิจการต่าง ๆ เข่น งานเฝ้าวังของเจ้านาย ซ่อมแซมที่อยู่อาศัยของมูลนาย สร้างวัดของเจ้านายหรือติดตามมูลนายไปในการเดินทาง ในกรณีที่มูลนายต้องไปราชการสงคราม ไพร่สมก็ต้องติดตามไปในกองทัพด้วย ไพร่สมจึงมีสภาพเหมือนสมบัติส่วนตัวของมูลนาย จึงเป็นมรดกตกทอดไปถึงลูกหลานของมูลนายได้ ไพร่สมสามารถเปลี่ยนมูลนายใหม่ได้ โดยตั้งได้รับการยินยอมจากมูลนายคนเดิมเสียก่อน มูลนายคนไหนมีไพร่สมมาก มูลนายคนนั้นย่อมมีอำนาจมากด้วย

ในด้านสถานะและสิทธิทางสังคมของไพร่ ซึ่งเป็นส่วนใหญ่ของสังคม มีหน้าที่ทำการผลิตเพื่อเลี้ยงสังคม ผลผลิตจากแรงงานไพร่เป็นสินค้าส่งไปขายต่างประเทศ ไพร่ยังต้องถูกเกณฑ์แรงงาน เสียภาษีอากรให้กับรัฐ และเป็นทหารในยามที่บ้านเมืองมีศึกสงคราม หรือแม้เมื่อเกิดการแย่งชิงอำนาจในหมู่ชนชั้นปกครอง กำลังไพร่พลของแต่ละฝ่ายนับเป็นส่วนสำคัญในการตัดสินผลแพ้ชนะ

แม้ว่าไพร่แบกรับภาระต่อสังคมมาก แต่กลับเป็นชนชั้นที่ไม่มีอภิสิทธิ์ ไม่มีอำนาจและไม่มีเกียรติยศใด ๆ จึงเป็นชนชั้นที่มีสถานะต่ำที่สุด ถ้าไม่นับทาส

อย่างไรก็ตาม ไพร่ต่างยอมรับสถานภาพแต่ละบทบาทของตนเอง ทั้งนี้เป็นเพราะวัฒนธรรมเจ้าขุนมูลนายที่ครอบงำและกำหนดทัศนะของไพร่ รวมทั้งอิทธิพลของแนวคิดในเรื่องบุญกรรมก็มีส่วนอย่างมากด้วย

ความสัมพันธ์ในเชิงอุปถัมภ์ระหว่างมูลนายและไพร่ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมของสังคมไทยแต่เดิม ได้กลายมาเป็นความสัมพันธ์แบบเป็นทางการ เมื่อกฎหมายอยุธยาวางเกณฑ์และระเบียบแบบแผนของการปฎิบัติต่อกันระหว่างมูลนายกับไพร่ และหน้าที่ที่มูลนายและไพร่ปฎิบัติต่อรัฐ มูลนายจะไม่ใช้งานไพร่หนักเกินไปจนไพร่ต้งอประสบความยากลำบาก ไพร่อาจจะของกู้ยืมเงินมูลนายได้โดยไม่มีดอกเบี้ย ถ้ามูลนายกดขี่ข่มเหงให้ได้รับความทุกข์ยาก ไพร่มีสิทธิ์ฟ้องร้องได้

มูลนายมีหน้าที่ให้ความคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของไพร่ ในกรณีที่ไพร่ถูกเกณฑ์เข้ากองทัพเป็นเวลานาน ครอบครัวขาดการเลี้ยงดู มูลนายจะต้องให้ความอนุเคราะห์ช่วยเหลือ

 

ทาส

ในสังคมสุโขทัย ข้าหรือทาส เป็นกลุ่มคนที่มีฐานะต่ำที่สุดของสังคม ถือเป็นทรัพย์สินและสามารถตกทอดเป็นมรดกและเป็นแรงงาน ทำหน้าที่รับใช้เจ้านาย มูลนายและราชการ ข้าหรือทาสแบ่งเป็นหลายประเภทได้แก่ ทาสเชลย ข้าพระอาราม สำหรับการควบคุมข้าหรือทาสนั้น ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด แต่เมื่อพิจารณาจากหลักการปกครองของสุโขทัยแล้ว อาจกล่าวได้ว่าสุโขทัยคงควบคุมข้าหรือทาสอย่างหลวม ๆ และคงไม่ถูกกดขี่ข่มเหงทางด้านแรงงานและด้านอื่น ๆ มากนัก

ในสมัยอยุธยา ทาสยังคงจัดเป็นชนชั้นต่ำที่สุดในสังคม ถูกกำหนดศักดินาไว้เพียง 5

ไร่ และถูกควบคุมอย่างเคร่งครัด จนถึงขั้นมีการตราเป็นกฎหมายลักษณะทาส เพื่อกำหนดลักษณะประเภทของทาส สิทธิและหน้าที่ของทาส ทาสในสังคมอยุธยาแบ่งเป็น 7 ชนิด คือ ทาสไถ่มาด้วยทรัพย์ ลูกทาสเกิดในเรือนเบี้ยทาสได้มาแต่ฝ่ายข้างบิดามารดา ทาสมีผู้ให้ ทาสที่ได้มาจากการช่วยเหลือเมื่อต้องโทษทัณฑ์ ทาสที่เลี้ยงไว้ในยามข้าวยากหมากแพง และทาสเชลย

ทาสเชลย เป็นทาสที่ได้มาจากพวกเชลยศึกในสงครามถือว่าเป็นทาสหลวง พระมหากษัตริย์จะพระราชทานให้กับแม่ทัพนายกองเป็นบำเหน็จความชอบและให้กับพระอารามหลวง เรียกว่า ข้าพระ หรือ ข้าวัด เพื่อทำงานรับใช้ในกิจการของวัด ทาสหลวงหรือทาสเชลยนี้จะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อน ทำงานด้วยการเกษตรบนที่ดินของหลวง หรือทำงานหนักอื่น ๆ เช่น เป็นตะพุ่นหญ้าช้าง งานโยธา เป็นต้น ทาสเชลยไม่มีทางที่จะพ้นความเป็นทาส แต่ได้รับความคุ้มครองมิให้ผู้ใดมากดขี่ข่มเหง และไม่ต้องถูกเกณฑ์ไปทำราชการเหมือนไพร่หลวงทั่วไป

ทาสไถ่มาด้วยทรัพย์หรือทาสสินไถ่ คือ พวกไพร่นั่นเอง แต่ยากจนจึงต้องกู้เงินจากเจ้านายขุนนาง เมื่อไม่สามารถชำระหนี้ จึงต้องขายตนเอง บุตรหรือภรรยาไปเป็นทาส ถ้าหาเงินมาชำระหนี้ได้ก็จะพ้นจากการเป็นทาสได้อิสรภาพกลับคืนมา ทาสสินไถ่จึงอยู่ในฐานะไพร่บ้าง ทาสบ้าง กฎหมายอยุธยาให้สิทธิแก่ทาสประเภทนี้มากพอสมควร เช่น นายเงินหรือนายทาส จะใช้ทำงานหนักเกินกำลังไม่ได้ จะลงโทษถึงตายไม่ได้ การซื้อขายทาสจะต้องมีหนังสือกรรมธรรม์ทำไว้เป็นหลักฐานทั้งฝ่ายนายเงินและทาส เป็นต้น

ความเป็นทาสมิได้ถาวรตลอดไป เพราะสังคมอยุธยาเปิดช่องทาง ให้ทาสมีโอกาสที่จะเป็น ไท ได้ คือเมื่อทาสนำเงินค่าไถ่ถอนต้นเองก็จะเป็นอิสระ และอีกทางหนึ่งเป็นการหลุดพ้นตามบทบัญญัติกฎหมาย เช่น กฎหมายบัญญัติให้มีการลดค่าตัวทาสลงตามระยะเวลาของการเป็นทาส ทำให้ทาสมีค่าตัวลดน้อยลงเปิดโอกาสให้ทาสหาเงินมาไถ่ตัวเป็นอิสระได้ง่ายขึ้น และกฎหมายยังบัญญัติให้ทาสเป็นอิสระทันทีในกรณีต่อไปนี้ ได้แก่ นายเงินอนุญาตให้ทาสบวชเป็นภิกษุสามเณรหรือนางชี นายเงินและลูกหลายได้ทาสเป็นภรรยา และหญิงนั้นมีลูกก็ถือว่าหญิงนั้นเป็นไท ทาสไปรบแทนนายเงินและชนะกลับมา ทาสขายฝากที่นายใช้ให้ไปรับโทษแทน นายหรือนายเงินใช้งานจนได้รับอันตรายถึงพิการ ถ้านายเงินเป็นชู้กับเมียทาส ทาสผู้เป็นสามีจะได้เป็นไท ทาสขายฝาก ถูกนายเงินกล่าวหาว่าไปทำชูกับคนของนายเงิน เมื่อพิสูจน์แล้วไม่เป็นความจริง และทาสฟ้องร้องนายเงินว่าเป็นกบฎและเป็นความจริง

 

คณะปฏิวัติ

คณะผู้ก่อการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง ซึ่งเรียกตนเองว่า คณะราษฎร ประกอบด้วย ทหารบก ทหารเรือ และพลเรือน

กลุ่มทหารบก

พ.อ. พระยาพหลพลพยุหเสนา พจน์ พหลโยธิน ต่อมาได้เลื่อนเป็นพลเอก ผู้เป็นหัวหน้าใหญ่ในคณะปฏิวัติ และ พ.อ. พระยาทรงสุรเดช ( เทพ พันธุมเสน) ได้รับการยกย่องว่าเป็น เสนาธิการ ผู้วางแผนและเป็นหัวแรงทำให้คณะปฏิวัติประสบความสำเร็จ

กลุ่มทหารเรือ

น.ต.หลวงสินธุ์สงครามชัย ร.น. (สินธุ์ กมลนาวิน ต่อมาเลื่อนเป็นพลเรือเอก ) น.ต. หลวงศุภชลาศัย ร.น. ( บุง ศุภชลาศัย ต่อมาเป็น น.อ. )

กลุ่มพลเรือน

อำมาตย์ตรี หลวงประดิษฐ์มนูธรรม ( ปรีดี พนมยงค์) ผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น หัวสมอง ของคณะปฏิวัติ เป็นต้นคิดในการปฏิวัติครั้งนี้ และเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทย (ฉบับชั่วคราว) และคำแถลงการณ์ณืของคณะปฏิวัติ รองอำมาตย์เอก ประยูร ภมรมนตรี ผู้เป็นสื่อประสานงานที่สำคัญที่สุดของคณะปฏิวัติ

ความเปลี่ยนแปลงสมัยรัชกาลที่

4

1. การแก้ไขเปลี่ยนแปลงประเพณีบางประการ

    • มีรับสั่งให้เลิกประเพณีเข้าเฝ้าตัวเปล่าไม่ใส่เสื้อ ทำให้ฝรั่งเลิกดูถูกเหยียดหยามคนไทย
    • ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ฝรั่งที่อยู่ในกรุงได้มีโอกาสเข้าเฝ้า ทำให้นานาประเทศทางตะวันตกเริ่มมีไมตรีจิตต่อประเทศไทย
    • พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ราษฎรได้มีโอกาสเข้าเฝ้าชมพระราชบารมีอย่างใกล้ชิดได้ และหากเจ้าของบ้านเรือนใดมีประสงค์จะถวายความเคารพเป็นพิเศษก็ให้แต่งเครื่องบูชาที่หน้าบ้านแล้วคอยเฝ้าอยู่ที่เครื่องบูชานั้น จึงเกิดประเพณีตั้งเครื่องบูชารับเสด็จตั้งแต่นั้นมา

2.การปรับปรุงบ้านเรือนตามแบบตะวันตก

2.1

ส่งเสริมการศึกษาภาษาอังกฤษ

ได้ทรงริเริ่มไห้มีการศึกษาเล่าเรียนภาษาอังกฤษขึ้นในพระบรมมหาราชวังเป็นครั้งแรก ทรงเห็นเหตุการณ์ไกล ว่าต่อไปภายหน้า เราจะต้องคบค้าสมาคม กับชาวตะวันตกมากขึ้นทุกที จำเป็นจะต้องรู้ภาษาต่างประเทศไว้ในราชการด้วย โดยได้ทรงขอ ให้สตรีในคณะมิชชันนารีอเมริกา เข้าไปสอนภาษาอังกฦษ ให้แก่บรรดากุลสตรีชั้นสูง ถึงในพระราชฐาน ผู้ที่เข้าไปสอนมี นาง ดี.บี. บรัดเลย์ นาง สตีเฟน มัตตูน นาง เจ.ซี. โจน นางแอนนา เลียวโนเวนส์ (

คนไทยทั่วไปรู้จักกันในนามว่า “แหม่มแอนนา” ) และหมอจันด-เลชาวอเมริกัน

2.2

จ้างชาวต่างชาติเข้ารับราชการ

เพื่อให้ราชการบ้านเมืองได้เจริญก้าวหน้าไปด้วยดี ให้ทันต่อสถานการณ์ของโลก จึงได้ทรงว่าจ้าง ไห้ชาวต่างชาติเข้ามารับราชการ เปลี่ยนแปลงปรับปรุงกิจการบ้านเมืองในด้านต่าง ๆ

2.3

กำเนิดมีธงชาติใช้เป็นครั้งแรก

เราได้ทำสัญญาเปิดการค้าขายกับประเทศตะวันตก มีเรือกำปั่นของชาวยุโรปและชาวอเมริกาเข้ามาค้าขายในกรุงเทพฯทวีมากขึ้น กงสุลต่างประเทศก็เข้ามาตั้งอยู่ในกรุงเทพฯหลายแห่ง ซึ่งต่างก็มีธงชาติของตนขึ้น ทำให้มีความจำเป็นที่จะต้องมีธงชาติไทย ได้โปรดให้ใช้ธงชาติที่รัชกาลที่ 2

ได้ประดิษฐ์ขึ้นเป็นธงชาติไทยแต่ให้เอารูปจักรออกเสีย คงมีแต่รูปช้างเผือกอยู่กลางผืนธงสีแดง

2.4

สร้างเครื่องราชอิสริยาภรณ์

ได้ทรงริเริ่มสร้างเครื่องราชอิสริยาภรณ์ขึ้นเป็นครั้งแรก สำหรับพระราชทานเป็นบำเหน็จความดีความชอบแก่พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ และชาวต่างประเทศ ซึ่งนับได้ว่าประเทศเราเป็นประเทศแรก ในทวีปเอเชียที่มีเครื่องราชอิสริยาภรณ์ขึ้น ทั้งนี้มีมูลเหตุมาจากการที่พระองค์ ทรงคบค้าสมาคมกับชาวต่างประเทศ แล้วได้ทรงทราบว่าในประเทศต่าง ๆ ทางตะวันตกนั้น มีเครื่องหมายยศทำเป็นดาวและรูปต่าง ๆติดประดับเสื้อ เครื่องราชอิสริยาภรณ์รุ่นแรกสุดของประเทศไทย ได้โปรดให้สร้างขึ้นเมื่อราว พ.ศ. 2400

มีลักษณะเป็นเพียงแต่ดาวดาราสำหรับติดเสื้อ คนทั่วไปนิยมเรียกว่า “ ตรา ” ทรงพระราชดำริเอาลายตราประจำตำแหน่ง มาทำลายดาราเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เช่น

ดาราเครื่องต้น

( สำหรับพระองค์ ) ทำตามลายพระราชลัญจกรไอยราพต และ

ดาราที่พระราชทานอัครเสนาบดีก็ทำเป็นลายรูปคชสีห์และรูปราชสีห์ ตามตรากลาโหมและมหาดไทย

ดารานพรัตน์

และ

ดาราช้างเผือก

อันเป็นต้นเค้าของเครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือกในปัจจุบัน สำหรับพระราชทานเจ้านาย และพระราชทานแก่ผู้มียศศักดิ์ต่าง ๆ และชาวต่างประเทศผู้มีความรับผิดชอบ

3. กวีและวรรณกรรม

ในด้านวรรณกรรมก็ได้ทรงเอาพระทัยใส่ทำนุบำรุงเป็นอย่างดีเพราะพระองค์ท่านทรงเป็นนักศึกษาอย่างแท้จริง แต่วรรณกรรมที่เกิดในรัชกาลนี้มีรสแปลกแนวใหม่ต่างจากที่เคยมีมาแต่โบราณ กวีและวรรณกรรมรัชกาลที่ 4

ที่สำคัญมีดังนี้

3.1

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระราชนิพนธ์ส่วนใหญ่ของพระองค์เป็นประเภทร้อยแก้ว โดยที่ทรงเป็นนักศึกษาอยู่เสมอ จนรอบรู้หลายภาษา และทรงวชาญในหลายสาขา พระราชนิพนธ์ของพระองค์จึงมีหลายภาษา อาทิชุนนุมพระบรมธิบาย ซึ่งให้ความรู้ในด้านประวัติศาสตร์ วรรณคดี ธรรมะ และเรื่องน่ารู้ต่าง ๆ ตำราอธิกมาศ พระบรมราชาบายเรื่องสุริยุปราคาที่หว้ากอ พระคาถาตำนานพระแก้วมรกต พระคาถาเรื่องพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์สังเขป คำแปลพระบรมราชาธิบายและคาถาตำนานพระแก้วมรกตกับเรื่องครั้ง สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็นตัวประกันที่หงสาวดี ร่ายยาวมหาชาติ ฯลฯ

ที่นับว่ามีความสำคัญต่อการศึกษาวิชาประวัติศาสตร์โบราณคดี คือ การพบศิลาจารึกสมัยสุโขทัย 2

หลัก อันได้แก่ จารึกหลักที่ 1 ของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช และ จารึกหลักที่ 4 ของพระมหาธรรมราชาลิไท( เรียกกันว่าจารึกวัดป่ามะม่วง )

3.2

หม่อมราโชทัย (ม.ร.ว. กระต่าย อิศรางกูร)

เป็นผู้รู้ภาษาอังกฤษเป็นอย่างดีผู้หนึ่งในสมัยรัชกาลที่ 4

จึงได้มีตำแหน่งเป็นล่ามหลวงไปในคณะทูต ที่ได้โปรดให้แต่งออกไปเจริญทางพระราชไมตรียังประเทศอังกฤษ เมื่อกลับมาแล้วได้แต่งหนังสือที่สำคัญขึ้นไว้ 2 เรื่อง คือ

1.

    

จดหมายเหตุเรื่องราชทูตไทยไปเมืองลอนดอน

เป็นหนังสือที่พรรณนาถึงเรื่องราวการเดินทางของคณะทูตที่ออกไปยังกรุงลอนดอนเมื่อ พ.ศ. 2400

2.

    

นิราศลอนดอน

ซึ่งแต่งพรรณนาการเดินทางของคณะทูตไปกรุงลอนดอนในครั้งเดียวกันนั้น โดยแต่งเป็นกลอนสุภาพ โดยหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือเล่มแรกในเมืองไทยที่มีการซื้อขายลิขสิทธิ์กัน ( โดยหมอบรัดเลย์ได้ซื้อลิขสิทธิ์จากผู้แต่งไปพิมพ์ในราคา 400

บาท)

กวีคนอื่น ๆนอกจากทีกล่าวมาแล้ว ก็มี พระยาอิศรานุภาพ(อ้น) แต่งเรื่อง พระสุธนคำฉันท์ อุเทนคำฉันท์ ฯลฯ หลวงจักรปราณี(ฤกษ์) แต่งเรื่องนิราศพระปฐม นิราศทราวดี ฯลฯ หม่อมเจ้าอิศรญาณ แต่งเพลงยาว เจ้าอิศรญาณ (ภาษิตอิศรญาณ) เป็นต้น

4. ศิลปกรรม

4.1

สถาปัตยกรรม

สถาปัตยกรรมในยุคนี้ได้หันเหไปทางตะวันตกมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งก่อสร้างของทางฝ่ายราชการบ้านเมือง อันได้แก่ พระราชวังสราญรมย์ พระราชวังนันอุทยาน พระนครคีรีที่จังหวัดเพชรบุรี ทั้งนี้จะสังเกตได้จากสิ่งก่อสร้างเหล่านี้ว่ามักทำช่องประตุหน้าต่างโค้ง ตามแบบสถาปัตยกรรมตะวันตก

ส่วนสถาปัตยกรรมแบบไทยแท้จริงในรัชกาลนี้ที่สำคัญได้แก่ ปราสาทเทพบิดร ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระที่นั่งอาภรณ์พิโมกข์ ในพระบรมมหาราชวัง ฯลฯ

ส่วนที่เป็นเจดีย์นั้น ที่สำคัญได้แก่

พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม ซึ่งได้ออกแบบคิดสร้างขึ้นใหม่สวมพระเจดีย์องค์เดิมไว้ภายในเป็นที่เชิดหน้าชูตาแก่บ้านเมืองมาจนทุกวันนี้

พระมหาเจดีย์

ประจำรัชกาลที่

4

ในวัดพระเชตุพน ฯ ซึ่งโปรดให้จำลองแบบมาจากพระเจดีย์ศรีสุริโยทัย

4.2

ภาพเขียนฝาผนัง

ภาพเขียนฝาผนังที่สำคัญในรัชกาลนี้ ได้แก่ ในพระอุโบสถและพระวิหารวัดบวรนิเวศวิหาร และที่พระอุโบสถวัดราชประดิษฐ์ ฯ ภาพเขียนชิ้นเอกดังกล่าวมานี้ เป็นฝีมือของพระภิกษุ “

ขรัวอินโข่ง ” จิตรกรเอกในยุคนั้น ซึ่งเป็นบุคคลแรกของเมืองไทยที่ริเริ่มเขียนภาพแบบฝรั่งขึ้น คือเป็นภาพสามมิติ

 

 

ความเปลี่ยนแปลงสมัยรัชกาลที่

5

·

        

ทรงปฎิรูปการปกครองเพื่อรวบรวมอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง

·

        

การปฎิรูปการปกครองสรุปเป็นขั้นๆคือ

การบริหารราชการส่วนกลาง

1. ตั้งสภาการแผ่นดิน

1.1

รัฐมนตรีสภา สมาชิกสภานี้ประกอบด้วยขุนนางผู้ใหญ่ที่มีบรรดาศักดิ์ชั้นพระยาทั้งสิ้น ไม่มีเจ้าพระยาหรือพระบรมวงศานุวงศ์ มีสมาชิก 12 คน รัฐมนตรีสภานี้ทำหน้าที่ถวายคำปรึกษาเรื่องราชการแผ่นดิน พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ พระราชกำหนดกฎหมายต่างๆ

1.2

องคมนตรีสภา ทำหน้าที่เป็นสภาที่ปรึกษาราชการในพระองค์และมีหน้าที่ช่วยปฎิบัติราชการแผ่นดิน แต่การตั้งทั้งสองสภาขึ้นนี้ ไม่สามารถบรรลุผลสมดังพระราชประสงค์ได้ เพราะสมาชิกไม่รู้จักและเข้าใจในการพูดอภิปราย งานของสภาจึงไม่สามารถดำเนินได้ สภาทั้งสองนี้ตั้งอยู่ได้ไม่นานจึงเลิกล้มไป

2. ปฎิรูปองค์การบริหาร

ทรงจัดตั้งกระทรวงเพิ่มขึ้นใหม่อีก 6

กระทรวง รวมกับของเดิมที่มีอยู่แล้ว 6 กระทรวงรวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 12 กระทรวง ซึ่งต่อมาใน พ.ศ. 2435 กรมต่าง ๆ เหล่านี้ได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นกระทรวง และตำแหน่งเจ้ากระทรวงคือ เสนาบดี

    • กรมที่มีอยู่เดิม

1.

กรมมหาดไทย มีอำนาจและหน้าที่บังคับบัญชาหัวเมืองฝ่ายเหนือ และเมืองลาวประเทศราช

2.

กรมพระกลาโหม มีอำนาจและหน้าที่บังคับบัญชาหัวเมืองฝ่ายใต้ ตะวันออก ตะวันตก และ เมืองมลายูประเทศราช

3.

กรมท่า มีอำนาจและหน้าที่บังคับบัญชากรมท่าอย่างเดียว ไม่ต้องบังคับบัญชาหัวเมือง

4.

กรมวัง มีอำนาจและหน้าที่บังคับบัญชาเกี่ยวกับในพระราชสำนัก และกรมที่ใกล้เคียงราชการ ในพระองค์

5.

กรมเมือง มีอำนาจและหน้าที่บังคับบัญชาการโปลิสและ การบัญชีคน คือ กรมสุรัสวดี และ ควบคุมคนโทษ

6.

กรมนา มีอำนาจและหน้าที่บังคับบัญชาการเพาะปลูกและการค้าขาย การป่าไม้ บ่อแร่

    • กรมที่ตั้งขึ้นใหม่

1.

กรมพระคลัง มีอำนาจและหน้าที่บังคับบัญชาการภาษีอากรและการเงินที่เป็นรายรับรายจ่ายของแผ่นดิน

2.

กรมยุติธรรม มีอำนาจและหน้าที่บังคับบัญชาการศาลสำหรับที่จะชำระความรวมกันทั้งคดีแพ่ง อาญา นครบาล และอุทธรณ์ทั้งแผ่นดิน

3.

กรมยุทธนาธิการ มีอำนาจและหน้าที่บังคับบัญชาการทหารบกและทหารเรือ ซึ่งจะมีผู้บัญชาการทหารบกทหารเรือต่างหากอีกด้วย

4.

กรมธรรมการ มีอำนาจและหน้าที่บังคับบัญชาเกี่ยวกับพระสงฆ์ โรงเรียนและโรงพยาบาลทั่วพระราชอาณาจักร

5.

กรมโยธาธิการ มีอำนาจและหน้าที่บังคับบัญชาเกี่ยวกับการก่อสร้าง ทำถนน ขุดคลอง และการช่างทั่วไป ไปรษณีย์โทรเลข การรถไฟ

6.

กรมมุรธาธร มีอำนาจและหน้าที่เป็นพนักงานรักษาพระราชลัญจกร รักษาพระราชกำหนดกฎหมาย และหนังสือราชการทั้งปวง

ต่อมาได้ทรงแก้ไขปรับปรุงระเบียบบริหารราชการแผ่นดินให้เรียบร้อยรัดกุมดียิ่งขึ้น ในตอนปลายรัชกาลเหลือกระทรวงต่างๆอยู่ 10

กระทรวง คือ

1.

กระทรวงมหาดไทย

2.

กระทรวงกลาโหม

3.

กระทรวงนครบาล

4.

กระทรวงการต่างประเทศ

5.

กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ

6 .

กระทรวงวัง

7.

กระทรวงเกษตราธิการ

8.

กระทรวงยุติธรรม

9.

กระทรวงโยธาธิการ

10 .

กระทรวงธรรมการ

    • การบริหารส่วนภูมิภาค

จัดเป็นมณฑลเทศาภิบาล ให้อยู่ในความปกครองดูแลของกระทรวงมหาดไทยทั้งหมด แต่ละมณฑลประกอบด้วยเมืองต่างๆหลายเมืองมารวมกัน ใน พ.ศ. 2449

จัดแบ่งเป็น18 มณฑล เช่น มณฑลกรุงเทพฯ มณฑลพิษณุโลก มณฑลปราจีน มณฑลราชบุรี มณฑลนครราชสีมา ฯลฯ

แต่ละมณฑลมี กองข้าหลวงเทศาภิบาล ออกไปทำหน้าที่ปกครองดูแลประจำมณฑลคณะส่วนการปกครองท้องที่ได้จัดแบ่งเป็น

หมู่บ้าน มีผู้ใหญ่บ้านปกครอง

ตำบล มีกำนันปกครอง

อำเภอ มีนายอำเภอปกครอง

เมือง มีเจ้าเมืองปกครอง

มณฑล มีข้าหลวงเทศาภิบาลปกครอง

การปกครองแบบนี้ทำให้ประชาชนในท้องถิ่นได้รู้จักวิถีทางประชาธิปไตยขั้นพื้นฐานโดยให้มีการเลือกผู้ใหญ่บ้าน กำนัน กันเอง ส่วนเจ้าเมืองก็จะทำอะไรตามใจชอบไม่ได้แล้ว เพราะมีข้าหลวงเทศาภิบาลมาคอยดูแลแทนรัฐบาล และในสมัยก่อนที่เจ้าเมืองเป็นผู้กินเมืองจากภาษีทุกอย่าง ก็กินเฉพาะเงินเดือนข้าราชการเท่านั้น

    • การบริหารส่วนท้องถิ่น

รัชกาลที่ 5

ทรงให้ราษฎรมีส่วนในการปกครองและบริหารงานของท้องที่ที่ตนอาศัยอยู่ด้วยตนเองจึงทรงตั้ง สุขาภิบาล เป็นครั้งแรก

สุขาภิบาลแห่งแรก คือ สุขาภิบาลท่าฉลอม ที่จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อ พ. ศ . 2448

ได้มีการตั้งคณะกรรมการสุขาภิบาลขึ้น เก็บภาษีโรงร้านให้ม้เป็นรายได้ของสุขาภิบาลจัดบำรุงท้องที่ของตน

สุขาภิบาลมีหน้าที่

    • รักษาความสะอาดในท้องถิ่น
    • ป้องกันและรักษาสาธารณสมบัติ
    • บำรุงรักษาถนนหนทาง ตลาด
    • ให้การศึกษาชั้นต้นแก่ประชาชน

พ.ศ. 2451

ได้โปรดเกล้าฯให้ประกาศใช้พระราชบัญญัติการสุขาภิบาล ร.ศ. 127 โดยแบ่งเป็น2 ระดับ คือ

สุขาภิบาลเมือง และ

สุขาภิบาลตำบล

 

 

 

 

ความเปลี่ยนแปลงสมัยรัชกาลที่

6

1. การศึกษา

1.1 การขยายการศึกษาถึงขั้นอุดมศึกษา

โปรดให้ปรับปรุงและขยายกิจการโรงเรียนมหาดเล็กที่ได้ตั้งขึ้นในรัชกาลที่ 5

ให้ยกฐานะขึ้นเป็น โรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และต่อมาในปี พ.ศ. 2459 ให้ยกฐานะจากโรงเรียนเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งนับเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของเมืองไทย โดยให้อยู่ในสังกัดของกระทรวงธรรมการ

1.2 บำรุงอาชีวศึกษา

โปรดให้เริ่มบำรุงการศึกษาทางด้านอาชีวะขึ้นเพื่อเป็นการฝึกให้พลเมืองได้มีความรู้ในการประกอบอาชีพของตนตามสมควรแก่อัตภาพ สามารถเลี้ยงตัวเองได้ โดยไม่ต้องหวังพึ่งอาชีพรับราชการ และเพื่อให้ประชาชนทั้งหลายคลายความนิยมในการเป็นข้าราชการไปด้วย โดยได้จัดให้มี งานแสดงศิลปหัตถกรรมของนักเรียนขึ้น ได้กำเนิดโรงเรียนเพาะช่าง จ้ดตั้งโรงเรียนฝึกหัดครูสตรีขึ้นโดยพระราชทานนามว่า “

โรงเรียนเบญจมราชาลัย ” จัดตั้งโรงเรียนพาณิชยการขึ้นอีกด้วย

1.3

ตราพระราชบัญญัติโรงเรียนราษฎร์

เมื่อ พ.ศ. 2461

เพื่อควบคุมให้อยู่ในความเป็นระเบียบเรียบร้อยอันดี และดำเนินการสอนตามหลักสูตร ดังที่โรงเรียนประเภทอื่น ๆ ปฏิบัติกันอยู่

1.4

ตราพระราชบัญญัติประถมศึกษา

ใน พ.ศ. 2464

ได้โปรดให้ตราพระราชบัญญัติประถมศึกษาขึ้น เพื่อบังคับให้เด็กทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ 7 ปีบริบุรณ์ขึ้นไปต้องเข้าเรียนหนังสือในโรงเรียนจนถึงอายุ 14 ปีบริบูรณ์ โดยไม่เสียค่าเล่าเรียน

1.5

เกิดการศึกษาประชาบาล

ได้เริ่มกำเนิดโรงเรียนชนิดใหม่นี้ขึ้นอีกประเภทหนึ่งคือ โรงเรียนประชาบาล อยู่ในความดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ โรงเรียนประเภทนี้ล้วนเป็นโรงเรียนประถมศึกษา เงินค่าใช้จ่ายสำหรับโรงเรียนประชาบาลนี้ ได้มาจากเงิน “

ศึกษาพลี ” ซึ่งเรียกเก็บเป็นรายปีจากประชาชน หรือได้จากวิธีอื่นใดซึ่งอุปราชหรือสมุหเทศาภิบาลเป็นผู้กำหนดขึ้น นอกจากนี้ยังอาจได้เงินอุดหนุนของกระทรวงศึกษาธิการ

การเก็บเงินค่าศึกษาพลี ชายทุกคนที่มีอายุระหว่าง 18 – 60

ปี ต้องเสียเงินศึกษาพลีปีละไม่ต่ำกว่า 1 บาท แต่ไม่เกิน 3 บาท ผู้ที่ได้รับการยกเว้นไม่เสียเงินค่าศึกษาพลี คือ ผู้ที่ทำมาหากินไม่ได้ พระภิกษุสามเณร บาทหลวง ทหาร ตำรวจ ฯลฯ

1.6

ตั้งโรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เอาพระทัยใส่ในการศึกษา การสร้างโรงเรียนเป็นอันมาก พระองค์ทรงเห็นว่าวัดนั้นมีไว้มากมายแล้ว ควรจะยุติการสร้างกันได้ จึงโปรดให้สร้างโรงเรียนขึ้นแทน ได้แก่ โรงเรียนมหาดเล็กหลวง ( โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย ) โรงเรียนราชวิทยาลัย โรงเรียนพรานหลวง โรงเรียนมหาดเล็กหลวงเชียงใหม่ โรงเรียนเล่านี้พระองค์ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ให้เป็นค่าใช้จ่ายในการดำรงกิจการของโรงเรียนโดยตลอด

2. การแก้ไขเปลี่ยนแปลงขนบประเพณีของบ้านเมือง

2.1

ใช้พุทธศักราชเป็นศักราชในราชการ

เนื่องจากรัตนโกสินทร์ศก หรือ ร.ศ. ซึ่งเราใช้เป็นศักราชในราชการมาแต่สมัยรัชกาลที่ 5

ตัวเลขยังเป็นจำนวนที่น้อยเหลือเกิน เพราะ ร.ศ. เพิ่งเริ่มต้น เมื่อ พ.ศ. 2325 นี่เอง ถ้าต้องการนับถออยหลังในเหตุการที่ล่วงมาแล้วเป็นร้อยปีย่อมเกิดความยุ่งยาก และอีกประการหนึ่งคือ นานาอารยประเทศทั้งหลายนั้น เขาล้วนใช้ศักราชของศาสนาที่เขานับถือทั้งสิ้น จึงโปรดให้ใช้พุทธศักราชเป็นศักราชในราชการ และโปรดให้วันที่ 1 เมาายนเป็นวันขึ้นปีใหม่ด้วย ตั้งแต่ พ.ศ.2456 เป็นต้นมา

2.2

ตราพระราชบัญัติขนานนามสกุล

ทรงเห็นว่าบรรรดาชนชาติทั้งหลายที่มีความเจริญแล้ว ย่อมมีชื่อสกุลใช้กันเป็นหลักฐาน และนามสกุลนี้ยังมีประโยชน์ในการกำหนดชื่อเรียกของบุคคลแต่ละคนให้แน่นแนตายตัวลงไปได้ กับยังเป็นเครื่องเตือนใจให้บุคคลทั้งหลายเพียรปรระพฤติแต่ในสิ่งที่ดีงาม เพื่อรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีของสกุลของแต่ละคนอีกด้วย โดยให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นเมื่อ วันที่ 22

มีนาคม พ.ศ. 2455 และเริ่มใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2456

2.3

กำหนดคำนำหน้านามสตรี

สตรีของเราแต่เดิมนั้นใช้คำนำนามกันว่า “

อำแดง ” ทรงดำริว่าไม่เหมาะสม จึงโปรดให้วางระเบียบคำนำหน้านามสตรีไว้เป็นหลักฐาน ในพระราชกฤษฎีกาให้ใช้คำนำนามสตรี ตราเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2460 โดยกำหนดให้ผู้ที่ยังเป็นโสดอยู่ใช้คำนำนามของตนว่า “ นางสาว ” และผู้ที่มีสามีแล้วนำหน้านามว่า “ นาง ”

2.4

เปลี่ยนแปลงการนับเวลา

แต่เดิมไทยมีการนับเวลาเป็นโมงเป็นทุ่มซึ่งไม่เป็นการสะดวกแก่วงการธุรกิจในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการติดต่อสื่อสารกับชนชาวยุโรปและอเมริกา จึงให้เปลี่ยนระยะทุ่มโมงเป็น “

นาฬิกา ”

2.5

ให้ใช้เวลามาตรฐาน

ได้ยึดถือเอาเวลากรีนิชประเทศอังกฤษเป็นมาตรฐานในการนับเวลา ประเทศไทยจะมีเวลาเร็วกว่าเวลากรีนิช 7

ชั่วโมง จึงโปรดให้กำหนดเวลาในประเทศไทยเสียใหม่ ให้ตรงกับเวลาของสหพันธรัฐมลายา ทำให้เวลาของประเทศไทยเราเร็วขึ้นกว่าเดิม 18 นาที

2.6

ตรากฎมนเทียรว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์

เนื่องจากแต่เดิม ผู้ใดจะเป็นพระเจ้าแผ่นดินคนต่อไปย่อมแล้วแต่พระเจ้าแผ่นดินองค์ที่สวรรคตจะมอบราชสมบัติให้ ดังนั้นย่อมที่จะทำให้เกิดความไใสงบเรียบร้อยในเรื่องการสืบราชสมบัติขึ้นมาได้จึงโปรดตรากฎมนเทียรว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์ขึ้นไว้เป็นหลักเมื่อ พ.ศ. 2467

2.7

เปลี่ยนแปลงการแต่งกายสตรี

การแต่งกายของสตรีไทยนี้ ในสมัยรัชกาลที่ 5

ภายหลังจากเสด็จประพาสยุโรปคราวแรก ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปตามชาวตะวันตกเป็นอันมาก ครั้นมาในราวตอนกลางสมัยรัชกาลที่ 6 นี้ สตรีไทยริเริ่มนิยมการไว้ผมยาวเกล้าเป็นมวย หรือไว้ผมบ๊อบแบบชาวตะวันตก ได้เริ่มนุ่งผ้าซิ่นเป็นผ้าถุงแทนโจงกระเบน พระองค์ได้โปรดให้สตรีในพระราชสำนักของพระองค์แต่งกายตามแบบดังกล่าวนี้ตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ. 2463

3. กวีและวรรณกรรม

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงใฝ่พระราชหฤทัยในการประพันธ์มาแต่ยังทรงพระเยาว์ ฉะนั้นวรรณคดีในรัชสมัยของพระองค์จึงเจริญสูงสุด สำหรับบทพระราชนิพนธ์ของพระองค์นั้น กล่าวได้ว่ามีทุกประเภททุกสาขาของคำประพันธ์ในภาษาไทย ด้วยเหตุนี้มหาชนทั่วไปจึงพร้อมใจกันถวายพระสมัญญาให้แก่พระองค์ท่านว่า “

สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า ” พระองค์ยังโปรดให้ตั้ง “ วรรณคดีสโมสร ” ขึ้นเพื่อส่งเสริมการประพันธ์ในภาษาไทย ให้คู่กับ “ โบราณคดีสโมสร ” ตัวอย่างบทพระราชนิพนธ์ของพระองค์ ได้แก่ พระนลคำหลวง นารายณ์สิปปาง มัทนะพาธา หัวใจนักรบ เวนิสวาณิช เทศนาเสือป่า พันแหลม นิทานอิน กฎหมายทะเล กันป่วย ฯลฯ นอกจากนี้ยังได้ออกหนังสือพิมพ์หลายฉบับด้วยกัน ออกหนังสือพิมพ์รายเดือนมีชื่อว่า “ ทวีปัญญา ” หนังสือพิมพ์ดุสิตสมิตเป็นหนังสือพิมพ์ที่แพร่หลายมาก

พระบรมนามาภิธัยที่ทรงใช้ในการประพันธ์นั้นมีทั้งพระนามจริง และพระนามแฝง ซึ่งพระนามแฝงนั้นมีดังนี้ อัศวพาหุ ศรีอยุธยา รามจิตติ พันแหลม นายแก้วนายขวัญ น้อยลา สุครีพ

กวีอื่น ๆ ในรัชสมัยของพระองค์มีอยู่มากมายหลายท่าน พอจะรวบรวมนำมากล่าวโดยสังเขป เฉพาะที่สำคัญได้ดังนี้

1.

    

พระราชวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์

(

พระองค์เจ้ารัชนีแจ่มจรัส ) นามปากกาว่า น.ม.ส. บทพระราชนิพนะที่สำคัญ ได้แก่ กนกนคร นิทานเวตาล ลิลิตสามกรุง ไทเฮา เป็นต้น

2.

    

เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี

(

สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา ) มีนามปากกาว่า ครูเทพ ผลงานส่วนใหญ่เป็นความเรียงประเภทสารคดี และได้ประพันธ์เพลงอมตะคือ เพลงกราวกีฬา

3.

    

เสฐียรโกเศศ นาคะประทีป

มีนามปากกาว่า พระยาอนุมานราชธน (ยง เสฐียรโกเศศ ) และ พระสารประเสริฐ (ตรี นาคะประทีป ) เรื่องเอกของสองนักประพันธ์นี้คือ กามนิต

4.

    

นายชิต บุรทัด

ผลงานชิ้นเอกคือ สามัคคีเภทคำฉันท์

5.

    

พระยาศรีสุนทรโวหาร

(

ผัน สาลักษณ์ ) ผู้แต่ง อิลราชคำฉันท์

6.

    

เจ้าพระยาเสด็จสุเรนทราธิบดี

(

ม.ร.ว. เปีย มาลากุล ) ผู้แต่งแบบเรียนเรื่อง พลเมืองดี สมบัติผู้ดี จรรยาแพทย์ ฯลฯ

7.

    

พระยาอุปกิตศิลปสาร

(

นิ่ม กาญจนชีวะ ) มีนามปากกาว่า อ.น.ก. ผลงานชิ้นสำคัญก็ได้แก่ แบบเรียนชุดตำราไวยากรณ์ไทย อันมี 4 เล่ม คือ อักขรวิธี วจีวิภาค วากยสัมพันธ์ และฉันทลักษณ์ ฯลฯ

4. การละครและโขน

สมัยรัชกาลที่ 6

ได้ชื่อว่าเป็นสมัยที่การละครโขน นาฏศิลป์ และการดนตรีรุ่งเรืองถึงขีดสุดสมัยหนึ่ง พระองค์ทรงโปรดให้ตั้ง กรมมหรสพขึ้นเพื่อบำรุงวิชาการนาฏศิลป์และการดนตรี โปรดให้สร้างโรงละครทำนองเดียวกับโรงละครแห่งชาติในปัจจุบัน โปรดให้ตั้ง โรงเรียนพรานหลวง สำหรับทำหน้าที่รับสอนกุลบุตร ให้มีความรู้ในทางนาฏศิลป์และดนตรี

ในด้านการละคร ในสมัยนี้ละครพูดได้เจริญก้าวหน้าไปมาก ทั้งนี้ก็โดยท่านเองเป็นผู้ก่อกำเนิดละครพูดแบบใหม่ขึ้น เรื่องอกที่วงการนักปราชญ์ยกย่องว่าเป็นยอดของบทละครพูดคือ เรื่องหัวใจนักรบ

ในด้านโขนนั้น ได้โปรดให้คัดเลือกบุตรหลานเจ้านายข้าราชการ และบรรดามหาดเล็กในพระองค์ มาฝึกหัดเล่นโขนขึ้น เรียกว่า “

โขนสมัครเล่น ”

5. ศิลปกรรม

5.1

สถาปัตยกรรม

สมัยรัชกาลที่ 6

นี้นับได้ว่าเป็นยุคฟื้นฟูศิลปะการก่อสร้างแบบไทยแท้ครั้งสำคัญ ได้แก่

หอประชุมโรงเรียนวชิราวุธมีรูปทรงสัณฐานคล้ายกับวัดมาก ตลอดทั้งหลังคา หน้าจั่ว ช่อฟ้า หน้าต่าง ประตู และองค์ประกอบต่าง ๆ ล้วนเป็นลักษณะของไทยแท้ทั้งสิ้น

ตึกคณะอักษรศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เป็นอาคารศิลปะไทยแต่มีอิทธิพลของขอมสมัยลพบุรีด้วย

พระที่นั่งสามัคคีมุขมาตย์

ใช้เป็นที่แสดงโขนละคร

อนุสาวรีย์ทหารอาสา

ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่มีอิทธิพลของศิลปะสมัยศรีวิชัยเข้ามาแทรกอยู่เป็นจำนวนมาก

5.2

จิตรกรรม

ภาพเขียนที่สำคัญ ได้แก่

ภาพเขียนที่ฝาผนังวิหารทิศ ที่พระปฐมเจดีย์ โปรดให้พระยาอนุศาสน์จิตรกรเขียนขึ้น

ผนังพระอุโบสถวัดระฆังโฆสิตาราม

ธนบุรี

เเป็นภาพชาดกเรื่องมโหสถบัณฑิต เขียนโดย พระวรรณวาดวิจิตร (ทอง จารุวิจิตร )

ภาพเขียนที่ผนังโดมพระที่นั่งอนันตสมาคม

เป็นภาพเกี่ยวกับพระราชจริยาวัตรของพระมหากษัตริย์รัชกาลต่าง ๆ ของพระราชวงศ์จักรี

6. ปฏิมากรรม

ปฏิมากรรมที่เป็นพระพุทธรูปที่สำคัญอันได้สร้างขึ้น ได้แก่

พระแก้วมรกตน้อย ซึ่งได้ทรงมีพระราชบัญชาให้สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงศ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถให้สืบเสาะหาแก้วมรกตที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่พึงหาได้

พระนิพพานวัดราชาธิราช

เป็นฝีพระหัตถ์ของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ มีลักษณะคล้ายสามัญมนุษณ์มาก

นางธรณีบีบมวยผม

เป็นรูปหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์

7. การใช้ธงไตรรงค์

มีประกาศของราชการเมื่อวันนี้ 1

ตุลาคม พ.ศ. 2460 ให้ใช้ธงไตรรงค์เป็นธงชาติ

 

 

 

 

ความเปลี่ยนแปลงสมัยรัชกาลที่

7 – 9

การฟื้นฟูขนบธรรมเนียมไทย

รัฐบาลในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะ พ.ศ. 2485 – 2487

ได้มีการฟื้นฟูและปรับปรุงวัฒนธรรมไทยอย่างกว้างขวาง โดยรัฐบาลในสมัยนั้นอันมี จอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี ได้ตรา พ.ร.บ. บำรุงวัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2483 ออกมาใช้บังคับเพื่อการนี้ แล้วต่อมาได้ปรับปรุงแก้ใขใหม่เป็น พ.ร.บ. วัฒนธรรมแห่งชาติ พุทธศักราช 2485 ตาม พ.ร.บ. นี้ได้กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการบำรุงรักษา วัฒนธรรมของชาติไว้อย่างกว้างขวางมาก อาทิในมาตรา 6 ได้ระบุถึงวัฒนธรรม ซึ่งบุคคลทั่วไปจะต้องปฏิบัติตามไว้อย่างกว้าง ๆ บางประการ ดังนี้

1.

    

ความเป็นระเบียบเรียบร้อยในการแต่งกาย จรรยา และมารยาท ในที่สา

ธารณสถาน หรือที่ประกฎแก่สาธารณชน

2.

    

ความเป็นระเบียบเรียบร้อยในการปฏิบัติตน และการปฏิบัติต่อบ้านเรือน

3.

    

ความเป็นระเบียบเรียบร้อยในการประพฤติตน อันเป็นทางนำมาซึ่งเกียรติของชาติไทยและพระพุทธศาสนา

4.

    

ความมี สมรรถภาพ และมารยาท เกี่ยวกับวิธี ดำเนินงานอาชีพ

5.

    

ความเจริญงอกงามแห่งจิตใจ และศีลธรรมของประชาชน

6.

    

ความเจริญก้าวหน้าในทางวรรณกรรม และศิลปกรรม

7.

    

ความนิยมไทย

พร้อม ๆ กันนั้นก็จัดตั้ง สภาวัฒนธรรมแห่งชาติ ขึ้นกิจกรรมต่าง ๆ ในการฟื้นฟู และปรับปรุงวัฒนธรรมไทย เท่าที่ได้ดำเนินไปในครั้งนั้น ก็ได้แก่

วัฒนธรรมเกี่ยวกับการแต่งกาย ได้แก่ ประกาศใช้ระเบียบการแต่งกายไว้ทุกข์ในงานศพ เช่นกำหนดให้ชายใช้เสื้อขาวกางเกงขายาว ผูกผ้าผูกคอสีดำ สวมปลอกแขนสีดำที่แขนเสื้อข้างซ้าย สวมรองเท้าดำถุงดำ หญิงให้แต่งชุดสีดำล้วน ซึ่งยังคงใช้กันอยู่จนบัดนี้ นอกจากนี้ก็มีการวางระเบียบการแต่งกายหญิง การแต่งกายและมารยาทเกี่ยวกับวิธีดำเนินงานอาชีพ การสวมรองเท้า ฯลฯ

วัฒนธรรรมเกี่ยวกับครอบครัว ได้แก่ กำหนดการพิธีสมรสของคนไทย การปฏิบัติของสามีภริยา เป็นต้น

วัฒนธรรมเกี่ยวกับการบริโภค ได้แก่ ประกาศวางระเบียบการบริโภคอาหาร การใช้ช้อนส้อม เป็นเครื่องมือรับประทานอาหาร ห้ามประชาชนมิให้กินหมาก ฯลฯ

วัฒนธรรมเกี่ยวกับสังคม ได้แก่ ประกาศห้ามบ้วนน้ำลาย น้ำหมากลงบนถนนหลวงหรือสาธารณสถาน การป้องกันนั่งหรือพักผ่อนบนทางเท้าหรือทางจราจร กำหนดมารยาทการโดยสารรถประจำทาง ฯลฯ

วัฒนธรรมทั่วไป ได้แก่ กำหนดแบบพิธีศพ เพื่อให้งานได้เป็นไปอย่างมีระเบียบ เหมาะสมกับประเพณีของคนไทยในยุคใหม่อย่างแท้จริง

ต่อมารัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามยุคหลัง (พ.ศ. 2490-2500)

ก็ได้ฟื้นฟูงานทางด้านวัฒนธรรมของชาตินี้ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง จนถึงกับได้สถาปนา กระทรวงวัฒนธรรม ขึ้น พ.ศ. 2495 โดยรวมส่วนราชการต่าง ๆ ที่มีลักษณะเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน มาขึ้นอยู่ในสังกัด

การเปลี่ยนแปลงขนบประเพณีในยุคปัจจุบัน

ในด้านการแต่งกาย นับแต่ในตอนกลางสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมา ตราบกระทั้งได้เกิดปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองขึ้นใน ปี พ.ศ.๒๔๗๕ ข้าราชการไทยรวมทั้งชายไทยทั่วไป นิยมนุ่งผ้าโจงกระเบน สวมเสื้อนอกขาวคอปิด มีกระดุม ๕ เม็ด เป็น เครื่องแบบปรกติ สำหรับไปในงานพิธีที่มีเกียรติ หรือ งานราชการโดยทั่วไป ครั้นภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้วจึงได้ประกาศให้เลิกนุ่งผ้าโจงกระเบน และให้นุ่งกางเกงตามแบบฝรั่งแทน แต่ในเวลานั้นยังไม่ถือเป็นการบังคับ ต่อมาทางรัฐบาลในขณะนั้นได้ตราพระราชบัญญัติการแต่งกายของข้าราชการพลเรือนใช้บังคับ และกำหนดเครื่องแต่งกายให้เป็นสากลจนมาถึงทุกวันนี้ ในสมัยรัฐบาล

จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้มีการเปลี่ยนแปลงขนบประเพณีของทางราชการบ้านเมือง อาทิเช่น

1.

เปลี่ยนชื่อประเทศจากสยามมาเป็นไทย และในภาษาอังกฤษ ก็ให้เปลี่ยนจาก Siam เป็น Thailand.

2.

ขึ้นปีใหม่ จากวันที่ ๑ เมษายน เป็นวันที่ ๑ มกราคม

3.

ห้ามนุ่งโจงกระเบน

4.

ปรับปรุงตัวอักษรไทย

5.

เลิกใช้บรรดาศักดิ์

นอกจากนี้ ก็มีการห้ามกินหมาก บังคับให้สวมหมวกทุกคน ฯลฯ และพอในสมัย พ.ต. ควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้สั่งเลิกล้มไปเกือบหมด ยกเว้นแต่ที่สมควร เช่น วันขึ้นปีใหม่ เป็นต้น

การฟื้นฟูขนบประเพณีในปัจจุบัน

แม้ว่าต่อมากระกระทรวงวัฒนธรรมจะได้เลิกล้มไปแล้ว ตั้งแต่ราวปลายปี พ.ศ. 2500

ก็ตาม แต่กิจการทั้งหลายที่กระทรวงวัฒนธรรมเคยปฏิบัติมา ก็ได้โอนมาอยู่ในสังกัดแระทรวงศึกษาธิการ และในการนี้ได้มี กองวัฒนธรรม ขี้นอยู่ในสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการด้วย สำหรับทำหน้าที่ทางด้านนี้

รัฐบาลในสมัยปฏิวัติ อันมี จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ได้พยายามฟื้นฟูขนบประเพณีที่สำคัญของชาติหลายอย่าง ที่ถูกทอดทิ้งมาเป็นเวลาช้านานแล้ว ในกลับมีขึ้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง เพื่อเป็นการรักษาประเพณีอันดีเหล่านี้ไว้

ประเพณีต่าง ๆ ที่ทางราชการกำลังฟื้นฟูอยู่ในปัจจุบัน ก็ได้แก่พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ในวันพืชมงคลประจำปีซึ่งได้เลิกร้างไปเกือบ 30

ปี ได้กลับมีขึ้นใหม่เป็นประจำทุกปี ณ ที่ท้องสนามหลวง พระราชพิธีเฉลิมพระชนม์พรรษา ซึ่งตั้งแต่เปลี่ยนแอปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ.3 2475 มาแล้ว ได้ถูกทอดทิ้งให้มีแต่การพระราชพิธีภายในอย่างเงียบ ๆ ขณะนี้ทางราชการก็กำลังฟื้นฟูให้จัดเป็นงานพระราชพิธีใหญ่โตเอิกเกริกอีกครั้งหนึ่ง พระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินทอดผ้าพระกฐินโดยกระบวนพหุยาตราทางชลมารค อันเป็นขบวนแห่งทางเรือตามโบราณราชประเพณีที่สวยงามน่าดู เป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศตลอดทั้งคนไทยทั่วไปเป็นอันมาก

อนึ่งพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนพยุหยาตราทางสถลมารค หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า การเสด็จเลียบเมืองทางบก สมัยก่อนได้เลิกร้าง มา 30

ปีแล้ว แต่เมื่อ วันที่ 7 ธันวาคม 2506 ได้มีการฟื้นฟูมาจัดทำขึ้นอีก อันได้รับความตื่นเต้นประทับใจเป็นอย่างยิ่ง

การขยายตัวของการศึกษา

ตอนที่ 1

ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475

งานขยายการศึกษาของรัฐบาลในยุค จะขอนำมากล่าวเฉพาะแต่ที่สำคัญ ๆ โดยสังเขปดังต่อไปนี้

  1. ประกาศใช้แผนการศึกษาชาติฉบับใหม่ ไห้มีการประกาศใช้แผนการศึกษาชาติใหม่เมื่อ พ.ศ. 2475

    หลังจากปฏิวัติผ่านไปได้ไม่กี่เดือน เพื่อให้เหมาะสมกับภาวะการณ์บ้านเมืองในสมัยที่ปกครองด้วยระบอบประธิปไตยแต่ต่อมาได้มีการแก้ไขปรับปรุงประกาศเป็นแผนการศึกษาชาติฉบับใหม่อีกครั้งหนึ่ง เมื่อปี พ.ศ.2479

  2. ด้านสามัญศึกษา ได้มีการแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติประถมศึกษาใหม่ ตาม พ.ร.บ. ประถมศึกษาใหม่ เมื่อ พ. ศ. 2478

    เพื่อให้เป็นการสอดคล้องเหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงในวงการศึกษายุคใหม่ ตาม พ.ร.บ. ประถมศึกษา 2478 นี้ ได้เปลี่ยนแปลงอายุเกณฑ์ของนักเรียน และแก้ไขหลักเกณฑ์การผ่อนผันให้ลดน้อยลงกว่าเดิมบ้างและที่สำคัญก็คือ พ.ร.บ. ฉบับนี้ให้ใช้บังคับทั่วทุกตำบลเลยทีเดียวซึ่งนำเป็นการขยายการศึกษาภาคบังคับครั้งใหญ่ของชาติ นับแต่ได้เริ่มมีการศึกษาภาคบังคับมา

จากผลแห่งการขยายการศึกษาภาคบังคับตามนัยดังกล่าวนี้ ทำให้กำเนิดมีโรงเรียนสำหรับสอนชั้นประถมศึกษา

เพิ่มขึ้นมา ช่วยอีกประเภทหนึ่ง คือ โรงเรียนเทศบาล เพื่อให้การศึกษาแก่นักเรียนที่อยู่ในเขตเทศบาลโดยเฉพาะ

นอกจากนี้ยังมีการเปิดสอนโรงเรียนอนุบาลขึ้น เพื่อช่วยให้การศึกษาอบรมแก่นักเรียนที่ยังไม่สามารถเข้าศึกษาชั้นประถมได้ คือ โรงเรียนการเรือนพระนคร

  1. ด้านอุดมศึกษา มีการตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง เพื่อให้เป็นตลาดวิชากฎหมายของเมืองไทย ตรา พ.ร.บ. จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย เพื่อเป็นหลักในการบริหารการศึกษาในจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยให้ทันสมัยขึ้น ตั้งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และวิทยาลัยวิชาการศึกษา เพื่อทำการสอนครูให้ถึงขั้นปริญญา
  2. จัดการศึกษาผู้ใหญ่ เพื่อเป็นการส่งเสริมให้คนไทยมีการศึกษาโดยทั่วกัน เพื่อที่ประชาชนจะได้รู้จักการปกครองตัวเอง
  3. ด้านอาชีวศึกษา แบ่งโรงเรียนเป็น 3

    ประเภท คือ โรงเรียนอาชีวศึกษาชั้นต้น ชั้นกลาง และชั้นสูง และได้มีการตั้ง วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพขึ้น เพื่อขยายอาชีวศึกษาให้มีมาตรฐานสูงขึ้น

  4. ด้านพลศึกษา มีการตั้งกรมพลศึกษา เพื่อเป็นการจัดการพลศึกษาของนักเรียนและประชาชนอย่างจริงจัง ได้มีการปรังปรุงโรงเรียนพลศึกษากลางให้ทันสมัย และมีการก่อสร้างกรีฑาสถานแห่งชาติขึ้น
  5. ด้านโรงเรียนราษฎร์ มีการแก้ไขปรับปรุงจากฉบับเดิม ที่ตราไว้ในรัชสมัยที่ ๖ ให้มีความทันสมัยมากขึ้น และทางรัฐบาลได้ให้การสนับสนุนโรงเรียนราษฎร์เป็นอย่างดี ทำให้เจริญทั้งด้านคุณภาพและปริมาณจึงเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระด้านการจัดการการศึษาของรัฐด้วย โรงเรียนราษฎร์จึงมีการรวมตัวกันจัดตั้งสมาคมโรงเรียนราษฎร์ขึ้น
  6. ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกขององค์การศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ( ยูเนสโก ) เมื่อวันที่ ๑ มกราคม ๒๔๙๑ เป็นรัชสมาชิกที่ ๔๕ ทำให้ได้รับความช่วยเหลือหนังสือและอุปกรณ์ที่ทันสมัย มีการส่งผู้แทนมาสำรวจภาวะการศึกษาของไทย ตลอดจนให้ทุนแก่ครูเพื่อศึกษาต่อยังต่างประเทศ และได้มีการตรา พระราชบัญญัติครูขึ้นเพื่อให้มีสภาการศึกษาฝ่ายครู สำหรับช่วยเหลือกระทรวงศึกษาธิการในด้านต่าง ๆ และทำหน้าที่แทนคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ( ก.พ. )

    ในการควบคุมดูแลครูและข้าราชการครูโดยฉพาะ จึงทำให้เกิดมีคุรุสภาขึ้น

READ  Áo dài cưới đẹp, áo dài đám hỏi, áo dài cưới cách tân cô dâu chú rể 2019 | áo dài cưới nam nữ mới nhất

ตอนที่ ๒ ภายหลังการปฏิวัติเมื่อ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๐๑

มีการพัฒนาการศึกษาพอสังเขปดังต่อไปนี้

1.

ได้ตรา พ.ร.บ. สภาการศึกษาแห่งชาติในปี ๒๕๐๒ แล้วจึงตั้ง สภาการศึกษาแห่งชาติขึ้น ทำหน้าที่วางแนวทางหลักสำคัญในการดำเนินการศึกษาของชาติ งานชิ้นแรก คือ กำเนิดแผนการศึกษาแห่งชาติ

2.

ได้มีการประกาศใช้ แผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่ มีสิ่งสำคัญ คือ

·

        

กำหนดให้จัดการศึกษาให้สอดคล้องกับแผนเศรษฐกิจและแผนการปกครองของประเทศ

·

        

เปลี่ยนแปลงระดับการศึกษาใหม่ จากเดิมมี ๕ ระดับ ให้เหลือ ๔ ระดับ คือ อนุบาลศึกษา ประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา

·

        

เปลี่ยนแปลงชื่อของประโยคและชื่อของชั้นเรียน

3.

ตรา พ.ร.บ. ประถมศึกษา ( ฉบับที่ ๓ ) ซึงเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมจากเดิม เพื่อให้สอดคล้องกับแผนการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ หลักสำคัญที่เปลี่ยนแปลงได้แก่ ยึดการศึกษาภาคบังคับจากเดิม ๔ ปี เป็น ๗ ปี กล่าวคือ ให้เรียนจบชั้นประถมศึกษาตอนปลาย ไม่ใช่แค่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔

4.

ขยายการศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายไปทั่วทุกจังหวัด

5.

รัฐบาลได้ทุ่มเทงบประมาณเพื่อการจัดการศึกษาอย่างมากมาย เพราะเล็งเห็นถึงความสำคัญของการศึกษา

ศิลปกรรม

สถาปัตยกรรมและจิตรกรรม

    1. สถาปัตยกรรมแบบไทย ในยุคปัจจุบันการก่อสร้างได้วัสดุและอุปกรณ์มาจากทางตะวันตก เพื่อให้เกิดความสะดวกรวดเร็ว ดังนั้นสถาปนิกจึงต้องมีการปรับปรุงให้ทันสมัย สะดวก รวดเร็วและประหยัด เพื่อประโยชน์ในการใช้สอย

สถาปัตยกรรมไทยสมัยรัชกาลที่ ๘ ได้แก่

วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน เป็นศิลปะแบบลังกา พระสถูปที่วัดพระศรีมหาธาตุนี้ถ่ายแบบมาจาก

พระศรีรัตนเจดีย์ ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม แต่สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก

หอประชุมจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ได้รับอิทธิพลมาจากช่างขอมสมัยลพบุรี เป็นศิลปะแบบเดียวกับพระอุโบสถวัดราชาธิวาส แต่ใช้วัสดุและวิธีการสร้างแบบใหม่

สถาปัตยกรรมแบบไทยที่สร้างขึ้นในรัชกาลปัจจุบัน

มีการกำเนิดสถาปัตยกรรมแบบใหม่ คือ หลังคาทรงไทย คือมีลักษณะตัวอาคารเป็นแบบตะวันตก ส่วนทางด้านหลังคาให้เป็นศิลปะแบบไทย

    1. สถาปัตยกรรมแบบตะวันตก มีการสร้างกันอย่างแพร่หลายมากที่สุด ทั้งนี้เพราะสถาปนิกไทยออกไปศึกษาจากต่างประเทศ ตัวอย่างสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกที่สำคัญ ได้แก่ ศาลาเฉลิมกรุงและ พระราชวังไกลกังวลที่หัวหิน อาคารถนนราชดำเนิน โรงแรมรัตนโกสินทร์ ที่ทำการไปรษณีย์กลาง ฯลฯ
    2. การสร้างอนุสาวรีย์เป็นบุคลและสิ่งก่อสร้าง ได้แก่ อนุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ฯลฯ
    3. ภาพเขียน ภาพที่สำคัญได้แก่ ภาพเขียนรามเกียรติ์ที่ระเบียงรอบพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
    4. ปฏิมากรรม ได้มีการสร้างพระพุทธรูปปางลีลาในสมัยสุโขไทยขึ้น แต่ดัดแปลงให้มีส่วนคล้ายกับมนุษย์

ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ

การแก้ไขสนธิสัญญากับนานาประเทศ

แม้ว่าจะมีการแก้ไขสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมบางแล้วแต่ยังมีสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมอีก กล่าวคือ

ประเทศไทยยังไม่ได้รับเอกราชในทางการศาลและความเสมอภาคในสังคนานาชาติโดยสมบูรณ์เต็มที่ เอกราชทางด้านการศาลนั้นรัฐบาลจึงได้จัดทำประมวลกฎหมายขึ้นครบถ้วนในปี พ.ศ. ๒๔๗๘ แต่เนื่องจากตามข้อกำหนดในสนธิสัญญาแล้ว การถอนคดีจะสิ้นสุดลงต่อเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๓ รัฐบาลจึงบอกเลิกสนธิสัญญาที่ใช้อยู่ และทำสนธิสัญญาใหม่ขึ้นโดยให้ประเทศต่างถอนคดีก่อนที่จะถึงกำหนด

รัฐบาลเริ่มทำสนธิสัญญาใหม่ในวันที่ ๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๐ โดยมีทั้งหมด ๑๓ ประเทศ ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ เบลเยี่ยม สวีเดน เดนมาร์ก สหรัฐอเมริกา นอรเวย์ อังกฤษ อิตาลี ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เยอรมัน เนเทอร์แลนด์ และโปรตุเกส ผลจากที่ทำสนธิสัญญานี้ประเทศไทยได้รับอิสรภาพด้านการศาล และการภาษีอากรอย่างสมบูรณ์

กรณีพิพาทอินโดจีนและการเข้าสู่สงครามมหาอาเซียบูรพา

กรณีพิพาทอินโดจีน ประเทศไทยได้เคยเสียดินแดน ให้แก่ฝรั่งเศสเป็นจำนวนมากในสมัยรัชกาลที่ ๕ ทางรัฐบาลจึงได้มีการเจรจากับทางฝรั่งเศสเพื่อขอปรับปรุงดินแดนทางฝั่งแม่น้ำโขง โดยทำกติกาสัญญาไม่ให้ฝรั่งเศสรุกรานไทย ทางไทยได้มีคำขอให้ฝรั่งเศสทำข้อตกลง คือ

    1. วางแนวเส้นเขตแดนตามลำแม่น้ำโขง โดยถือน้ำลึกเป็นเกณฑ์
    2. ปรับปรุงเขตแดนให้เป็นตามธรรมชาติ คือ ให้แม่น้ำโขงเป็นเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับอินโดจีน

ตั้งแต่ทิศเหนือมาถึงทิศใต้ จนถึงเขตแดนกัมพูชา โดยไทยได้รับดิแดนทางฝั่งแม่น้ำโขงตรงข้ามกับหลวงพระบาง และปากเซคืนมา

    1. ขอให้ฝรั่งเศสรับรองว่า ถ้าอินโดจีนเปลี่ยนจากอธปไตยฝรั่งเศส ฝรั่งเศสจะต้องคืนอาราเขตลาว

และกัมพูชาให้ไทย

แต่ฝรั่งเศสไม่ทำตามคำเรียกร้อง และได้ทำการจุดชนวนสงครามขึ้น ต่อมาทางรัฐบาลญี่ปุ่นได้เข้ามาทำการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท รัฐบาลไทยและรัฐบาลฝรั่งเศสยอมรับข้อเสนอทางญี่ปุ่น โดยผู้แทนทั้ง ๒ ฝ่ายได้ทำการเจรจาเป็น ๒ คณะ คณะหนึ่งเจรจาพักรบที่ไซ่ง่อน อีกคณะเจรจาสันติภาพกันที่กรุงโตเกียว ณ. วันที่ ๑๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๔

ดินแดนที่ได้รับคืนจากข้อพิพาทนี้คือ

  1. แคว้นหลวงพระบางส่วนที่อยู่ทางฝั่งขวาของแม่น้ำโขง ซึ่งได้ยกฐานะเป็น จังหวัดลานช้าง
  2. แคว้นนครจำปาศักดิ์ฝั่งขวาแม่น้ำโขง ซึ่งได้ยกฐานะเป็น จังหวัดนครจำปาศักดิ์
  3. เมืองเสียมราฐ ซึ่งได้ยกฐานะเป็น จังหวัดพิบูลสงคาม
  4. เมืองพระตะบองและศรีโสภณ ซึ่งได้ยกฐานะขึ้นเป็น จังหวัดพระตะบอง

แต่ดินแดนทั้ง ๔ อยู่กับไทยได้ ๕ ปีเท่านั้น หลังจากที่ฝรั่งเศสชนะสงครามโลกครั้งที่ ๒ ก็กับมายึดดินแดนคืน

การเข้าสู่สงครามมหาอาเซียบูรพา

เมื่อสงครามโลกอุบัติขึ้นในตอนแรกทางรัฐบาลไทยได้วางตัวเป็นกลาง แต่พอครั้นญี่ปุ่นทำสงครามกับด้าน

แปซิฟิก ญี่ปุ่นได้ยกกำลังพลเข้ามาในไทย ทางรัฐบาลไทยเห็นว่าประเทศอังกฤษและอเมริกาไม่สามารถคุ้มครองอาณานิคมของตนได้ ทางรัฐบาลไทยจึงบินยอม ให้ญี่ปุ่นใช้ไทยเป็นทางผ่านได้ แต่รัฐบาลญี่ปุ่นจะต้องเคารพเอกราชอธิปไตยและเกียรติศักดิ์ของไทย

ถิ่นกำเนิดชนชาติไทย

 

ถิ่นกำเนิดของชนชาติไทย ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากยังหาหลักฐานมา

ยืนยันอย่างชัดเจนไม่ได้ว่าชนชาติไทย มีถิ่นกำเนิดที่แท้จริงอยู่ที่บริเวณใด คงมีเพียงข้ออ้างอิง ทฤษฎี และข้อ

สันนิฐาน ว่ามีถิ่นกำเนิดในที่ต่างๆ กันไป ตามแต่ใครจะหาหลักฐานอ้างอิง หรือมีเหตุผลประกอบการนำเสนอ

พร้อมหลักฐานอ้างอิงได้ ซึ่มีนักประวัติศาสตร์หลายท่านได้ค้นคว้า ศึกษา เสาะแสวงหาหลักฐานทางประวัติศาสตร์

มายืนยันอยู่หลายท่าน ซึ่งแต่ละท่านก็ได้แสดงความคิดเห็นพร้อมทั้งเสนอพยานหลักฐานยืนยันแนวความคิดของ

ตนเอง ซึ่งได้เสนอไว้เป็นแนวทางในการศึกษาถึงถิ่นกำเนิดของชนชาติไทย ดังนี้

                                                                               

ภาชนะเครื่องใช้

มีอายุประมาณ

4500

ถึง

3500

ปีมาแล้วพบว่า

มีการตั้งถิ่นฐานในเขตพื้นที่ราบลุ่มริมทางน้ำใหญ่

 

จ.ลพบุรี

1. บริเวณตอนเหนือของประเทศจีน

วิลเลี่ยม กลิฟตัน ดอดด์ 

มิชชันนารีชาวอเมริกัน เคยเดินทางไปมณพลยูนนานในประเทศจีน ระหว่าง พ.ศ.2450

2461 และได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับชนชาติไทย ชื่อ ชาติไทย

:

พี่อ้ายของคนจีน ซึ่งหลวงแพทย์นิติสวรรค์ ฮวดหลี หุตะโกวิท ได้แปลเป็นภาษาไทยว่า

ชนชาติไทย

 ดอด์ด อธิบายว่า กลุ่มคนไทยมีเชื้อชาติสายมองโกล พูดภาษาไทย อาศัยอยู่ทางตอนเหนือของจีน เรียกตนเองว่า

อ้ายลาว

 (จีนเรียก ต้ามุง) ชนชาตินี้เคยครอบครองดินแดนประเทศจีนปัจจุบัน แต่ถูกจีนรุกราน จึงถอยร่นมาตั้งถิ่นฐานในมณฑลยูนนาน ไกวเจา กวางตุ้ง และกวางสี โดยอยู่ภายใต้การปกครองของจีน แต่มีคนไทยบางส่วนได้อพยพลงมาทางใต้ เข้าสู่คาบสมุทรอินโดจีนและได้ร่วมกันก่อตั้งอาณาจักรน่านเจ้าในเวลาต่อมา

ขุนวิจิตรมาตรา

 (รองอำมาตย์โทสง่า กาญจนาคพันธ์)   ได้แสดงความคิดเห็นไว้ในหนังสือ

หลักไทย

ว่าถิ่นเดิม

ของชนชาติไทยอยู่ที่บริเวณเทือกเขาอัลไต ทางตอนเหนือของจีน (ติดกับมองโกเลีย) ต่อมาจึงได้อพยพลงไปทางใต้เพื่อหาที่อยู่ใหม่ที่อุดม

สมบูรณ์กว่า   และได้ก่อตั้ง

นครลุง

 ขึ้น หลังจากนั้นอพยพมาทางบริเวณตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลเสฉวน แล้วสร้างเมืองใหม่ คือ

นครปา

หรือ 

อ้ายลาว

 ซึ่งต่อมาถูกจีนครอบครอง จึงอพยพลงมาทางใต้ เข้าสู่คาบสมุทรอินโดจีน และดินแดนประเทศไทยปัจจุบันตามลำดับ

 

2. บริเวณตอนกลางของประเทศจีน

เทเรียน เดอ ลา คูเปอรี 

 เป็นชาวอังกฤษ และเป็นผู้เชียวชาญทางภาษาศาสตร์ของอินโดจีน ได้ศึกษาจากเอกสารจีน กล่าวว่า

อาณาจักรต้ามุง ซึ่งเป็นกลุ่มชนชาติไทยในมณฑลเสฉวนของจีน ระยะแรกชนชาติจีนได้ยกย่องชนชาติไทยว่าเป็นชนชาติที่น่ายกย่อง เพราะต้ามุง

หมายถึงเมืองใหญ่ และมีความสัมพันธ์อันดีต่อกั้น แต่ต่อมาจีนเริ่มรุกรานเข้ามาในอาณาจักรต้ามุง คนไทยจึงได้อพยพลงมาทางใต้บริเวณมณฑลเสฉวน

                            

ขุนวิจิตรมาตรา

และเข้าสู่ตอนเหนือของคาบสมุทรอินโดจีนในระยะต่อมา

หลวงวิจิตรวาทการ

และ พระยาอนุมาณราชธร   ได้วิเคราะห์เรื่องถิ่นกำเนิดของไทยไว้ในหนังสือเรื่อง

งานค้นคว้าเรื่องเชื้อ

ชาติไทย

 ว่า ถิ่นกำเนิดของชนชาติไทยอยู่ในดินแดนที่เป็นมณฑลเสฉวน ฮูเป อันฮุย และ เกียงสี บริเวณตอนกลางของจีน ต่อจากนั้นจึงอพยพลงมา

ทางตอนใต้ที่เป็นมณฑลยูนนานและแหลมอินโดจีน

 

3. บริเวณตอนใต้ของจีน

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ

 (บิดาแห่งวิชาประวัติศาสตร์ไทย) ได้แสดงพระราชดำริไว้ในนิพนธ์

เรื่อง 

แสดงบรรยายพงศาวดารสยามและลักษณะการปกครองประเทศสยามแต่โบราณ

 ว่า   แต่เดิมชนชาติไทยมีภูมิลำเนาอยู่ทางตอนใต้ของจีน แถบ

มณฑลกวางตุ้ง และยูนนาน ต่อมาถูกจีนรุกรานจึงอพยพเพื่อแสวงหาดินแดนใหม่ โดยแยกออกเป็น 2 สายดังนี้

         

สายที่ 1 อพยพไปทางทิศตะวันตกแถบลุ่มน้ำสาละวินในพม่า และบริเวณรัฐอัสสัมของอินเดียปัจจุบัน เรียกว่า

ไทยใหญ่

         

สายที่ 2 อพยพลงมาทางใต้แถบบริเวณแคว้นตัวเกี๋ย สิบสองจุไท สิบสองปันนา ลุ่มแม่น้ำโขงตอนบน เรียกว่า

ไทยน้อย

ซึ่งถือเป็นบรรพบุรุษของคนไทยปัจจุบัน

สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ

4. บริเวณดินแดนประเทศไทยปัจจุบัน

อารยธรรมก่อนประวัติศาสตร์ 

ในบริเวณที่เป็นประเทศไทยในปัจจุบันนี้ ได้มีนักโบราณคดี นักมนุษยวิทยา และนักชาติพันธุ์วิทยา ได้ทำการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องราวของมนุษย์ในยุดที่ยัง ไม่มีตัวอักษรสำหรับใช้บันทึกเรื่องราวของตนเป็นหลักฐานและความรู้ทางเทคโนโลยี ก็อยู่ในระดับต่ำซึ่งเรียกว่า

ยุคหิน

 และ 

ยุคโลหะ

 อันเป็นสมัยก่อนประวัติศาสตร์ปรากฏว่าได้ค้นพบโครงกระดูก เครื่องมือ เครื่องใช้ ของมนุษย์ในสมัยดังกล่าวเป็นจำนวนมาก สันนิษฐานว่า ในดินแดนอันเป็นที่ตั้งของประเทศไทยปัจจุบันนี้เคยเป็นแหล่งอารยธรรมเก่าแก่ของโลกแห่งหนึ่ง ก่อนจะถึงยุดที่มีตัวอักษรบันทึกเรื่องราว แหล่งที่ค้นพบอารยธรรมก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทยที่สำคัญ คือ

         

ถ้ำผี

 อยู่ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีการขุดพบโครงกระดูกมนุษย์และ

เครื่องมือที่ทำด้วยหิน มีอายุรุ่นเดียวกับโครงกระดูกมนุษย์ที่ค้นพบที่กรุงปักกิ่งของจีน

         

ถ้ำพระ

 

 

อยู่ในเขตอำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ได้ขุดพบโครงกระดูกมนุษย์และ

เครื่องมืดที่ทำด้วยหิน แสดงถึงพิธีกรรมในการฝังศพ และมีความเชื่อถือในเรื่องวิญญาณ

ที่จะกลับมาฟื้นคืนชีพได้อีก

 

ภาพเขียนสีบนเผิงหิน ที่เขาจันทร์งาม จ.นครราชสีมา

 

 

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์บริเวณภาคกลางของประเทศไทย เป็นที่อยู่อาศัย
                                                                                                                         ของกลุ่มชนที่เข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่นี้

 

เป็นกลุ่มชนสมัยก่อนประวัติศาสตร์
                                                                                                                         อายุประมาณ

4500-3500

ปีมาแล้ว

 

และได้พัฒนามาเป็นชุมชน
                                                                                                                         โบราณสมัยประวัติศาสตร์ในเวลาต่อมา

 

–      บ้านเชียง   เป็นตำบลหนึ่งในเขตอำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี มีการขุดพบโครงกระดูกมนุษย์ เครื่องปั้นดินเผาที่มีการ

เขียนลวดลายด้วยสีสรรอย่างสวยงาม นอกจากนี้ยังพบปลายหอกทำด้วยสำริด กำไลแขนสำริด ลูกปัดแก้ว ซึ่งมีอายุมากกว่า 7

,

000-5

,

000 ปีมาแล้ว หรือ

ราว 1

,

800 ปีก่อนพุทธกาล ถือเป็นแหล่งกำเนิดอารยะธรรมอันเก่าแก่ที่สุดของโลกแห่งหนึ่ง

เมื่อปี พ.ศ.2500 ได้มีการขุดพบภาชนะดินเผา ที่ตำบลบ้านเชียง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ได้พบหลักฐานทางโบราณคดี

ต่างๆ หลายประเภท ทั้งที่เป็นโครงกระดูก และภาชนะเคื่องปั้นดินเผาที่เขียนลวดลายด้วยสีแดง รวมทั้งวัตถุที่ทำด้วยหิน สำริด และเหล็ก เป็นจำนวนมาก ทาง

กรมศิลปากรได้ตรวจหาอายุด้วยวิธี

เทอร์โมมิเนสเซนต์

พบว่าเป็นโบราณวัตถุที่มีอายุราว 7

,

000

5

,

000 ปี เป็นโบราณวัตถุยุดก่อนประวัติศาสตร์

เชสเตอร์ กอร์แมน และอาจารย์พิสิฐ เจริญวงศ์ นักโบราณคดีได้ตั้งทฤษฎีเกี่ยวกับสำริดที่บ้านเชียงว่า การขุดพบสำริดในดินแดนต่างๆ

ไม่ว่าจะเป็นเอเชียไมเนอร์ ทะเลเมดิเตอเรเนียน ลุ่มแม่น้ำสินธุ ซึ่งดินแดนเหล่านั้มีแร่ทองแดงอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ไม่พบดีบุกเลย จึงเป็นไปได้ว่าดินแดน           

เครื่องปั้นดินเผาบ้านเช๊ยง

เหล่านั้นนำเอาดีบุกจากแหล่งอื่นมาใช้ ซึ่งพวกเหล่านั้นล้วนรู้วิธีการหล่อมสำริดมาก่อน ซึ่งบริเวณบ้านเชียงเองก็อยู่ในลักษณะดังกล่าวด้วย พอสันนิษฐานได้ว่า

สำริดที่บ้านเชียงน่าจะมีอายุเก่ากว่า สำริดที่พบในดินแดนอื่นๆ ของโลกทั้งหมด

ศาสตราจารย์ นายแพทย์สุด แสงวิเชียร

 ได้ศึกษาโครงกระดูกมนุษย์ยุดหินที่ค้นพบบริเวณบ้านเก่า จังหวัดกาญจนบุรี เปรียบเทียบกับโครงกระดูกของประเทศไทยในปัจจุบัน พบว่ามีความคล้ายคลึงกันเกือบทุกประการ มีเครื่องปั้นดินเผาคล้ายกัน จึงมีความเห็นว่าดินแดนภาคกลางของประเทศไทยปัจจุบันนี้ น่าจะเป็นที่อยู่อาศัยของกลุ่มชนที่เป็นบรรพบุรุษของชนชาติไทยปัจจุบัน

ศาสตราจารย์ ชิน   อยู่ดี 

ผู้เชียวชาญทางด้านโบราณคดีไทย ได้เขียนหนังสือเรื่อง

สมัยก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย

 เสนอว่า จากการสำรวจค้นคว้าด้านโบราณคดี ได้ปรากฏร่องรอยการอยู่อาศัยของมนุษย์ในดินแดนประเทศไทย ตั้งแต่ยุคหินจนถึงยุดโลหะ ต่อมาจนถึงยุคประวัติศาสตร์ โดยมีการสืบเนื่องทางวัฒนธรรมจนถึงปัจจุบัน

 

 

 

ภาชนะทองแดง

มีอายุระหว่าง

3,800

ปี

2,700

ปีมาแล้ว

 

พบที่แหล่งโบราณคดีที่บริเวณหุบเขาวง
                  พระจันทร์

 

อ่างเก็บน้ำนิลกำแหง

 

อ่างเก็บน้ำห้วยใหญ่

 

จ.ลพบุรี ได้พบหลักฐาน

การถลุงแร่ทองแดง

 

แม่พิมพ์สำหรับหล่อทองแดงเป็นจำนวนมาก

 

รูปแบบภาชนะ

ดินเผา ยังคงเป็นแบบที่คล้ายกับแบบในสมัยแรก ๆ

 

 

 

การศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับชนชาติไทย

มีนักประวัติศาสตร์หลายท่านได้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับถิ่นกำเนิดของชนชาติไทย ได้เขียนอธิบายไว้หลายแนวทาง พอสรุปได้ดังนี้

นายเอเตียน   เอโมนิเอร์

 ชาวฝรั่งเศส เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนเมืองขึ้นของฝรั่งเศส ได้เขียนไว้ในหนังสือเรื่องประเทศกัมพูชา เมื่อปี พ.ศ. 2443 ว่า

มีครอบครัวเชื้อชาติไทยใหญ่ ซึ่งเรียนว่า

ไทย

ที่แปลกกันว่าเสรีชน ประกอบด้วยหมู่ชนมากมายหลายสาขา มีความสัมพันธ์อย่างเครือญาติใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทางภาษา ชนส่วนใหญ่ของเชื้อชาติดังกล่าวได้แก่ ฉาน ลาว หรือ ลาวเฉียง ผู้ไท และชาวสยามื เมื่อก่อนคริสตศักราช ชนเชื้อาตินี้ได้มีถิ่นฐานอยู่ในที่ราบสูงยูนาน หรือธิเบตตะวันออก ต่อมาได้เคลื่อนย้ายลงมาตามทางลาดเอียงของลำน้ำ เข้ายึดครองลุ่มน้ำหลายแห่งในประเทศจีนตอนใต้ และได้แผ่ลงมาทางใต้เหมือนน้ำไหลอย่างแรง ครอบคลุมที่ราบในแหลมอินโดจีนเกือบทั้งหมด และได้ขับไล่พวกชาวป่าชาวดอยเจ้าของถิ่นเดิมให้เข้าไปอยู่ในป่าดง และภูเขา ชนชาติไทยก็เข้าครอบครองดินแดนดังกล่าว คงเหลือดินแดนให้แก่พวกพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ก่อนแล้ว คือ พวก ญวน เขมร และมลายู

พันตรี เดวิด

 ชาวอังกฤษ ได้เขียนไว้ในหนังสือ

ไทยในยูนาน

 ว่า คนจีนในยูนานกล่าวว่า ชาวกวางตุ้งนั้นเป็นเชื้อชาติฉาน (ไทยใหญ่) มีรูปร่างหน้าตาของชาวจีนตอนใต้กับพวกฉานทางเหนือเหมือนกันมาก อาจเป็นไปได้ว่าในสมัยหนึ่งพวกฉาน ได้ครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่ในประเทศจีนทางด้านทิศใต้ของแม่น้ำยังจื้อ แต่ส่วนมากถูกพวกจีนกลืนไป

พันโทมอริส อาบาดี

 ชาวฝรั่งเศส อธิบายว่า กลุ่มเชื้อชาติของกลุ่มคนที่เรียกชื่อว่า

ไทย

เป็นกลุ่มสำคัญที่สุดในบรรดาหมู่ชนทั่งหลายที่ได้พบในประเทศจีนตอนใต้ และในอินโดจีนทั้งหมด เป็นกลุ่มที่รวมหมู่มากมายหลายประเภท แต่มีลักษณะสำคัญที่เหมือนกันในทางภาษา ขนบประเพณี และจารีตวัฒนธรรม

นายดอชเรน

 ชาวอังกฤษ ซึ่งเป็นสมาชิกราชบัณฑิตยสภาอังกฤษ เกี่ยวกับทวีปเอเซีย ให้คำอธิบายว่าว่าเชื้อชาติไทย แบ่งแยกเรียกชื่อตามหมู่เหล่าหลายชื่อ แต่เป็นเชื่อชาติเดียวกัน ได้ยึดครองพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลกว่าคนเชื้อชาติอื่นๆ ในแหลมอินโดจีน ในอัสสัม ซึ่งเรียกว่า

อาหม

 ตลอดแนวเขตแดนระหว่างพม่ากับจีน แบ่งแยกเป็นหลายพวก และบางพวกก็เป็นอิสระอย่างครึ่งๆ กลางๆ เรียกชื่อตามที่พม่าเรียกว่า

ฉาน

ชนเชื้อชาติเดีวกันนี้ได้แผ่ออกไปทางใต้ใช้ชื่อว่า

ลาว

ยึดครองพื้นที่ระหว่างแม่น้ำสาละวินกับแม่น้ำโขงตอนใต้ลงไป รู้จักกันมากที่สุด และเป็นเชื้อชาติที่มีอารยธรรมสูงที่สุด คือ

ไทยสยาม

ซึ่งได้ตั้งอาณาจักรที่มีอำนาจอยู่ทางฝั่งทะเล

 

 

 

ลูกปัด กำไล ทองแดง

มีอายุระหว่าง

2,100-2,300

ปี มาแล้ว

 

ยังคงมีการผลิตทองแดงอย่างต่อเนื่อง

และพบเครื่องประดับสำริด มีการติดต่อกับวัฒนธรรมดองชอน ซึ่งเป็นวัฒนธรรม

ยุคเหล็ก มีศูนย์กลางในประเทศเวียดนามในปัจจุบัน ได้พบลูกปัดหินกึ่งรัตนชาติ

ในแหล่งโบราณคดีที่ศูนย์การทหารปืนใหญ่

 

แสดงว่าได้มีการติดต่อกับชุมชนใน

ประเทศอินเดียแล้ว มีการใช้ภาชนะดินเผารูปแบบใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นได้แก่

 

ภาชนะ

สีน้ำตาลเข้ม ด้านนอกขัดมันเป็นภาชนะประเภทหม้อ ไหก้นกลม

 

ชามก้นกลม

ศาสตราจารย์แตริอัง เดอลาคุเปอรี

   ชาวอังกฤษ ได้ตรวจสอบภาษาพูดของชาวจีนสมัยโบราณ พบว่าคำพูดของหมู่ชนที่จีนเรียกว่า

คนป่า

ในสมัยโบราณนั้น แยกออกได้เป็นสองสาขา คือ บางคำตรงกับภาษาไทย บางคำตรงกับภาษามอญและญวน เมื่อลองตรวจนับดูก็พบว่าในบรรดาคำ 19 คำ จะเป็นภาษาไทย 12 คำ นอกนั้นเป็นภาษามอญและญวน และมีอยู่มากคำที่ไม่รู้ว่าเป็นอะไร ด้วยเหตุนี้ศาสตราจารย์คุเปอรีจึงถือว่า หมู่ชนที่ชาวจีนเรียกว่าคนป่านั้นต้องเป็นเชื้อชาติหนึ่งของชนชาติ

มอญไทย

โดยที่พันธุ์มอญได้เคลื่อนลงมาทางใต้ก่อนพันธุ์ไทย และมากลายเป็น มอญ เขมร ญวน ในปัจจุบัน ศาสตราจารย์ลาคุเปอรี ได้พบจดหมายเหตุจีนกล่าวถึงชนชาติไทยเป็นครั้งแรกในรัชสมัยพระเจ้ายู้ของจีน เมื่อ 1654 ปีก่อนพุทธศักราช ชนชาติไทยได้ถูกระบุไว้ในรายงานการสำรวจภูมิประเทศของจีนในครั้งนั้น แต่จดหมายเหตุจีนเรยกชนชาติไทยว่า

มุง

และบางแห่งเรียก

ต้ามุง

คือมุงใหญ่ ถิ่นที่อยู่ของชนชาติไทยดังกล่าวนี้ อยู่ในเขตมณฑลเสฉวนของจีนในปัจจุบัน ซึ่งอยู่ในพื้นที่จีนกลางค่อนไปทางตะวันตก

มีจดหมายเหตุของจีน กล่าวถึงชนชาติไทย ได้เรียกชื่อไทยเป็นสองพวก คือ

ลุง

กับ

ปา

อาจจะเป็นได้ว่า ทิวเขากุยลุง ได้ชื่อมาจากไทยพวกที่จีนเรียกว่าลุง คำว่ากุย เป็นคำไทย แปลว่า

เขา

นอกจากนั้นยังมีชนชาติอีกพวกหนึ่ง อยู่ในพื้นที่ระหว่างมณฑลโฮนาน ฮูเป และอันฮุย แล้วได้ขยายตัวออกไปถึงทิวเขากุยลุง ทางด้านตะวันตก เราก็จะได้พบชนชาติไทยที่เรียกชื่อว่า มุง ลุง ปา ปัง และลาว บนฝั่งซ้ายของแม่น้ำแยงซีเกียง ครอบครองดินแดนตั้งแต่มณฑลเสฉวนภาคตะวันตก ต่อเนื่องทางด้านตะวันออก จนเกือบถึงทะเล และย้อนขึ้นไปทางเขตมณฑลเกียงสู ทิวภูเขาลาวในแถบนี้ก็อาจจะได้ชื่อมาจากพวกไทย ที่เรียกตัวเองว่า

ลาว

นี้เอง

เซอร์ยอร์ซ สก๊อต

   ชาวอังกฤษผู้เขียนประวัติศาสตร์พม่า ได้เขียนความตอนหนึ่งว่า เชื้อชาติไทยเป็นเชื้อชาติแผ่ไพศาลที่สุดในแหลมอินโดจีน ชาวอาหมในแคว้นอัสสัมเป็นฉาน ชาวฮักก้าในกว้างตุ้งเป็นพวกที่ไปจากฉาน อาจจะเป็นไปได้ว่าเชื่อชาติไทยประกอบส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในสี่มณฑลทางตอนใต้ของจีน

เรเวอเรนต์ เบอร์กวอล

 นักบวชชาวอังกฤษ กล่าวว่า ไทยในมณฑลกวางสี ตามอำเภอชนบทมากหลาย ปกครองโดยหัวหน้าของเขาเอง ที่สืบเชื้อสายต่อกันมา ไม่พูดภาษาจีน และถือพวกถือหมู่ ถึงขั้นไม่ยินดีรับอารยธรรมจีน

 

 

ประติมากรรม

  1. พระพุทธรูป

การปั้นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัย จะมีอยู่

4 อิริยาบถ คือ นั่ง นอน ยืน และเดิน ศิลปะที่เกี่ยวกับการปั้นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยนี้ ปรากฏว่ามีร่องรอยของศิลปะแบบลังกาและอินเดียผสมอยู่บ้าง แต่ต่อมาก็ถูกปรับปรุงให้เป็นแบบสุโขทัยเอง โดยทั่วไปพระพุทธรูปจะมีลักษณะเด่นดังนี้คือ ลักษณะส่วนโค้งงามสง่าเรียบและประณีต พระพักตร์เป็นรูปไข่ พระนาสิกแหลมงุ้ม พระเกศาทำขมวดเป็นก้นหอยแหลมสูง ยอดพระเมาลีเป็นเปลงเพลิง พระสังฆาฏิยาวจรดพระนาภี

ศิลปะพระพุทธรูปรุ่นแรกๆจะสร้างด้วยปูน ที่มีวงพระพักตร์กลมก็มีเช่น พระอัฆฐารส บนเขาสะพานหิน พระอัจนะ ในวิหารวัดศรีขุม พระพุทธรูปในคูหารอบๆพระเจดีย์องค์ใหญ่วัดข้างล้อมเป็นต้น

ในระยะหลังๆ การสร้างพระพุทธรูปจะมีศิลปะของลังกาเข้ามาผสมผสานอย่างมาก โดยมีการสร้างด้วยศิลาและสำริด ที่นิยมสร้างมากคือ พระพุทธรูปปางมารวิชัย อิริยาบทของพระพุทธรูปในสมัยสุโขทัยที่ถือว่ามีความงดงามเป็นพิเศษคือ พระพุทธรูปปางลีลา

  1. การทำเครื่องสังคโลก

เครื่องสังคโลกของสุโขทัยนอกจากจะเป็นสินค้าหัตถกรรมซึ่งเป็นที่นิยมของตลาดในสมัยนั้นแล้วยังถือว่าเป็นผลงานทางด้านศิลปกรรมที่เป็นลักษณะเฉพาะของสุโขทัยด้วย โดยช่างฝีมือจะปั้นเครื่องสังคโลกในรูปแบบต่างๆ

ปัจจัยที่มีผลต่อลักษณะทางเศรษฐกิจของอาณาจักรสุโขทัย

การพิจารณาถึงสภาพเศรษฐกิจของอาณาจักรสุโขทัยนั้น จำเป็นจะต้องพิจารณาถึงสภาพแวดล้อมของสุโขทัยว่ามีผลต่อสภาวะทางเศรษฐกิจของสุโขทัยอย่างไรบ้าง ทั้งนี้เพื่อจะได้เข้าใจถึงผลทางเศรษฐกิจที่จะเกิดตามมา

ปัจจัยที่เอื้อต่อลักษณะเศรษฐกิจของอาณาจักรสุโขทัย มีดังนี้

  1. สภาพพื้นดินและแหล่งน้ำ

พื้นที่ของอาณาจักรสุโขทัยส่วนใหญ่ไม่เหมาะแก่การเพาะปลูกเพราะบางส่วนเป็นพื้นที่ที่เป็นแอ่ง ทำให้เกิดน้ำท่วมนองอยู่ทั่วไป และมีหนองบึงมาก พื้นที่ที่เหมาะจะทำการเกษตรมีแห่งเดียวคือ พื้นที่ที่ครอบคลุมบริเวณเมืองสองแคว(พิษณุโลก) ส่วนการที่มีลำน้ำขนาดใหญ่ไหลผ่านถึง

3 สายคือ ลำน้ำปิง ผ่านเมืองตากและชากังราว (กำแพงเพชร) ลำน้ำยม ผ่านสุโขทัยและศรีสัชนาลัย ลำน้ำน่าน ผ่านทุ่งยั้ง (อุตรดิตถ์) สองแคว และสระหลวง ( พิจิตร) ลำน้ำทั้งสามสายนี้น่าจะเป็นแหล่งน้ำที่ช่วยให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ต่อการทำการเกาตร แต่ความเป็นจริงแล้ว ลำน้ำทั้งสามสายกลับมีสภาพน้ำน้อยในหน้าแล้ง และในฤดูน้ำหลากน้ำก็ไหลท่วมทั้ง 2 ฟากฝั่งทำให้ไม่เหมาะแก่การทำนา อย่างไรก็ตาม ทางอาณาจักรสุโขทัยก็พยายามที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ด้วยการจัดระบบชลประทานเข้าช่วย โดยให้มีการสร้างทำนบกักเก็บน้ำหรือสรีดภงส์ และตระพังรอบๆบริเวณกรุงสุโขทัย หัวเมืองสำคัญและแหล่งเพาะปลูกสำคัญของอาณาจักร ซึ่งสามารถแก้ไขปัญหาสภาพพื้นดินไม่สมบูรณ์และการขาดแคลนน้ำไปได้พอสมควร

  1. ที่ตั้งของสุโขทัย

สุโขทัยเป็นชุมชนที่มีลำน้ำไหลผ่านออกไปสู่ทะเลที่อ่าวไทยนอกจากนี้ยังเป็นจุดเชื่อมหัว เมืองทางตอนเหนือกับตอนใต้ได้สะดวก ทำให้สามารถเป็นศูนย์กลางการค้าทั้งทางบกและทางน้ำได้เป็นอย่างดี

  1. นโยบายของผู้ปกครองอาณาจักรสุโขทัย

นโยบายสร้างสัมพันธภาพกับแว่นแคว้นต่างๆของกษัตริย์แห่งอาณาจักรสุโขทัย ย่อมมีส่วนช่วยเสริมสร้างความเจริญรุ่งเรืองทางด้านการค้า เช่น พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ เสริมสร้างสัมพันธภาพกับแคว้นนครศรีธรรมราช พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ทรงมีพระบรมราชานุญาตให้พระราชธิดาของพระองค์ได้อภิเษกกับมะกะโท ผู้นำชาวมอญแห่งเมืองหงสาวดี ย่อมช่วยทำให้การค้าขายของสุโขทัยกับภูมิภาคทางตอนใต้ของแหลมอินโดจีนเป็นไปด้วยความราบรื่น นอกจากนี้การยกเว้นการจัดเก็บภาษีสินค้าผ่านด่านที่เรียกว่า

จังกอบ” ก็มีส่วนช่วยทำให้การค้าของอาณาจักรสุโขทัยขยายตัวด้วย

 

ปัจจัยที่เอื้อต่อการสถาปนากรุงสุโขทัย

  1. ขอมเริ่มเสื่อมอำนาจ

ในพ.ศ.

1762 นั้น ถือเป็นปีที่สิ้นสุดพระราชอำนาจของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งเป็นกษัตริย์ขอมที่มีพระบรมเดชานุภาพมากพระองค์หนึ่ง ทำให้สุโขทัยปราศจากศัตรูอันเข้มแข็งและไม่ต้องหวั่นเกรงว่าจะถูกขอมยกทัพเข้ามาปราบปรามในช่วงที่กำลังจะก่อร่างสร้างราชธานี

  1. ความเข้มแข็งของผู้นำและความสามัคคีของคนไทย

กลุ่มคนไทยในสุโขทัยนั้นได้ผู้นำที่เข้มแข็ง กล้าหาญ มีความสามารถ และมีจิตใจเสียสละต่อส่วนรวมสูง คือ พ่อขุนบางกลางหาว เจ้าเมืองบางยาง และพ่อขุนผาเมืองเจ้าเมืองราด ซึ่งสามารถชักชวนให้คนไทยผนึกกำลังความสามัคคีร่วมมือกันต่อสู้กับทหารขอม จนกระทั่งได้รับชัยชนะสามารถประกาศตนเป็นอิสระไม่ต้องอยู่ภายใต้อิทธิพลของขอมอีกต่อไป

  1. นิสัยรักความอิสระเสรีของไทย

คนไทยมีลักษณะประจำชาติอย่างหนึ่งก็คือรักความอิสระเสรี ไม่ชอบอยู่ภายใต้อำนาจและไม่ชอบการถูกกดขี่บังคับของผู้ใด ดังนั้น เมื่อพ่อขุนบางกลางหาวและพ่อขุนผาเมืองมีนโยบายที่จะขับไล่พวกขอมและปลดปล่อยกรุงสุโขทัยให้เป็นอิสระ จึงได้รับความร่วมมือสนับสนุนจากคนไทยทั้งมวลอย่างพร้อมเพรียง

  1. สภาพทำเลที่ตั้ง

เนื่องจากกรุงสุโขทัยตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำยม สามารถติดต่อกับเมืองอื่นๆได้สะดวกทั้งทางบกและทางน้ำ ในแง่ทางยุทธศาสตร์ก็ไม่ต้องหวั่นเกรงกับการถูกปิดล้อมและการส่งกำลังทหารเข้าป้องกันข้าศึก ในแง่ทางเศรษฐกิจก็เป็นชุมชนทางการค้าและการเพาะปลูกที่สามารถเลี้ยงตนเองได้ ซึ่งการจะพัฒนาบ้านเมืองให้มีความเจริญรุ่งเรือง ย่อมจะมีโอกาสประสบความสำเร็จได้ง่าย

 

ปัจจัยที่เอื้ออำนวยต่อเศรษฐกิจสมัยอยุธยา

1)

ทำเลที่ตั้ง

เอื้ออำนวยต่อการเกษตรและการค้าต่างประเทศดีกว่าอาณาจักรสุโขทัยและอื่น ๆ

2)

การสนับสนุน

จากแคว้นละโว้ (ลพบุรี) และแคว้นสุพรรณบุรี ที่สำคัญคือกำลังคนที่โยกย้ายมาจากแคว้นทั้งสองเป็นผู้ที่มีความสามารถและมีประสบการณ์ จึงมีส่วนช่วยพัฒนาเศรษฐกิจอยุธยาเป็นอย่างดี

 

พระเจ้าแผ่นดินไทย ในสมัย

ราชอาณาจักรสุโขทัย

จากหลักฐานในศิลาจารึก พระเจ้าแผ่นดินไทย ในสมัย ราชอาณาจักรสุโขทัย มีอยู่

๘ พระองค์ อยู่ในราชวงศ์ เดียวกัน คือราชวงศ์พระร่วง ปกครองอาณาจักรสุโขทัยตั้งแต่

พ.ศ. ๑๗๘๑ ถึง พ.ศ. ๑๙๘๑ รวมระยะเวลา ประมาณ ๒๐๐ ปี มีลำดับดังนี้

 

พ่อขุนศรีอินทราทิตย์

ครองราชสมบัติ ตั้งแต่ พ.ศ. ๑๗๘๑ แต่ไม่ปรากฏปีที่สิ้นสุดการครองราชสมบัติ

พระองค์ทรงนำชนชาติไทย ต่อสู้กับชนชาติขอมซึ่งเป็นใหญ่อยู่ในสุวรรณภูมิ

อันเป็นที่ตั้งของ ประเทศไทยส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ซึ่งรวมถึงกรุงสุโขทัยด้วย

ทรงได้ชัยชนะขอม และประกาศอิสรภาพ ตั้งราชอาณาจักรสุโขทัย

ทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์แรก และเป็นต้นราชวงศ์พระร่วง

 

พ่อขุนบาลเมือง

ครองราชสมบัติ พ.ศ.ใดไม่ปรากฏถึง พ.ศ. ๑๘๒๒ (ไม่มี รายละเอียด)

สำหรับพระมหากษัตริย์พระองค์นี้ เป็น พระราชโอรสของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์

และพระนางเสือง และเป็นพระเชษฐาของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช

 

พ่อขุนรามคำแหงมหาราช

ครองราชสมบัติ ตั้งแต่ พ.ศ. ๑๘๒๒ ถึง พ.ศ. ๑๘๔๒ รวม ๒๐ ปี

เป็นพระราชโอรสของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ และพระนางเสือง

เป็นพระอนุชาของพ่อขุนบาลเมือง พระองค์ได้สร้างความเจริญรุ่งเรืองแก่ราชอาณาจักรไทย

มากที่สุดพระองค์หนึ่ง กล่าวคือ

ขยายอาณาเขตประเทศไทยออกไปอย่างกว้างขวางทุกทิศทางอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ทรงประดิษฐ์อักษรไทยซึ่งเป็นรากฐานของหนังสือไทยที่ใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน

ส่งเสริมการค้าอย่างเสรี โดยไม่เก็บภาษีทั้งภายใน และภายนอกประเทศ ส่งเสริมการเกษตร

ทั้งการทำนา และการทำสวน ส่งเสริมอุตสาหกรรม เครื่องปั้นดินเผาที่เรียกว่า

เครื่องสังคโลกโดยนำวิธีการมาจากประเทศจีน เครื่องสังคโลกนี้นอกจากผลิตขาย

ภายในประเทศแล้ว ยังส่งไปขายยังต่างประเทศ ทางเรืออีกด้วย เช่น

ฟิลิปปินส์และบอร์เนียวเป็นต้น

ส่งเสริมพุทธศาสนา โดยนำพุทธศาสนา ลัทธิเถรวาท จากลังกา

มาเผยแพร่ในราชอาณาจักรสุโขทัยจนเป็นปึกแผ่น ก่อให้เกิดความสุขสงบ

มีศีลธรรมอันดีในหมู่ พสกนิกรชาวไทยอย่างกว้างขวาง นอกจากนั้นยังก่อให้เกิด

ศิลปวัตถุที่งดงาม อันเนื่องมาจากพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท เป็นมรดกล้ำค่า

ตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน

 

พระเจ้าเลอไท

ครองราชสมบัติ ตั้งแต่ พ.ศ. ๑๘๔๒ ถึง

พ.ศ. ๑๘๙๑ รวม ๔๙ ปี (ไม่มีรายละเอียดสำหรับพระองค์นี้)

พระเจ้าลิไทหรือพระมหาธรรมราชาที่ ๑

ครองราชสมบัติตั้งแต่ พ.ศ. ๑๘๙๑ ถึง พ.ศ. ๑๙๑๒ รวม ๒๑ ปี

เป็นโอรสของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ทรงเป็นทั้งนักรบ และนักอักษรศาสตร์

รวมทั้งนักพัฒนาที่สำคัญพระองค์หนึ่ง ในด้านอักษรศาสตร์ ทรงนิพนธ์

หนังสือไตรภูมิพระร่วง ซึ่งนับว่าเป็น หนังสือทางพุทธศาสนาที่สำคัญมากเล่มหนึ่ง

ด้านพุทธศาสนา และศิลปกรรม ทรงโปรดให้หล่อพระพุทธรูปสำคัญของไทยไว้ ถึง ๓

องค์ด้วยกัน คือ พระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ และ พระศรีศาสดา ด้านการพัฒนา

ทรงโปรดให้ตัดถนนเชื่อมเมืองสำคัญ ๆ ในสมัยนั้น ที่เรียกว่า ถนนพระร่วง

เพื่อให้การสัญจรไปมาได้สะดวก และน่าจะเป็นประโยชน์ในการป้องกันราชอาณาจักรอีกด้วย

 

พระเจ้าไสยลือไทย หรือ พระมหาธรรมราชาที่ ๒

ครองราชสมบัติ ตั้งแต่ พ.ศ. ๑๙๑๓ ถึง พ.ศ. ๑๙๓๑ รวม ๑๘ ปี

(

ไม่มีรายละเอียดสำหรับพระองค์นี้) พระมหาธรรมราชาที่ ๓ และพระมหาธรรมราชาที่ ๔

ครองราชสมบัติตั้งแต่ พ.ศ. ๑๙๓๑ ถึง พ.ศ. ๑๙๖๒ และ พ.ศ. ๑๙๖๒ ถึง พ.ศ. ๑๙๘๑ รวม

๓๑ ปี และ ๑๙ ปี ตามลำดับ (ไม่มีรายละเอียดสำหรับ สองพระองค์นี้)

 

 

 

 

 

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

รัชกาลที่ 4

ครองราชย์ 16 ปี (พ.ศ. 2394-2411) พระชมมายุ 66 พรรษา

เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 18

ตุลาคม พ.ศ. 2347 เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย และสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี มีพระนามเดิมว่า เจ้าฟ้ามหามาลา เมื่อพระชนมายุได้ 9 พรรษา ได้รับสถาปนาเป็นเจ้าฟ้ามงกุฎ มีพระราชอนุชาร่วมพระราชมารดา คือ เจ้าฟ้าจุฬามณี ซึ่งต่อมาได้รับสถาปนาเป็น พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว

เมื่อพระชนมายุได้ 21

พรรษา ได้ออกผนวชตามประเพณีและอยู่ในเพศบรรพชิต ตลอดรัชสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อรัชกาลที่ 3 สวรรคตจึงได้ลาสิกขามาขึ้นครองราชสมบัติ

ระหว่างที่ทรงผนวชประทับอยู่ที่วัดมหาธาตุ แล้วทรงย้ายไปอยู่วัดราชาธิวาส (วัดสมอราย) พระองค์ได้ทรงตั้งคณะสงฆ์ ชื่อ ” คณะธรรมยุตินิกาย ” ขึ้น ต่อมาทรงย้ายไปอยู่วัดบวรนิเวศวิหาร ได้รับแต่งตั้งเป็นพระราชาคณะ และได้เป็นเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศองค์แรก ทรงรอบรู้ภาษาบาลีและแตกฉานในพระไตรปิฎก นอกจากนั้น ยังศึกษาภาษาลาติน และภาษาอังกฤษจนสามารถใช้งานได้ดี

ในรัชสมัยของพระองค์ อังกฤษ สหรัฐอเมริกา และฝรั่งเศส ต่างก็ส่งทูตมาขอทำสนธิสัญญาในเรื่อง สิทธิสภาพนอกอาณาเขตให้แก่คนในบังคับของตน และสิทธิการค้าขายเสรี ต่อมาไทยได้ทำสัญญาไมตรีกับประเทศนอร์เวย์ เบลเยี่ยมและอิตาลี และได้ทรงส่งคณะทูตออกไปเจริญพระราชไมตรีกับต่างประเทศ นับเป็นครั้งที่สองของไทย นับต่อจากสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยไปยังประเทศอังกฤษ และฝรั่งเศส

ทรงจ้างชาวยุโรปมารับราชการในไทย ในหน้าที่ล่ามแปลเอกสารตำรา ครูฝึกวิชาทางทหารและตำรวจ และงานด้านการช่าง ทรงตั้งโรงพิมพ์ของรัฐบาล ตั้งโรงกษาปณ์เพื่อผลิตเงินเหรียญ แทนเงินพดด้วงและเบี้ยหอยที่ใช้อยู่เดิม มีโรงสีไฟ โรงเลื่อยจักร เปิดที่ทำการศุลกากร ตัดถนนสายหลัก ๆ ได้แก่ ถนนบำรุงเมือง ถนนเฟื่องนคร ถนนเจริญกรุง และถนนสีลม มีรถม้าขึ้นใช้ครั้งแรก ขุดคลองผดุงกรุงเกษม คลองมหาสวัสดิ์ คลองภาษีเจริญ คลองดำเนินสะดวก และคลองหัวลำโพง

ด้านการปกครอง ได้จัดตั้งตำรวจนครบาล ศาล แก้ไขกฎหมายให้ทันสมัย ให้เสรีภาพในการนับถือศาสนา

ด้านศาสนา ได้สร้างวัดราชประดิษฐ์ วัดมงกุฎกษัตริยารามและวัดปทุมวนาราม เป็นต้น ทรงวชาญทางโหราศาสตร์ สามารถคำนวณการเกิดจันทรุปราคา และสุริยุปราคาได้อย่างแม่นยำ ทรงคำนวณการเกิดสุริยุปราคาหมดดวงในวันขึ้น 1

ค่ำ เดือน 10 ปี พ.ศ. 2411 ณ ตำบลหว้ากอ(คลองวาฬ) จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้อย่างถูกต้อง

 

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

รัชกาลที่

5

ครองราชย์

42

ปี (พ.ศ.

2411-2453)

พระชนมายุ

58

พรรษา

เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 20

กันยายน พ.ศ.2396 มีพระนามเดิมว่า เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์ ก่อนขึ้นครองราชย์ทรงดำรงพระยศเป็น กรมขุนพินิตประชานาถ

พระองค์ได้ทรงสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ประเทศนานัปการ ทรงบริหารประเทศก้าวหน้าทัดเทียมนานาอารยประเทศ ทรงประกาศเลิกทาส ปรับปรุงระบบการศาล ตั้งกระทรวงยุติธรรม ปรับปรุงกฎหมายต่าง ๆ ส่งเสริมการศึกษาอย่างกว้างขวางในหมู่ประชาชนทั่วไป ตั้งกระทรวงธรรมการ ตั้งโรงเรียนฝึกหัดครู ส่งนักเรียนไทยไปศึกษาในยุโรป สร้างการรถไฟ โดยทรงเปิดเส้นทางเดินรถไฟสายกรุงเทพ ฯ ถึงนครราชสีมา เมื่อวันที่ 9

มีนาคม พ.ศ. 2421 สร้างโรงไฟฟ้า จัดให้มีการเดินรถรางขึ้นในกรุงเทพ ฯ จัดตั้งการ ไปรษณีย์โทรเลข เมื่อ พ.ศ. 2421 สร้างระบบการประปา ฯลฯ

ด้านการต่างประเทศ ทรงมีวิสัยทัศน์กว้างไกลยิ่งนัก ได้ทรงนำประเทศไทยให้ รอดพ้นจากการเป็นเมืองขึ้นของชาติตะวันตกได้ตลอดรอดฝั่ง โดยดำเนินวิเทโศบาย ผูกสัมพันธไมตรีกับประเทศมหาอำนาจเพื่อคานอำนาจ พระองค์ได้เสร็จประพาสยุโรป ถึงสองครั้ง โดยได้เสร็จเยือนประเทศ ฝรั่งเศส รัสเซีย เยอรมนี อังกฤษ ออสเตรีย ฮังการี เบลเยี่ยม อิตาลี สวีเดน และเดนมาร์ก เมื่อ ปี พ.ศ. 2440

ทรงแต่งตั้งราชทูตไปประจำ ประเทศต่าง ๆ ในปี พ.ศ. 2424 ได้แก่ อิตาลี เยอรมัน เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม ออสเตรีย ฮังการี เดนมาร์ก สวีเดน โปรตุเกส นอร์เว และ สเปน อังกฤษ ในปี พ.ศ. 2425 สหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2427 รัสเซียในปี พ.ศ. 2440 และญี่ปุ่นใน ปี พ.ศ. 2442

พระองค์ทรงปกครองอาณาประชาราษฎร ให้เป็นสุขร่มเย็นโปรดการเสด็จประพาสต้น เพื่อให้ได้ทรงทราบความเป็นอยู่ที่แท้จริงของพสกนิกร ทรงสนพระทัยในวิชาความรู้ และวิทยาการแขนงต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง และนำมาใช้บริหารประเทศให้ เจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็ว พระองค์จึงได้รับถวายพระราชสมัญญานามว่า

สมเด็จพระปิยะมหาราช

ด้านการพระศาสนา ทรงทำนุบำรุง และจัดการให้เหมาะสม เจริญรุ่งเรือง ทรงสถาปนามหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัยขึ้น ณ วัดมหาธาตุ และมหามงกุฎราชวิทยาลัยขึ้น ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เพื่อให้เป็นสถานศึกษาพระปริยัติธรรม และวิชาการชั้นสูง นอกจากนั้น ยังทรงสร้างวัดเทพศิรินทราวาส และวัดเบญจมบพิตร ซึ่งนับว่าเป็นสถาปัตยกรรมที่งดงามยิ่งแห่งหนึ่งของกรุงเทพ ฯ

 

 

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

รัชกาลที่ ๙ ครองราชย์ ตั้งแต่ ปี พ.ศ.๒๔๘๙

จนถึงปัจจุบัน

เสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๐ ณ มลรัฐแมซซาชูเซทส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นพระราชโอรสองค์เล็กของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร์ อดุลยเดชวิกรม บรมราชชนกและสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

เมื่อพระชนมายุได้ ๑ พรรษา ได้เสร็จนิวัตสู่ประเทศไทยในปี พ.ศ. ๒๔๗๑ ภายหลังจากที่สมเด็จพระราชบิดาเสด็จทิวงคตแล้ว ได้เสด็จกลับไปประทับที่เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และเข้ารับการศึกษา ณ ที่นั้น เมื่อสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙ ได้เสด็จขึ้นครองราชย์สืบแทน เมื่อพระชนมายุได้ ๑๙ พรรษา โดยมีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ แล้วทรงเสด็จไปศึกษาต่อในวิชานิติศาสตร์ ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

พระองค์ได้เสด็จนิวัติสู่ประเทศไทย เมื่อ ปี พ.ศ. ๒๔๙๓ เพื่อถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลและได้ทรงเข้าพระราชพิธี อภิเษกสมรสกับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งขณะนั้นดำรงพระยศ เป็น ม.ร.ว.สิริกิต์ กิติยากร พระธิดาของพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ และได้ประกาศ พระบรมราชโองการสถาปนาเป็นสมเด็จพระบรมราชินี

ได้มีพระบรมราชาภิเษก เฉลิมพระปรมาภิไธยว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร์ รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร์ สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๓

ได้เสด็จกลับไปทรงศึกษาต่อ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๙๓ จนถึงปี พ.ศ. ๒๔๙๔ จึงเสด็จนิวัติพระนคร ได้เสด็จออกผนวช ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๙๙ แล้วเสด็จประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ระหว่างที่ทรงผนวช สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จึงได้รับโปรดเกล้า ฯ ให้สถาปนาเป็นสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเป็นเอนกประการ แผ่ไพศาลไปทั่วทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ทรงเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศทั้งในยุโรป เอเชีย และ อเมริกา เพื่อเจริญพระราชไมตรีอย่างกว้างขวาง ปรากฎพระเกียรติคุณอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ด้านในประเทศทรงเสด็จเยี่ยมเยียนราษฎรในชนบทที่อยู่ห่างไกล เพื่อรับ ทราบปัญหาต่าง ๆ โดยตรงและได้ทรงริเริ่มโครงการตามพระราชดำริ เพื่อแก้ปัญหาเหล่านั้น พร้อมทั้งพัฒนาให้ดีขึ้น เพื่อให้สามารถช่วยตนเองได้

พระราชกรณียกิจของพระองค์ ทั้งในฐานะที่ทรงเป็นพระประมุขของประเทศ และในฐานะส่วนพระองค์เป็นไปอย่างไม่หยุดยั้ง ทรงเต็มเปี่ยมด้วยทศพิธราชธรรม ทรงมีพระอัจฉริยภาพในด้านต่าง ๆ ยากที่จะหาผู้เสมอเหมือน ทรงมีพระราชศรัทธาตั้งมั่น และแตกฉานในพระศาสนาและทรงถ่ายทอดแก่พสกนิกรของพระองค์ในทุกโอกาส ดังเราจะได้พบในพระบรมราโชวาทที่พระราชทานแก่ประชาชนในโอกาสต่าง ๆ อย่างมิรู้สิ้น

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล

รัชกาลที่ ๘ ครองราชย์ ๑๓ ปี (พ.ศ.๒๔๗๗- ๒๔๘๙) พระชนมายุ ๒๑

พรรษา

เสด็จพระราชสมภพ เมื่อ วันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๘ ณ เมืองไฮเดลเบิร์ก ประเทศเยอรมัน ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่สองของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร์ อดุลยเดชวิกรม บรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

เมื่อพระชนมายุได้ ๓ เดือน ได้ตามเสด็จพระบรมชนกนาถและพระราชมารดา ไปประทับอยู่ ณ ประเทศฝรั่งเศสและสหรัฐอเมริกา จนพระชนมายุได้ ๓ พรรษา จึงเสด็จกลับประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๑ หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง สมเด็จพระราชชนนีได้นำเสด็จไปประทับอยู่ ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๖

เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสละราชสมบัติ เมื่อ วันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ พระองค์ได้เสด็จขึ้นครองราชย์ เมื่อพระชนมายุได้ ๑๐พรรษา จึงต้องมีคณะผู้สำเร็จราชการแผ่นดินปฏิบัติหน้าที่แทนพระองค์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนุวรรตน์จาตุรงต์ เป็นประธาน ต่อมาพระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา เป็น ประธาน

พระองค์มีน้ำพระราชหฤทัยเปี่ยมด้วยพระเมตตากรุณาในพสกนิกร โปรดการ ศึกษา การกีฬา การช่างและการดนตรี ได้เสด็จไปศึกษาต่อ ณ ประเทศสวิต- เซอร์แลนด์ เมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒ สงบ ได้เสด็จนิวัติประเทศไทย เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๘ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จึงได้ถวายราชกิจ เพื่อให้ทรงบริหารโดยพระราชอำนาจ

เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๘๙ ได้เกิดเหตุการณ์อันไม่คาดฝัน พระองค์ต้องอาวุธปืน เสด็จสวรรคต ณ ที่นั่งบรมพิมานในพระบรมมหาราชวัง ยังความเศร้าสลด และความอาลัยรักจากพสกนิกรเป็นที่ยิ่ง

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าอยู่หัว

รัชกาลที่ 3

ครองราชย์ 26 ปี (พ.ศ. 2367-2394) พระชนมายุ 64 พรรษา

เสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันที่ 31

มีนาคม พ.ศ. 2330 มีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าทับ เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยและเจ้าจอมมารดาเรียบ ก่อนขึ้นครองราชย์ทรงดำรงพระยศเป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ได้ทรงเคยว่าราชการ มาหลายตำแหน่ง เช่น กรมท่า (กระทรวงการต่างประเทศ) กรมพระคลังมหาสมบัติ กรมตำรวจ และผู้ว่าความในศาลฎีกา

ในรัชสมัยของพระองค์ เจ้าอนุวงศ์เวียงจันทร์ เอาใจออกห่าง กระด้างกระเดื่อง เป็นกบฎไปเข้ากับญวณ แล้วฉวย

โอกาสยกทัพเข้าตีเมืองอุบล ร้อยเอ็ด ตัวเจ้าอนุวงศ์เองยกทัพจากเวียงจันทร์ลงมาตีเมืองนครราชสีมาได้แล้วให้ทัพหน้าเข้าตีสระบุรี พระองค์ได้จัดทัพใหญ่เตรียมรับศึก ในกรุงเทพ ฯ ได้จัดการป้องกันพระนคร วางกำลัง รายรอบเมืองตั้งแต่ทุ่งบางเขนถึงทุ่งหัวลำโพง จัดกำลังทหารไปตั้งรับที่สระบุรี ทัพเจ้าอนุวงศ์ได้กวาดต้อนผู้คนไปเวียงจันทร์ทุกวัน คุณหญิงโม ภรรยาปลัดเมืองนครราชสีมา เป็นหัวหน้ารวบรวมพวกเชลยไทยต่อสู้ พอทัพจากกรุงเทพ ฯ ยกขึ้นไปช่วย เจ้าอนุวงศ์จึงถอยทัพกลับไปเวียงจันทร์ โดยวางกำลังคอยต้านทานกองทัพไทย ที่ยกไปตีเวียงจันทร์ไว้ที่เมืองหล่มเก่า และเมืองภูเขียว

โปรดให้กรมพระราชวังบวรเป็นแม่ทัพ ยกทัพผ่านนครราชสีมา ขึ้นไปตีเวียงจันทร์สายหนึ่ง อีกสายหนึ่งให้กรมหมื่นสุรินทร์รักษ์เป็นแม่ทัพยกไปตีฝ่ายเจ้าอนุวงศ์ ที่มายึดเมืองอุบล และเมืองร้อยเอ็ด แล้วไปบรรจบกับกองทัพใหญ่ที่เวียงจันทร์ อีกสายหนึ่งให้เจ้าพระยาอภัยภูธรเป็นแม่ทัพ ยกไปตีฝ่ายเจ้าอนุวงศ์ที่เมืองหล่มสัก แล้วไปบรรจบทัพใหญ่ที่เวียงจันทร์ กองทัพไทยปราบกบฎเจ้าอนุวงศ์ได้ราบคาบ ตีกรุงเวียงจันทร์แตก จับเจ้าอนุวงศ์ได้ ในปี พ.ศ. 2371

เสร็จศึกแล้วได้โปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งคุณหญิงโม เป็นท้าวสุรนารี

ในรัชกาลของพระองค์ ประเทศไทยได้เริ่มเปิดประเทศรับชาวยุโรปอย่างกว้างขวาง อังกฤษ และ สหรัฐอเมริกา ส่งทูตเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับไทย การค้าขายกับ อังกฤษรุ่งเรืองมาก บางคราวมีเรือสินค้าเข้ามาจอดในแม่น้ำเจ้าพระยาถึง 50

ลำ ทาง สหรัฐอเมริกาได้ส่งมิชชันนารีเข้ามาสอนศาสนา และนำเอาวิชาการแพทย์แผนใหม่ โรงพิมพ์หนังสือพิมพ์ และสอนภาษาอังกฤษให้คนไทย ผู้ที่ควรได้รับเกียรติในผลงานนี้ คือ หมอบรัดเลย์

ทรงโปรดให้มีประกาศห้ามนำฝิ่นเข้ามาขายในประเทศ และให้เก็บฝิ่นที่มีอยู่ในประเทศ นำไปเผาทั้งหมด

ด้านพระศาสนา ทรงทำนุบำรุงพุทธศาสนา สร้างวัดใหม่ 9

วัด บูรณะวัดเก่า 60 วัด โปรดเกล้า ฯ ให้สร้างพระนอนใหญ่ที่วัดโพธิ์ และในรัชกาลนี้ ได้มีกวีแก้วแห่งกรุงรัตนโกสินทร์เกิดขึ้น คือ สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส (พระองค์ วาสุกรี พระราช โอรสในรัชกาลที่ 1)

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

รัชกาลที่ ๗ ครองราชย์ ๙ ปี (พ.ศ. ๒๔๖๘-๒๔๗๗) พระชนมายุ ๔๘

พรรษา

เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๓๖ มีพระนามเดิมว่าสมเด็จเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ เป็นพระราชโอรสพระองค์เล็กของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ได้รับสถาปนาเป็นกรมขุนสุโขทัยธรรมราชา เมื่อพระชนมายุได้ ๑๒ พรรษา ได้เสด็จไปศึกษาวิชาการทหารบก ที่ประเทศอังกฤษ และฝรั่งเศส

สำเร็จการศึกษาแล้วเสด็จกลับประเทศไทย เข้ารับราชการที่กองพันทหารปืนใหญ่ ที่ ๑ รักษาพระองค์ ในตำแหน่งผู้บังคับกองร้อย ต่อมาได้รับราชการในตำแหน่ง ผู้บังคับการโรงเรียนนายร้อยทหารบกชั้นปฐม ปลัดกรมเสนาธิการทหารบก ผู้บัญชาการกองพลทหารบกที่ ๒ แล้วได้ทรงกรมเป็นกรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา

เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๘ ในช่วงเวลาที่ เศรษฐกิจของประเทศและของโลกกำลังทรุดหนัก อันเป็นผลเนื่องมาจากสงครามโลก ครั้งที่ ๑ ซึ่งพระองค์ก็ได้ทรงแก้ไขอย่างเต็มพระกำลังความสามารถจนประเทศไทย ได้รอดพ้นจากวิกฤติการณ์นั้นได้

ในรัชสมัยของพระองค์ ไทยสามารถติดต่อกับนานาประเทศทางวิทยุ และโทรเลขได้โดยทั่วไปเป็นครั้งแรก ทรงพระราชทานนามหอสมุดแห่งชาติ พิมพ์พระไตรปิฎกเล่มใหม่ สร้างโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย เปิดเดินรถไฟไปถึงชายแดนไทยติดต่อกับเขมร แก้ไขระบบการจัดเก็บภาษีอากรใหม่ ตั้งสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยประกาศพระราชบัญญัติเงินตรา และทรงตรากฎหมายอื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมาก สร้างสะพานพระปฐมบรมราชานุสรณ์ (

สะพานพระพุทธยอดฟ้า ฯ)

วันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ คณะราษฎร์ ได้ปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง ต่อมาเมื่อวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ พระองค์ได้ตัดสินพระทัยสละราชสมบัติ ต่อมาได้เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ ณ ประเทศอังกฤษ

พระราชหัตถเลขาที่ทรงลาออกจากราชบัลลังค์ มีความตอนหนึ่งว่า

ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจโดยสิทธิขาดและโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร”

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

รัชกาลที่ 1

พ.ศ. 2325-2352 ครองราชย์ 27 พรรษา พระชนมายุ 74 พรรษา

องค์ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี เสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันที่ 20

มีนาคม พ.ศ. 2279 ตรงกับ วันพุธแรม 5 ค่ำ เดือน 4 ปีมะโรง ได้รับราชการ ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นหลวงยกกระบัตรเมืองราชบุรี เป็นพระยาราชนรินทรในกรมพระตำรวจ เจ้าพระยาจักรี และสมเด็จพระยามหากษัตริย์ศึก สมุหนายกและแม่ทัพใหญ่ในสมัยกรุงธนบุรี ทรงปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าแผ่นดินแห่งกรุงสยาม เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 ทรงย้ายเมืองหลวงจากกรุงธนบุรีมาเป็นกรุงเทพมหานคร เริ่มสร้างพระบรม มหาราชวังและสร้างวัดพระศรีรัตนศาสดารามเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต เสร็จในปี พ.ศ. 2327

ทรงเป็นนักรบและตรากตรำการสงครามมาตั้งแต่ปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา ตลอดสมัยกรุงธนบุรีและในรัชสมัยของพระองค์เอง ในด้านการศาสนา ได้โปรดให้มีการสังคายนา ชำระพระไตรปิฎก พร้อมทั้งอรรถกถา ฎีกา ฯลฯ ณ วัดมหาธาตุ โปรดเกล้า ฯ ให้สร้างหอมณเฑียรธรรมขึ้นในบริเวณวัดพระแก้ว พระบรมมหาราชวัง สำหรับเป็นที่เก็บคัมภีร์ ทางพระพุทธศาสนา และทรงจัดการปกครองคณะสงฆ์ให้เรียบร้อย

พระราชานุกิจ (กิจวัตรประจำวัน) ของพระองค์ ตลอดรัชสมัย เป็นที่น่าประทับใจ พระองค์ทรงงานตั้งแต่เช้าตรู่ จนดึกดื่นทุกวันมิได้ขาด เริ่มตั้งแต่ ทรงบาตรถวายภัตตาหารพระสงฆ์ ฟังรายงานจากพระคลังมหาสมบัติ ออกรับพระ บรมวงศานุวงศ์ และขุนนาง ฟังรายงานและ วินิจฉัยคดีจาก จางวางและปลัดกรมตำรวจ วินิจฉัยเหตุการณ์บ้านเมืองทั้งข้าราชการจากฝ่ายทหารและพลเรือน แล้วจึงเสวยพระกระยาหารเช้า แล้วพบข้าราชการฝ่ายใน หลังพระกระยาหารค่ำ ทรงฟังพระธรรมเทศนา ฟังรายการใช้จ่ายเงินคลัง การก่อสร้าง เสร็จแล้วเสด็จออกรับขุนนาง ทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน กรมท่านำใบบอกหัวเมืองมากราบทูล ทรงวินิจฉัย ปัญหาต่าง ๆ อยู่จน 4

ทุ่ม หรือดึกกว่านั้น แล้วจึงเสด็จขึ้น

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

รัชกาลที่ 2

พ.ศ. 2352-2367 ครองราชย์ 15 พรรษา พระชนมายุ 58 พรรษา

เสด็จพระราชสมภพ เมื่อ วันที่ 24

กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2310 พระนามเดิมว่า ฉิม เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ก่อนขึ้นครองราชย์ทรงดำรงพระยศเป็น เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ตำแหน่งพระมหาอุปราชกรมพระราชวับวรสถานมงคล พระองค์มีความสามารถทางอักษรศาสตร์เป็นอย่างดี ทรงร่วมนิพนธ์วรรณคดี กับสมเด็จพระราชบิดาไว้หลายเรื่อง ได้แก่ อุณรุท รามเกียรติ์ อิเหนา และดาหลัง ซึ่งเรียกว่า พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 1

นอกจากนี้ยังได้ทรงนำบทละครเก่ามานิพนธ์ขึ้นใหม่ ได้แก่ ไกรทอง คาวี ไชยเชษฐ์ สังข์ทอง มณีพิไชย ฯลฯ ด้านดนตรี ทรงเป็นเอตทัคคะในทาง สีซอสามสาย

ด้านศิลปะ โปรดการเขียนลวดลายอันวิจิตรงดงาม ตัวอย่างที่เด่นชัดปรากฎที่บานประตูวัดสุทัศน์เทพวราราม เมื่อปฐมวัยได้ ทรงติดตามพระราชบิดาไปในงานสงครามแทบทุกครั้ง ตั้งแต่พระชมมายุได้ 8

พรรษา

ทรงผนวช เมื่อพระชนมายุ 22

พรรษา ทรงจำพรรษา ณ วัดราชาธิวาส (วัดสมอราย) เป็นเวลา 1 พรรษา ลาผนวชแล้ว ทรงอภิเษกสมรสกับพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้าหญิงบุญรอด ซึ่งต่อมาได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี ในรัชสมัยของพระองค์ ประเทศโปรตุเกส และประเทศอังกฤษ ได้ส่งผู้แทนทางการทูต มาเจริญสัมพันธไมตรีเป็นครั้งแรก ในสมัยรัตนโกสินทร์ คือ ได้ส่งมา เมื่อ พ.ศ. 2361 และ พ.ศ. 2363 ตามลำดับ ด้านกฎหมาย ทรงปรับปรุงและออกกฎหมายต่าง ๆ ได้แก่ กฎหมายห้ามขายฝิ่น สัญญาเกี่ยวกับการซื้อขายที่ดิน พินัยกรรม และกฎหมายอาญาอื่น ๆ เช่น ความผิดเกี่ยวกับการลงโทษ ทั้งฝ่ายอาณาจักรและพุทธจักร

สุนทรภู่ กวีเอกของไทย มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันทั่วไปในรัชกาลนี้

 

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

รัชกาลที่ ๖ ครองราชย์ ๑๖ ปี (พ.ศ.

๒๔๕๓-๒๔๖๘) พระชนมายุ ๔๖ พรรษา

เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๒๓ มีพระนามเดิมว่า สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จเจ้าฟ้า กรมขุนเทพทวาราวดี เมื่อพระชนมายุได้ ๘ พรรษา เมื่อพระชนมายุได้ ๑๑ พรรษา ได้เสด็จไปศึกษาวิชาการที่ประเทศอังกฤษ ทรงศึกษาในมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด และศึกษาวิชาการทหารบก ที่โรงเรียนนายร้อยแซนด์เฮิสต์ ได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระบรม โอรสาธิราชสยามมงกุฎราชกุมาร เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๗

เสด็จกลับประเทศไทยแล้ว ทรงเข้ารับราชการในตำแหน่งจเรทัพบก และทรงบัญชาการทหารมหาดเล็ก ดำรงพระยศพลเอก

เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ เมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๓ ได้ทรงปรับปรุงด้านการศึกษาของไทย โปรดให้ตราพระราชบัญญัติประถมศึกษา ให้เป็นการศึกษาภาคบังคับ ทรงตั้งกระทรวงการทหารเรือ กองเสือป่า และกองลูกเสือ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กรมศิลปากร โรงไฟฟ้าหลวงสามเสน คลังออมสิน กรมสถิติพยากรณ์ กรมสรรพากร กรมตรวจเงินแผ่นดิน กรมมหาวิทยาลัย กรมรถไฟหลวง และเปิดเดินรถไฟไปเชื่อมกับมลายู ตั้งสถานเสาวภาและกรมร่างกฎหมาย ทรงเปลี่ยนการใช้ รัตนโกสินทรศก (ร.ศ) เป็นพุทธศักราช (พ.ศ.)

พระองค์ได้ทรงปลูกฝังความรักชาติให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชาวไทย ทรงเป็นศิลปิน และส่งเสริมงานประพันธ์เป็นอย่างมาก ทรงเป็นผู้นำในการประพันธ์วรรณคดีไทย ทั้งที่เป็นร้อยแก้วและร้อยกรอง ทรงเขียนหนังสือทางด้านประวัติศาสตร์ และด้านการทหารไว้เป็นจำนวนมาก ประมาณถึง ๒๐๐ เรื่อง พระองค์จึงได้รับถวายพระราชสมัญญานามว่า

สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า ทรงเป็นนักปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่งของไทย

การปกครองประเทศ ได้ทรงเจริญรอยตามสมเด็จพระราชบิดา สานต่องานที่ยังไม่เสร็จสิ้น ในรัชสมัยของพระองค์ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๑ โดยมีสมรภูมิอยู่ในทวีปยุโรป ทรงตัดสินพระทัยประกาศสงครามกับเยอรมัน โดยเข้าร่วมกับสัมพันธมิตร ได้ส่งทหารไทยไปร่วมรบ ณ ประเทศฝรั่งเศส ผลที่สุดได้เป็นฝ่ายชนะสงคราม ทำให้ไทยได้รับการแก้ไขสนธิสัญญา ที่ไทยเสียเปรียบต่างประเทศได้เป็นอันมาก

พระสงฆ์

เป็นบุคคลที่มีลักษณะพิเศษกว่าบุคคลอื่นในสังคมไทย กล่าวคือ เป็นผู้ที่มีฐานะสูงกว่าสามัญชนไม่ว่าในตำแหน่งฐานะใด หรือแม้แต่พระมหากษัตริย์ให้ความเคารพพระสงฆ์โดยการไหว้ เมื่อได้บวชในพระศาสนาแล้ว ฐานะจะเปลี่ยนไปทันที แม้บิดา มารดาก็ต้องกราบไหว้

สถาบันสงฆ์ยังเป็นที่พึ่งพิงของคนทุกชั้นในสังคม ทั้งทางจิตใจและพิธีกรรมทุกๆอย่างตั้งแต่เกิดจนตาย เทศนาสั่งสอนอบรมศีลธรรมจรรยาและทางดำเนินชีวิต ตลอดจนเป็นแหล่งถ่ายทอดศิลปวิทยาการความรู้แขนงต่างๆ

ผู้ที่บวชเป็นพระภิกษุสงฆ์มาจากคนทุกระดับชั้นในสังคม แต่ส่วนใหญ่มาจากสังคม จำนวนพระภิกษุมีไม่มากนักถ้าเปรียบเทียบกับขุนนาง ข้าราชการ หรือไพร่ แต่จำนวนคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องขึ้นอยู่กับพระสงฆ์และวัดกลับมีมากแลอาจมากกว่าพนะสงฆ์เสียอีก

พระสงฆ์ได้รับการยกเว้นจากทางราชการไม่ต้องเกณฑ์แรงงานหรือเข้าเวรทำงานให้มูลนายตลอดเวลาที่อุปสมบทอยู่ นอกจากนี้วัดต่างๆมีที่ดินไร่นาซึ่งมีผู้ถวายไว้ เรียกว่า ที่ดินกัลปนาและมีข้าพระคอยทำงานบนที่ดินของสงฆ์ให้เกิดประโยชน์ ผลประโยชน์บนที่ดินกัลปนานั้น วัดไม่ต้องเสียภาษี วัดต่าง ๆ จึงมั่งคั่งร่ำรวย

ความสำคัญของพระภิกษุสงฆ์และสถาบันสงฆ์ดังกล่าว ทำให้ทางฝ่ายบ้านเมืองต้องเข้ามากำกับดูแลและปกป้อง กล่าวคือ พระมหากษัตริย์ทรงให้พระราชอำนาจผ่านเจ้าหน้าที่บ้านเมืองที่ดูแลกิจการสงฆ์ในการบังคับให้ภิกษุอลัชชีที่ทำให้พระศาสนามัวหมอง สึกจากสงฆ์ และลงพระราชอาญาแก่บุคคลเหล่านั้น ในสมัยสุโขทัยพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งพระเถระชั้นผู้ใหญ่ให้ดำรงสมณศักดิ์เป็น ปู่ครู มหาเถร และสังฆราชและในสมัยอยุธยามีการจัดการปกครองคณะสงฆ์ โดยพระมหากษัตริย์ทรงตั้งพระภิกษุสงฆ์ให้มียศตำแหน่งราชทินนามและศักดินาเช่นเดียวกับตำแหน่งขุนนางข้าราชการในระบบอยุธยา

พัฒนาการของวรรณคดีในอาณาจักรอยุธยา

  • พ.ศ. 1893 – 2199

    วรรณคดีชิ้นสำคัญสุด ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือทางการเมืองของชนชั้นปกครองคือ ลิลิตโองการแช่งน้ำ งานที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา คือ มหาชาติคำหลวง , กาพย์มหาชาติการทำสงครามกับอาณาจักรล้านนา บันทึกอยู่ในลิลิตญวนพ่าย

  • พ.ศ. 2199 – 2231

    ช่วงสมัยพระนารายณ์ถึงสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เป็นยุคทองของวรรณคดีงานเขียนที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา คือ สมุทรโฆษคำฉันท์ ของสมเด็จพระนารายณ์ พระนารายณ์มีราชโองการให้แต่งจินดามณี นับว่าเป็นแบบเรียนภาษาไทยเล่มแรก

  • พ.ศ. 2275 – 2310

    นับแต่สิ้นแผ่นดินสมัยสมเด็จพระนารายณ์ วรรณคดีเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา คือ นันโทปนันท์สูตรคำหลวง , พระมาลัยคำหลวง สมเด็จพระบรมโกศทรงพระนิพนธ์เรื่องกลอนชะลอพระพุทธไสยาสน์

มูลเหตุแห่งการปฏิวัติ

  1. มีนักเรียนไปศึกษาในต่างประเทศเป็นจำนวนมากขึ้น ได้ไปรู้เห็นวิธีการปกครองและระบอบการปกครอง การเมืองที่ ประชาชนมรสิทธิเสรีภาพ และมีส่วนร่วมในการบริหารประเทศเป็นอย่างดี จึงต้องการให้ประเทศชาติของตนมีระบอบการปกครองแบบนั้นบ้าง
  2. มีการประฏิวัติและความเคลื่อนไหวทางการเมืองในประเทศ ใกล้เคียง เช่น ญี่ปุ่น และตุรกี ได้เป็นเครื่องกระตุ้นเตือน ให้คิดที่จะทำตามบ้าง
  3. เนื่องจากเศรษฐกิจตกต่ำ รวมทั้งการเพิ่มภาษี ก่อมให้เกิดความเดือดร้อน จึงทำให้ประชาชนไม่พอใจในการบริหารของรัฐบาล และคิดว่าการปกิวัติจะช่วยแก้ปัญหาได้ ซึ่งบางประเทศทำสำเร็จไปแล้ว
  4. มีหนังสือพิมพ์มีส่วนในการปลุกโน้มน้าวจิตใจประชาชนให้เกลียดรัฐบาลได้ง่าย และมีการปลุกให้ตื่นตัวขึ้นในเรื่องสิทธิและเสรีภาพของตน
  5. ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชล้าสมัย เพราะว่าประชาชนได้รับการศึกษาสูงขึ้น จึงมีแนวคิดว่า การที่จะปล่อยให้คน คนเดียวมีอำนาจในการปกครองประเทศนั้น ย่อมมีการบกพร่องผิดพลาดได้ง่าย
  6. ประชาชนเกิดความเกลียดชังในการปกครองระบอบระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช ที่ให้เจ้ามีอภิสิทธิเหนือกว่าประชาชนสามัญ และทำให้เกิดความรู้สึกสูงต่ำขึ้นในจิตใจ

สาเหตุเหล่านี้ทำให้เกิดการปฏิวัติ เมื่อวันที่ 24

มิถุนายน พ.ศ.2475

สมัยก่อนการปฏิรูปการปกครอง

ของสมเด็จพระรามาธิบดีที่

1 (พระเจ้าอู่ทอง)

การปกครองภายในเมือง คือ กรม แบ่งเป็นเวียง วัง คลัง นา หรือเรียกว่า จตุสดมภ์ ซึ่งรับมาจากประเทศอินเดีย

ขุน ยศสูงสุดของขุนนางตำแหน่งพลเรือนสำหรับขุนนางทางการทหารมีตำแหน่งขุนพลเป็นแม่ทัพ การปกครองเมืองในอาณาเขตเป็นลักษณะให้เจ้านายที่เป็นพระราชวงศ์ใกล้ชิดไปปกครองหัวเมืองสำคัญ เรียกว่า เมืองลูกหลวง เช่น เมืองสุพรรณบุรี ลพบุรี เมืองแพรกศรีราชา เมืองชัยนาท

เมืองหลานหลวง เช่น เมืองอินทร์บุรี

 

สมัยปฏิรูปการปกครองในพุทธศตวรรษที่

21

ในสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พ.ศ.

1991-2031

การจัดระเบียบการบริการราชการเมืองหลวงได้มีการตราพระอัยการตำแหน่งนาพลเรือน นาทหาร หัวเมือง กฏมณเฑียรบาล จัดระเบียบกรมกอง กำหนดตำแหน่งบรรดาศักดิ์ ราชทินนาม ศักดินาให้กับขุนนางทุกตำแหน่ง และครอบคลุมถึงเจ้านายพระราชวงศ์ ข้าราชการระดับล่าง สามัญชนที่เป็นไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินทุกคน พระสงฆ์ ทาส ยาจก วนิพก มีการตั้งกรมกลาโหมมีอัครมหาเสนาบดีตำแหน่งสมุหกลาโหมเป็นผู้ควบคุมดูแลกรมมหาดไทย มีอัครมหาเสนาบดี ตำแหน่งสมุหนายกควบคุมบังคับบัญชาเป็นหัวหน้าขุนนางสมุหกลาโหมดูแลกรมกองในวงงานฝ่ายทหาร ทั้งวสองเป็นประธานในคณะลูกขุนฝ่ายทหารและพลเรือนมีหน้าที่ประชุมปรึกษาวินิจฉัยข้อราชการต่างๆชั้นหนึ่งก่อนที่จะนำขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อวินิจฉัยและดำรัสสั่ง ในรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2

ได้ตั้งกรมพระสุรัสวดีทำสารบาญชีจดทะเบียนไพร่ และสักเลกทั้งฝ่ายมทหารและพลเรือนที่เรียกว่า หางว่าว ในส่วนการจัดการปกครองอาณาเขตสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงยกเลิกเมืองลูกหลวงและจัดเมืองในแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างเป็นเมืองชั้นจัตวา ซึ่งเมืองหลวงปกครองโดยตรง ผู้ปกครองในเขตวงราชธานี เรียกว่า ผู้รั้งเมือง ส่วนหัวเมืองถัดออกไปจากเขตวงราชธานีจัดเป็นหัวเมืองชั้นเอก หัวเมืองพระยามหานครจัดเป็น เมือง เอก โท ตรี พระเจ้าแผ่นดินทรงตั้งพระราชวงศ์หรือขุนนางสูงศักดิ์ไปปกครองอำนางสิทธิ์ขาด เมืองพิษณุโลก เมืองกำแพงเพชร เมืองสวรรคโลกเป็นเมืองลูกหลวง ได้ยกเลิกฐานะเมืองประเทศราชของหัวเมืองฝ่ายเหนือหรือหัวเมืองพระยามหานครมีอิสระในการปกครองภายในเมืองของตนเองมากพอสมควร ส่วนหัวเมืองประเทศราช เช่น ปัตตานี กัมพูชา อยุธยา ให้ราชวงศ์กษัตริย์พื้นเมืองปกครองกันเอง

 

สมัยหลังการปฎิรูปการปกครอง เป็นการรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง

หลังกรุงศรีอยุธยาเสียกรุงครั้งที่ 1

เมื่อ พ.ศ. 2112 โครงสร้างสำคัญของระบบการปกครองและการบริหารที่วางไว้ในระยะการปฏิรูปการปกครองยังคงเป็นแบบแผนการปกครองสืบต่อมาแต่มีการปรับปรุงแก้ไขเป็นระยะเพื่อให้เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพการของแต่ละสมัย เช่น ยกเลิกฐานะของเมืองลูกหลวงปี 2127 เมือสมเด็จพระนเรศวรทรงอพยพผู้คนจากหัวเมืองฝ่ายเหนือมารวมที่กรุงอยุธยา ทรงแต่งตั้งขุนนางเป็นเจ้าเมืองปกครองแทน ทำให้ระบบการปกครองหัวเมืองทั่วพระราชอาณาจักรมีขุนนางเป็นเจ้าเมืองทั้งหมด การจัดการปกครองอาณาเขตที่จัดแบ่งชั้นหัวเมืองออกเป็นเอก โท ตรี จัตวา โดยมีขุนนางเป็นเจ้าเมืองได้รับการแต่งตั้งให้เป็นการปกครองเมืองอาณาเขตทั้งหมดอย่างถาวร เมืองหลวงแต่งตั้งขุนนางปกครองหัวเมืองชั้นนอกโดยตรง เสนาบดีในเมืองหลวงมีอำนาจแต่งตั้งควบคุมเจ้าเมืองเอก โท ตรี จัตวา ละกรมการเมืองประจำเมืองต่างๆ ภายใต้พระนามาภิไธยของพระมหากษัตริย์ เจ้าเมืองที่ปกครองหัวเมืองชั้นเอก โท ตรี หรือผู้รั้งเมือง อาจเป็นขุนนางที่แต่งตั้งจากเมืองหลวงโดยตรง หรือจากเชื้อสายของเจ้าเมืองเดิม เจ้าเมืองชั้นเอกมีบรรดาศักดิ์ตามธรรมเนียมเป็นเจ้าพญา มีศักดินาเทียบเท่าเสนาบดี คือ 10,000 ไร่ เจ้าเมืองชั้นโทมีบรรดาศักดิ์เป็นออกญา หรือพญาศักดินา 10,000 ไร่ เจ้าเมืองชั้นตรี มีบรรดาศักดิ์เป็นออกญา ออกพระ ศักดินา 5,000 ไร่ เจ้าเมืองชั้นเอก โท ตรี มีอิสระในการปกครองอย่างมากภายใต้กฎหมายและนโยบายของเมืองหลวง ทางเมืองหลวงยังแต่งตั้งขุนนางในตำแหน่งยกกระบัตรออกไปทำหน้าที่ควบคุมดูแลการปฏิบัติราชการของเจ้าเมืองและกรมการในเมืองต่างๆอย่างใกล้ชิด

พุทธศตวรรษที่ 23

สมเด็จพระเพทราชาทรงปรับปรุงการจัดการปกครองอาณาเขตโดยรวมงานทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนในหัวเมืองฝ่ายเหนือเข้ามาอยู่ในการปกครองของสมุหนายก กิจการทั้งฝ่ายพลเรือนและทหารใรหัวเมืองฝ่ายใต้อยู่ในบังคับบัญชาของสมุหกลาโหม รัชกางของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พ.ศ. 2275-2301 อำนาจการปกครองท้งเมืองฝ่ายใต้ของสมุหพระกลาโหมถูกโอนมาอยู่ในความควบคุมของโกษาธิบดีหรือพระคลัง ทำให้กรมกลาโหมถูกลดอำนาจและหน้าที่เหลือแต่ฐานะที่เป็นกรมประสานงานควบคุมดูแลกรมทหารอื่นๆในส่วนกลางเท่านั้น

 

สมัยอยุธยาตอนปลาย พ.ศ.

2112

สมเด็จพระธรรมราชาธิราชด้วยความช่วยเหลือของพระราชโอรสทั้ง 2

พระองค์ คือ พระนเรศวรและพระเอกาทศรถ อยุธยาประกาศอิสรภาพจากพม่าใน พ.ศ. 2127 โดยทำสงครามยุทธหัตถี พ.ศ. 2135 อยุธยาปลอดภัยจากศึกสงคราม ต่อมาเกือบสองศตวรรษในรัชกาลสมเด็จพระนเรศวร พ.ศ. 2135-2148 มีความเป็นปึกแผ่น ศูนย์อำนาจอยู่ที่เมืองหลวง พระบรมวงศานุวงศ์ถูกจำกัดอำนาจและบทบาท ขุนนางถูกควบคุมด้วยระเบียบละการบังคับบัญชาที่เข้มงวดเด็ดขาด

สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม พ.ศ. 2153-2171

ทรงอนุญาตให้ขุนนางแสวงหาผลประโยชน์อย่างกว้างขวางจากการค้าระหว่างประเทศ เมื่อสิ้นรัชกาลสมเด็จพระเจ้าทรวงธรรมขุนนางต่อสู้แย่งชิงอำนาจกันระหว่างพ.ศ. 2171-2172 จนกระทั่งออกญากลาโหมออกมาปราบปราม พร้อมทั้งปลดสมเด็จพระอาทิตยวงศ์จากราชสมบัติและปราบดาภิเษกขึ้นเป็นสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง

 

ความไร้เสถียรภาพทางการเมืองที่ฝังอยู่ในระบบ

    • ปัญหาการสืบราชสมบัติ เห็นจากระบบลูกหลวงเป็นต้นเหตุของการต่อสู้ทางการเมือง ซึ่งนำไปสู่สงคราม
    • การต่อสู้แย่งชิงอำนาจกันระหว่างกษัตริย์กับเจ้านาย และระหว่างกษัตริย์กับขุนนาง เนื่องจากไม่มีแบบแผนการสืบราชสมบัติที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน และเนื่องจากการยกย่องเชิดชูสถาบันกษัตริย์จนการเป็นริษยา มักใหญ่ใฝ่สูง
    • การขาดสมรรถภาพที่ควบคุมหัวเมือง และรัฐประเทศราชนี
    • โครงสร้างการบริหารที่หละหลวม ก่อให้เกิดปัญหาในบางครั้ง เมื่อเกิดกรณีเอาใจออกห่างที่หัวเมืองชั้นนอกขัดพระบรมราชองค์การจากราชธานี หรือเมืองประเทศราชหันไปสวามิภักดิ์อาณาจักรอื่นหรือประเทศอิสรภาพ ก็จะมีการส่งกองทหารจากราชธานีไปปราบกบฏ

ระบบเงินตรา

1)

เงินพดด้วง

มีตราประทับมีหลายแบบราคาที่ใช้มากคือ 1

บาท กึ่งบาท 1 สลึง 1 เฟื้อง (100 เบี้ย = 1 ไพ, 2 กล่ำ = 1ไพ, 4 ไพ = 1 เฟื้อง, 2 เฟื้อง = 1 สลึง, 4 สลึง = 1 บาท, 4 บาท = 1 ตำลึง, 20 ตำลึง = 1 ชั่ง)

2)

เบี้ย

เป็นเงินปลีก หรือเงินย่อยทำจากหอย

3)

ไพและกล่ำ

ทำจากโลหะซึ่งไม่ใช่เงิน

4)

เงินประกับ

เป็นดินเผาตีตราประทับใช้แทนเบี้ยที่ขาดแคลน เริ่มใช้เมื่อ พ.ศ. 2287

ระบบไพร่

เป็นการสร้างวิธีการที่รัฐจะเข้ามาควบคุมแรงงานของประชาชนเพื่อถือประโยชน์จากแรงงานไพร่ แล้วจัดสรรแบ่งปันแรงงานไพร่ให้หัวหน้าคือ มูลนายระดับต่าง ๆ ควบคุม ซึ่งมูลนายต้องรับผิดชอบต่อพระมหากษัตริย์อีกต่อหนึ่ง กล่าวคือ ไพร่ที่เรียกว่า ลูกหมู่ มี เจ้าหมู่ เป็นหัวหน้าควบคุมดูแล หลาย ๆ หมู่รวมกัน แขวงมีแขวงเป็นหัวหน้า หลาย ๆ แขวงรวมกันเข้าเป็น หัวปาก หรือ นายร้อย เป็นหัวหน้า และนายร้อยจะขึ้นอยู่กับขุนหมู่ผู้ใหญ่อีกต่อหนึ่ง เจ้าหมู่สูงสุดคือ เจ้าเมือง ไพร่ทุกคนจะต้องขึ้นทะเบียนสังกัดเป็นหัวหน้าของตน ถ้าไพร่ไร้สังกัดถูกส่งเข้าเป็นคนของหลวง คือ สังกัดกรมกองในราชธานี มีอัครมหาเสนาบดี เสนาบดี และขุนนางเป็นหัวหน้าควบคุมแยกเป็นกรมต่าง ๆ ขึ้นโดยตรงต่อพระมหากษัตริย์

เมื่อมีการปฏิรูปการปกครองในพุทธศตวรรษที่ 21

มีการรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางมากขึ้น เจ้าเมืองและมูลนายตามหัวเมืองจะถูกควบคุมโดยเสนาบดีที่เมืองหลวงไพรตามหัวเมืองจึงต้องขึ้นสังกัดกรมกองในราชธานีด้วย ทำให้ไพร่ส่วนใหญ่กลายเป็นไพร่สังกัดกรมต่าง ๆ หรือเป็นไพร่หลวง

ในสมัยอยุธยา ไพร่ต้องสังกัดกรมกองและมูลนายโดยไม่มีข้อยกเว้น รัฐจะพิทักษ์รักษาความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินของไพร่ที่มีสังกัดเท่านั้น และไพร่จะของความช่วยเหลือจากรัฐได้ก็ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบ และต้องผ่านมูลนายเท่านั้น รัฐจึงเข้ามาควบคุมไพร่โดยผ่านมูลนายอย่างแน่นหนาทั้งฐานะทางเศรษฐกิจและฐานะทางสังคม หรือแม้แต่การโยกย้ายที่อยู่ การเปลี่ยนมูลนายจะถูกกำหนดโดยกฎหมายทั้งสิ้น

 

ผลกระทบระบบใหม่ต่อการเมืองการปกครอง

มีทั้งด้านบวกและลบ

  1. เป็นการจัดตั้งกำลังคน เพื่อป้องกันการรุกราน
  2. เป็นองค์การจัดตั้งที่ทำหน้าที่ควบคุมกำลังคนไว้รวมชาติให้เป็นปึกแผ่น
  3. ระดมทรัพยากรมนุษย์เพื่อทำโครงการสาธารณะ
  4. ถูกใช้สร้างอำนาจของ k

    ให้เข้มแข็งมั่นคง

  5. แง่ลบ อาจกลายเป็นบ่อเกิดความวุ่นวายทางการเมือง
  6. มีการเบียดบังจำนวนไพร่ โดยปิดบังตัวเลขที่แท้จริงในความควบคุมของตน

 

ผลกระทบของระบบไพร่ต่อเศรษฐกิจ

  1. ทำให้รัฐบาลเก็บภาษีได้ เคยอนุญาตให้ไพร่ส่งส่วยเป็นเงินตรา
  2. รัฐได้วัสดุที่จำเป็นต้องใช้มาจากไพร่ส่วย
  3. เป็นวิธีการที่ชนชั้นนำได้ผลผลิตมาไว้ใช้เองส่วนตัวหรือผู้ส่งออก
  4. เป็นกำลังในการทำกสิกรรม
  5. ทำงานก่อสร้างต่าง ๆ
  6. ไพร่ที่เป็นช่างฝีมือ จะถูกมอบหมายให้ทำงานแก่กรมกอง
  7. ก่อให้เกิดความเสียหายมากสุดเท่ากับการบังคับแรงงานเข้าเดือนออกเดือน

 

ผลกระทบทางสังคมของระบบไพร่

  1. ไพร่ต้องทำงานเดือนเว้นเดือน จึงไม่มีทางเลี้ยงชีพต่อเนื่องทำให้ยากจนเท่ากับระบบไพร่นำไปสู่การกู้หนี้สิน และตกเป็นทาสในที่สุด
  2. ทำให้หญิงไทยกลายเป็นหลักของครอบครัว
  3. กะเกณฑ์ไพร่มีฝีมือไปทำงานโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน
  4. การโอนไพร่ของมูลนายที่ตายไปสังกัดมูลนายใหม่ ทำให้ไพร่มีนิสัยกะล่อน
  5. ทำให้คนหมดความเป็นมนุษย์
  6. การพยายามหลีกเลี่ยงระบบไพร่โดยเฉพาะการเกณฑ์แรงงานนำไปสู่ความพยายามหลบหลีก
  7. การขอความอุปถัมภ์จากพระราชวงศ์ชั้นสูงของพวกไพร่ จะได้รับการคุ้มครองเป็นผลตอบแทน และเสี่ยงการถูกเกณฑ์ทหาร

 

 

ระบบศักดินา

ยังคงเป็นเรื่องที่ถกเถียงหาข้อสรุปได้ยาก อย่างไรก็ตาม นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่มีความเห็นสอดคล้องใกล้เคียงกันว่า ระบบศักดินาอยุธยาน่าจะเป็นการจัดระเบียบทางสังคมด้วยการจำแนกฐานะสังคมของประชาชนตั้งแต่สูงสุดจนถึงต่ำสุด กำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบ อภิสิทธิ์ และสิทธิต่าง ๆ ที่บุคคลในแต่ละระดับชั้นในสังคมสามารถจะมีได้ตามกฎหมาย โดยมีจำนวนที่นา หรือศักดินามากน้อยเป็นเครื่องแสดงบ่งชี้ฐานะสูงต่ำตามลำดับ เจ้านายหรือพระบรมวงศานุวงศ์ กำหนดศักดินา ระหว่าง 100,000 – 500

ไร่ ศักดินาขุนนาง ระหว่าง 10000 – 400 ไร่ พวกข้าราชการขุนหมื่นต่ำกว่า 400 ไร่ลงมาจนถึง 30ไร่ พวกไพร่ประเภทต่างๆศักดินาระหว่าง 25 – 10ไร่ ยาจก วณิพก ทาส ลูกทาส มีศักดินา 5 ไร่ พระสงค์ศักดินาระหว่าง 2,400 -100 ไร่

คนทุกคนและทุกระดับชั้นจะมีศักดินาประจำตัว ยกเว้นพระมหากษัตริย์เพียงพระองค์เดียว ทรงเป็นสมมติเทวราชเป็นเจ้าชีวิตและเจ้าแผ่นดิน อีกทรงเป็นผู้พระราชทานศักดินาให้แก่ข้าแผ่นดินทุกคน

ระบบศักดินา

  1. เจ้าขุนมูลนายเป็นชนส่วนน้อยที่ได้ครอบครองที่ดิน และส่วนที่เหลือแบ่งเป็น 2

    ส่วน คือ

1.1

พวกไพร่ เป็นพวกที่ได้รับสิ้ทธิให้มีทรัพย์สินส่วนตัวได้ ทำหน้าที่ทำงานบนผืนแผ่นดินผืนหนึ่ง เมื่อที่ดินถูกโอนไปให้เจ้าของใหม่ไพร่กสิกรรมเหล่านี้ต้องตามไปด้วย ผลผลิตที่ไพร่ทำถูกส่งเป็น ส่วย ให้เจ้านาย

    1. พวกที่เป็นเสรีชน หรือเป็นไท ต้องเช่าที่ของเจ้าแผ่นดิน โยกย้ายที่อยู่ได้อิสระเสรี ไม่มีข้อผูกมัดกับที่ดิน
  1. มีระบบการค้าแบบผูกขาด คือ เจ้าขุนมูลนายเป็นพ่อค้าคนกลางระหว่างเรือจากพ่อค้ากับประชาชน
  2. รัฐบาลศักดินาเป็นคณะกรรมการรักษาผลประโยชน์ของชนชั้นเจ้าแผ่นดินโดยตรง ตำแหน่งประธาน คือ กษัตริย์ หรือ พระเจ้าแผ่นดิน การประกาศโอนที่ดินทั้งมวลเป็นประธานแต่เพียงผู้เดียว
  3. ลักษณะทางวัฒนธรรมของระบบศักดินา คือ พวกชนชั้นบังคับให้ประชาชนยกย่องเป็นเทวดา มีอำนาจกดขี่พวกไพร่ได้ตามความสูงโคตรตระกูล สตรีจะถูกเหยียดหยามเป็นมนุษย์ต่ำกว่าเพศชาย
  4. ฐานของประชาชนในระบบศักดินายุคต้นของศักดินา เป็นผู้ทำงานบนผืนดินคอยส่งส่วยอากรให้กับเจ้าที่ดิน

 

สรุปความเกี่ยวกับที่ดินในตอนต้นอยุธยา

  1. กษัตริย์เป็นเจ้าของแผ่นดินใหญ่ มีกรรมสิทธิ์เด็ดขาด
  2. ประชาชนส่วนมากไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ต้องอาศัยที่ดินของกษัตริย์ทำมาหากินโดยต้องเสียอากร
  3. สิทธิเอกชนเหนือที่ดินมีได้เพียงภายในเมืองหลวง
  4. ระบบแจกจ่ายที่ดินให้แก่ผู้มีความชอบในราชการ ปรากฏมีขึ้นชัดเจน

 

 

 

 

 

 

 

 

รัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1

พระเจ้าอู่ทองเข้ามาเสวยราชสมบัติ พราหมณ์ถวายพระนามชื่อ สมเด็จพระรามาธิบดี ศรีสุนทร บรมพิตรพระพุทธิเจ้าอยู่หัว กรุงเทพทวาราวดีศรีอยุธยามหาดิลกภพนพรัตน์ราชธานีบุรีรมย์ แล้วให้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ พระราเมศวรขึ้นไปครองราชย์สมบัติในเมืองลพบุรี

ครั้งนั้นขอมมีการแปรพักตร์ จึงให้ขึ้นไปเชิญสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ พระราเมศวรให้ยกทัพไปตีกัมพูชา ในศึกครั้งนั้นไทยเสียพระศรีสวัสดิ์ไปให้แก่ชาวกัมพูชา เมื่อข่าวเข้ามาถึงพระนคร จึงมีพระราชโองการให้ไปเชิญสมเด็จพระบรมราชาธิราช ซึ่งเป็นพระเชษฐา อยู่ที่เมืองสุพรรณบุรีให้ไปรับกับกัมพูชา เพื่อช่วยพระศรีสวัสดิ์ สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้า จึงยกทัพไปตีกัมพูชา ได้รับชัยชนะกลับมาและกวาดต้อนชาวกัมพูชาเข้ามาในไทยได้มากมาย

ศักราช 715

ทรงพระกรุณาตรัสว่าที่พระตำหนักเวียงเหล็กให้สถาปนาเป็นพระวิหารและพระมหาธาตุ เป็นพระอารามแล้วให้ชื่อว่า วัดพุทไธศวรรย์

ศักราช 725

ทรงพระกรุณาตรัสว่า ให้เผาศพที่ตายด้วยโรคอหิวา และที่ปลงศพนั้นให้สถาปนาพระเจดีย์และวิหารเป็นพระอารามแล้วให้นามว่า วัดป่าแก้ว

ศักราช 731

สมเด็จพระรามาธิบดีเสด็จสวรรคต อยู่ในราชสมบัติ 20 ปี

รัชกาลสมเด็จพระราเมศวร ( ครั้งที่ 1 )

สมเด็จพระราเมศวรขึ้นเสวยราชสมบัติต่อจากสมเด็จพระรามาธิบดี

รัชกาลสมเด็จพระบรมราชาธิราช ( ครั้งที่ 1 )

ปีศักราช 732

สมเด็จพระบรมราชาธิราช เสด็จลงมาจากสุพรรณบุรี สมเด็จพระราเมศวรจึงถวายราชสมบัติแล้วถวายบังคมลาขึ้นไปอยู่ลพบุรีอย่างเก่า

สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้าสามารถตีเอาเมืองฝ่ายเหนือ เมืองนครพัง เมืองแซงเซรา เมืองพิษณุโลก ได้สำเร็จ ครั้งที่เสด็จไปเอาเมืองชากังราวนั้น พญาใช้แก้ว พญากำแหง ซึ่งเป็นเจ้าเมือง ออกรบกับท่าน พญาใช้แก้วตาย แต่พญากำแหงและไพร่พลหนีไปได้ ทัพหลวงจึงเสด็จกลับมาพระนคร

ศักราช 738

เสด็จไปเอาเมืองชากังราวได้สำเร็จ

ศักราช 744

สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้าเสด็จสวรรคต อยู่ในราชสมบัติ 13 ปี

พระเจ้าทองลัน

พระเจ้าทองลันขึ้นเสวยราชสมบัติได้ 7

วัน พระราเมศวรเสด็จลงมาจากเมืองลพบุรี จับพระเจ้าทองลัน แล้วปลงพระชนม์ ที่วัดโคกพญา

รัชกาลสมเด็จพระราเมศวร ( ครั้งที่ 2 )

ศักราช 746

สมเด็จพระราเมศวรให้ยกพลขึ้นไปตีเมืองเชียงใหม่ ฝ่ายเจ้าเมืองเชียงใหม่ขอพระราชทานให้งดทำศึก 7 วัน เพื่อนำเครื่องราชบรรณาการออกไปเจริญพระราชไมตรี เมื่อครบ 7 วันแล้ว เสบียงในกองทัพเริ่มจะหมด สมเด็จพระราเมศวรทรงพระกรุณาสั่งให้บุกเข้ายึดเมืองเชียงใหม่ พระเจ้าเมืองเชียงใหม่หนีออกไปได้ เหลือแต่นักส้างบุตรของเจ้าเมืองเชียงใหม่ จึงทรงให้นักส้างถวายสัตยานุสัตย์ และให้ครองราชสมบัติ ณ เมืองเชียงใหม่

ขณะนั้น พญากัมพูชายกทัพเข้ามาถึงเมืองชลบุรี พระบาทสมเด็จพระพุทธิเจ้าอยู่หัว ให้พญาไชยณรงค์เป็นทัพหน้า ยกไปถึงสะพานแยก ชาวกัมพูชาออกมาตีทัพพญาไชยณรงค์ ทัพของพญากัมพูชาแตก พระเจ้าอยู่หัวยกเข้าตีเมืองได้ พญากัมพูชาหนีไปได้ จับได้พญาอุปราชลูกพญากัมพูชา

ศักราช 749

สถาปนาวัดภูเขาทอง เวลาเย็นเสด็จไป ณ พระที่นั่งมังคลาภิเษก ท้าวมลซึ่งตายแต่ก่อนนั้นมานั่งขวางทางเสด็จอยู่และหายไป สมเด็จพระราเมศวรบรมบพิตรก็เสด็จสวรรคต อยู่ในราชสมบัติ 6 ปี

รัชกาลสมเด็จพระยาราม

พระยารามซึ่งเป็นพระราชกุมารท่านได้เสวยราชสมบัติ 14

ปี สมเด็จพญารามมีความพิโรธแก่เจ้ามหาเสนาบดี และให้กุมเอาตัวเจ้ามหาเสนาบดี แต่เจ้ามหาเสนาบดีหนีรอดไปอยู่ฟาก

ปทาคูจาม จึงให้เชิญสมเด็จพระอินทราชา ณ เมืองสุพรรณบุรี เสด็จเข้ามาปล้นเอาพระนครศรีอยุธยาได้

รัชกาลสมเด็จพระอินทราชา

สมเด็จพระอินทราชานั้น เสวยราชสมบัติ ให้สมเด็จพญารามไปครองเมืองปทาคูจาม ให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าอ้ายพญา ครองเมืองสุพรรณบุรี เจ้ายี่พญาครองเมืองแพรกศรีราชา เจ้าสามพญาครองเมืองชัยนาท

ศักราช 780

สมเด็จพระอินทราชาเสด็จสวรรคต อยู่ในราชสมบัติ 15 ปี เจ้าอ้ายพญา

เจ้ายี่พญา ยกเข้ามาชิงกันจะเอาราชสมบัติ ทั้ง 2

พระองค์ ทรงพระแสงของ้าวต้องพระศอขาดพร้อมกันทั้ง 2 พระองค์

รัชกาลสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2

มุขมนตรีออกไปเฝ้าเจ้าสามพญา เพื่อเชิญเข้ามาในพระนครเสวยราชสมบัติ ทรงพระนามชื่อ สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้า

ศักราช 783

สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้า เสด็จไปเอาเมืองนครหลวงได้ ท่านจึงให้พระราชกุมารท่านพระนครอินท์เจ้า เสวยราชสมบัติ ณ เมืองนครหลวง

ศักราช 786

สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้าสร้างวัดมเหยงคณ์

ศักราช 790

สมเด็จพระบรมราชาธิราชเสด็จไปเอาเมืองเชียงใหม่ แต่ทรงพระประชวร ทัพหลวงจึงเสด็จกลับ อีก 2 ปีถัดมา เสด็จขึ้นไปตีเมืองเชียงใหม่อีกครั้ง ครั้งนั้นได้เชลยศึกแสนสองหมื่นคน ทัพหลวงเสด็จกลับ

ศักราช 796

สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้าเสด็จสวรรคต อยู่ในราชสมบัติ 16 ปี

รัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ

สมเด็จพระราเมศวร เจ้าผู้เป็นพระกุมารของสมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้า ขึ้นเสวยสมบัติ ทรงพระนามชื่อ พระบรมไตรโลกนาถ สร้างพระที่นั่งสรรเพชญบปราสาท แล้วพระราชทานชื่อขุนนางตำแหน่ง เอาทหารเป็นสมุหกลาโหม เอาพลเรือนเป็นสมุหนายก เอาขุนเมืองเป็นพระนครบาลเมือง เอาขุนวังเป็นพระธรรมาธิกร เอาขุนนาเป็นพระเกษตรา เอาขุนคลังให้ถือเป็นโกษาบดี และที่ถวายพระเพลิงสมเด็จพระรามาธิบดี ที่พระองค์สร้างกรุงนั้นให้สถาปนาพระมหาธาตุและพระวิหารเป็นอารามชือ วัดพระราม

ศักราช 802

เกิดไข้ทรพิษผู้คนล้มตายจำนวนมาก

ศักราช 803

แต่ทัพไปเอาเมืองมะละกา

ศักราช 804

แต่ทัพไปเอาเมืองสพเถิน

ศักราช 805

เกิดปัญหาราคาข้าวเปลือกแพง

ศักราช 806

ให้บำรุงพระพุทธศาสนาและหล่อรูปพระโพธิสัตว์ 550 พระชาติ

ศักราช 808

พญาเชลียงคิดกบฎ ปีถัดมา พญาเชลียงนำมหาราชมาเอาเมืองพิษณุโลกแต่ไม่สำเร็จ จึงยกทัพไปเอาเมืองกำแพงเพชรแทน เข้าปล้นถึง 7 วันก็ยังไม่ได้เมือง สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถและสมเด็จพระอินทราชาเสด็จไปช่วยกัน ครั้งนั้น พระอินทราชาต้องปืน ณ พระพักต์ ทัพมหาราชนั้นเลิกกลับคืนไป

ศักราช 810

สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถสร้างวิหารวัดจุฬามณี

ศักราช 811

สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงพระผนวช วัดจุฬามณีได้ 8 เดือน และลาพระผนวช

ศักราช 813

มหาท้าวบุญชิงเมืองเชียงใหม่

ศักราช 815

พระบรมไตรโลกนาถได้ช้างเผือก

ศักราช 816

สมภพพระราชโอรส

ศักราช 821

ตั้งเมืองนครไทย

ศักราช 822

พระสีหราชเดโชถึงแก่กรรม

ศักราช 824

พญาลานช้างถึงแก่กรรม

ศักราช 828

พระบรมราชาผู้เป็นพระราชโอรสทรงผนวช

ศักราช 829

สมเด็จพระโอรสเจ้าลาผนวช

ศักราช 832

สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้าเสด็จยกทัพไปตีเมืองทวาย สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเสด็จสวรรคต อยู่ในราชสมบัติ 38 ปี

สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2

สมเด็จพระบรมาชาธิราชเจ้าซึ่งเป็นพระราชโอรสในพระบรมไตรโลกนาถขึ้นเสวยราชสมบัติ ทรงพระนาม สมเด็จพระรามาธิบดี

ในสมัยพระองค์มีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ และได้มีการนำปีนไฟมาด้วย การรบแบบใช้ดาบลดความสำคัญลง มีการแต่ตำราว่าด้วยการรบขึ้น เช่น การจัดกระบวนทัพ การตั้งค่าย การเดินทัพ การเข้าจู่โจม และการตั้งรับ

มีการจัดตั้งกรมสุรัสวดีขึ้น(คือ สัสดี ในปัจจุบัน) กรมสุรัสวดีมีหน้าทำบัญชีหางว่าว แยกประเภทว่าขุนนางผู้ใดมีเลกมนสังกัดจำนวนเท่าใด(เลก หมายถึง ไพร่มีหน้าที่ต้องเข้ารับราชการเป็นทหาร)

สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2

ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สร้างสถูปเจดีย์ขึ้น 2 องค์ เพื่อบรรจุ อัฐิสมเด็จพระราชบิดา และบรรจุอัฐิของพระเชษฐา นอกจากนี้ยังได้ทรงสร้างพระวิหารหลวงขึ้นในวัดสุทธาวาสนี้ แล้วหล่อพระพุทธรูปองค์ใหญ่ด้วยทองสัมฤทธิ์หุ้มทองคำ ถวายพระนามว่า พระศรีสรรเพชญ์ (ต่อมาพระพุทธรูปองค์นี้ถูกพม่าเอาไฟเผาเพื่อลอกเองทองคำ จนองค์พระละลาย ครั้งเมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ. 2300)

ทรงโปรดเกล้าฯให้ขุดคลองขึ้นเป็นครั้งแรกในคลอกสำโรงกับคลองทัพนางในเมืองพระประแดง เพื่อสะดวกแก่การคมนาคมและการเดินเรือระหว่างลำแม่น้ำเจ้าพระยากับคลองบางปะกง

พ.ศ. 2050

พระเมืองแก้วเจ้าเมืองเชียงใหม่หวังจะแสดงอานุภาพด้วยการขยายอาณาเขต จึงยกทัพลงมาตีกรุงสุโขทัย ชาวเมืองรักษาเมืองไว้อย่างเข้มแข็ง ทัพเมืองเชียงใหม่ต้องยกถอยไป สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 รับสั่งให้พระยากลาโหมคุมกองทัพขึ้นไปตีเมืองเชียงใหม่ และตีได้เมืองแพร่

พ.ศ. 2056

เมืองเชียงใหม่ได้ให้หมื่นพิงยียกพมาตีเมืองสุโขทัย และหมื่นมะลายกทัพมาตีเมืองกำแพงเพชร แต่ชาวเมืองก็รักษาเมืองไว้ได้ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 จึงยกทัพไปปราบปรามเมืองลำปาง แล้วยกทัพกลับมาและทรงเห็นว่าพระอาทิตยวงศ์พระราชโอรส มีพระชนมายุพอสมควรที่จะรับพระราชภาระของพระองค์ได้แล้ว จึงทรงสถาปนาขึ้นเป็นพระบรมราชาตำแหน่งพระมหาอุปราช และไปครองเมืองพิษณุโลก

ชาวโปรตุเกสตีเมืองมะละกาได้ ต่อมาชาวโปรตุเกสรู้ว่าเมืองมะละกาเป็นเมืองขึ้นของไทย เกรงว่าไทยจะยกทัพไปตีเอาเมืองคืน จึงแต่งทูตมาเจริญสัมพันธไมตรีกับไทย ชาวโปรตุเกสจึงได้ค้าขายกับไทยตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ชาวโปรตุเกสได้นำอารยธรรมมาเผยแพร่เป็นอันมาก ได้นำวิธีใช้ปืนไฟและวิชาทหารแบบยุโรปเข้ามาเผยแพร่ ได้มีชาวโปรตุเกสเข้ามารับราชการทหารไทย และเป็นกำลังในทางสงครามได้อย่างดี

สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2

ทรงครองราชย์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2034 และสวรรคตในปี พ.ศ. 2074 สิริครองราชย์ได้ 38 ปี รวมพระชนมพรรษาได้ 57 พรรษา

รัชสมัยสมเด็จพระบรมราชาหน่อพุทธางกูร (

รัชกาลสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4 )

สมเด็จพระบรมราชาหน่อพุทธางกูรเป็นโอรสของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2

เดิมได้รับสถาปนา ให้เป็นพระบรมราชาหน่อพุทธางกูร ครองเมือง พิษณุโลก เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว จึงให้พระไชยราชาซึ่งเป็นอนุชาต่างมารดาไปครองเมืองพิษณุโลกแทน

ในสมัยพระองค์ได้เจริญสัมพันธไมตรีกับเชียงใหม่ ขณะนั้น กรุงศรีฯได้มีการติดต่อคาขายกับโปรตุเกส และชาวโปรตุเกสได้นำปืนไฟมาใช้ และมีการทำปืนไฟ และสร้างป้อมปราการต่อสู้ปืนไฟ ที่สวรรคโลกสุโขทัย และอยุธยา

ทรงครองราชย์ได้ 4

ปีก็สวรรคตด้วยโรคไข้ทรพิษ

รัชกาลสมเด็จพระรัษฎาธิราช

ทรงเป็นโอรสในสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่4(

หน่อพุทธางกูร) เนื่องจากได้ได้มีการตั้งพระมหาอุปราชไว้ดังรัชกาลก่อน เมื่อสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4 สวรรคต จึงได้เชิญ พระรัษฎาธิราชกุมาร อายุ 5 พรรษา ขึ้นครองราชย์ ทรงพระนาม พระรัษฎาธิราช

ครองราชย์ได้ 5

เดือนเศษ พระไชยราชาซึ่งเป็นพระเจ้าอา ยกทัพมาจับไปสำเร็จโทษ สวรรคต

รัชกาลสมเด็จพระไชยราชาธิราช

เมื่อสำเร็จโทษพระรัษฎาธิราชแล้ว ทรงเสด็จขึ้นครองราชย์ ทรงพระนามว่า สมเด็จพระไชยราชาธิราช ทรงมีโอราส 2

พระองค์ คือ พระยอดฟ้า และ พระศรีสิน ในสมัยของพระองค์พม่าได้ยกทัพมาตีเมืองเชียงกราน ทรงยกทัพหลวงไปตีคืนมา ได้เกณฑ์ชาวโปรตุเกสไปช่วยรบด้วย เมื่อมีชัยชนะ จึงพระราชทานอนุญาต ให้ชาวโปรตุเกสสร้างวัดสอนศาสนาคริสต์ได้แต่นั้นมา

เจ้าครองเมืองเชียงใหม่ซึ่งขึ้นต่อกรุงศรีฯถูกฆ่าตาย บรรดาหัวเมืองต่างๆไม่ยอมขึ้นต่อเจ้าเชียงใหม่คนใหม่ จึงได้ขอให้ทางศรีอยุธยา ส่งทัพไปปราบ

เมื่อยกทัพไปถึงเชียงใหม่ เจ้าเมืองเชียงใหม่ได้ออกมาขอสวามิภักดิ์

ในสมัยพระองค์ได้มีการปรับปรุงบ้านเมือง และขุดคลองลัดแม่น้ำเจ้าพระยา เรียกว่าคลองบางกอก

ต่อมาเชียงใหม่เห็นพม่ามีกำลังเข้มแข็ง จึงเอาใจออกห่าง ไปสวามิภักดิ์ต่อพม่า

เมื่อสมเด็จรพระไชยราชาธิราชทรงทราบก็โกรธมาก ได้ยกทัพไปตีเชียงใหม่ ตีลำพูน ตีลำปาง ได้แล้วก็ยกไปล้อมเชียงใหม่ไว้ นางพญามหาเทวีซึ่งครองเชียวใหม่เห็นสู้ไม่ได้ก็ออกมาสวามิภักดิ์

ทรงยกทัพกลับมากลางทางก็ทรงประชวร ถึงแก่สวรรคต ทรงครองราชย์มา 12

ปี

รัชกาลสมเด็จพระยอดฟ้า

พระยอดฟ้าโอรสองค์โตของพระไชยราชาธิราช ขึ้นครองราชย์ เมื่อพระชนมายุได้ 11

พรรษา แต่เนื่องจากยังทรงพระเยาว์ จึงได้ทูลเชิญพระราชชนนี คือ พระนางศรีสุดาจันทร์เป็นผู้บริหารราชการแผ่นดินแทน ทรงพระนามว่า นางพญาแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ ต่อมาท้าวศรีสุดาจันทร์ได้ไปพัวพันกับ พันบุตรศรีเทพ ซึ่งเป็นพนักงานรักษาหอพระ ทรงให้เลื่อนตำแหน่ง พันบุตรศรีเทพ เป็นขุนชินราช แล้วย้ายเข้ามาอยู่หอพระข้างในและได้ลักลอบเป็นชู้กัน หลังจากนั้นได้เลื่อนให้เป็นขุนวรวงศาธิราช ต่อมาทรงพระครรภ์ จึงเกรงจะปิดเป็นความลับไม่ได้ จึงกำจัดพระยอดฟ้าเสีย โดยการยาพิษลงในอาหาร แล้วยกขุนวรวงศาธิราชขึ้นครองราชย์แทน

พระยอดฟ้าครองราชย์ได้ 2

ปี ก็สวรรคต

รัชกาลขุนวรวงศาธิราช ( พันบุตรศรีเทพ )

ขุนวรวงศาเมื่อได้รับสถาปนาเป็นกษัตริย์แล้วได้ตั้งนายชัน ซึ่งเป็นอนุชา เป็นพระมหาอุปราชา และได้จัดเปลี่ยนตำแหน่ง เจ้าเมืองทั้งหลายโดยเอาคนสนิทไปแทน

ต่อมาขุนพิเรนเทพ ขุนอินทรเทพ หมื่นราชเสน่หา และหลวงศรียศ วางแผนกำจัดขุนวรวงศา และท้าวศรีสุดาจันทร์ แล้วไปเชิญพระเฑียรราชาซึ่งผนวชอยู่มาปกครองแผ่นดินต่อไป

รัชสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ราชาธิราช

ขุนพิเรนเทพขุนอินเทพและขุนนางทั้งปวง ได้ไปอัญเชิญพระเฑียรราชา ซึ่งผนวชอยู่ที่วัดราชประดิษฐาน มาครองราชย์ ทรงพระนามว่า สมเด็จรพระมหาจักรพรรดิ์ราชาธิราชเจ้า และทรงได้รับเลี้ยงพระศรีสินไว้

ทรงปูนบำเหน็จ แก่ผู้ทำความชอบทั้งหลาย

แต่งตั้งให้ขุนพิเรนเทพเป็นสมเด็จพระมหาธรรมราชา ไปครองเมืองพิษณุโลก และยกพระเจ้าลูกเธอพระสวัสดิราช ให้เป็นอัครมเหสี ทรงพระนามว่า พระวิสุทธิกษัตรีย์

เมื่อทางกรุงศรีอยุธยาเกิดความวุ่นวายเนื่องจากพระไชยราชาสวรรคต และได้ตั้งพระยอดฟ้า พระโอรส ขึ้นครองราชย์ แต่ท้าวศรีสุดาจันทน์ ได้คบชู้กับขุนชินราชและฆ่าพระยอดฟ้าตาย และยกขุนชินราชขึ้นครองราชย์แทน พวกข้าราชการทั้งหลายโกรธแค้น จึงวางแผนฆ่าขุนชินราชและท้าวศรีสุดาจันทน์เสีย

ข่าวรู้ไปถึงทางพม่า พม่าจึงยกทัพมาตีไทยทางด่านพระเจดีย์สามองค์ เมืองกาญจนบุรี เมื่อรู้ว่าบ้านเมืองสงบแล้วก็คิดจะยกทัพกลับแต่ก็เลยมาดูกำลังท่าทีของทางกรุงศรีฯ พม่ายกมาตีสุพรรณบุรี ป่าโมกข์ แล้วตั้งค่ายอยู่ที่ ตำบล ลุมพลี ล้อมกรุงอยู่3

วัน ทางไทยก็ยกกำลังทหารป้องกันเมืองได้ พม่ายกทัพกลับ

เมื่อข่าวหงสาวดียกมาตีกรุงศรีฯ พญาละแวกรู้ว่าทางกรุงศรีฯเพิ่งผลัดแผ่นดินใหม่ก็ถือโอกาสเข้ามากวาดต้อนผู้คนแถวปราจีนบุรีไป หลังจากนั้นทางกรุงศรีฯได้จัดแจงซ่อมแซมกำแพงเมืองดดและสร้างวัดชื่อ วัดวังไชย

ศักราช 893

ทำพระราชพิธีประถมกรรม

ศักราช 894

ทรงให้ยกทัพไปตีระแวก พญาละแวกยอมแพ้ ส่งสารมาขออ่อนน้อม และส่งเครื่องราชบรรณาการมาถวาย แล้ให้นักพระสุโท นักพระสุทัน มาเป็นข้าพระบาท ทรงให้พญาละแวกกลับไปครองเมืองอย่างเดิม นำนักพระสุโท นักพระสุทันกลับมากรุงศรีฯ แล้วให้

นักพระสุทัน ไปครองเมือง สวรรคโลก

ศักราช 895

ทรงให้แปลงเรือแซเป็นเรือไชยและเรือศรีษะสัตว์ต่างๆ

ศักราช 896

ทำพิธีมัธยมสมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราช ที่ตำบล ชัยนาทบุรี

ศักราช 897

เสด็จไปวังช้าง ตำบล บางละมุง ได้ช้าง 60 เชือก และในเดือน 12 ได้ช้างเผือกที่กาญจนบุรี ชื่อ พระคเชนทโรดม

ญวนยกทัพมาตี ละแวกและพญาละแวกเสียชีวิต ทรงให้ นักพระสุทันซึ่งไปครอง

สวรรคโลก ยกทัพไปช่วย

ศักราช 898

พญาสวรรคโลกแพ้ญวนและเสียชีวิต

ศักราช 899

เกิดเพลิงไหม้ในราชวังในเดือน 3 ทำการพระราชพิธี อาจาริยาภิเษก ในเดือน 7 เสด็จไปวังช้าง ตำบล โครกพระ ได้ช้าง 60 เชือก

ศักราช 902

เสด็จไปวังช้าง ตำบล วัดกระได ได้ช้าง 50 เชือก

ศักราช 904

เสด็จไปวังช้าง ตำบล ไทรน้อย ได้ช้าง 70 เชือก

ศักราช 905

พม่ายกทัพใหญ่มาตีกรุงศรีฯ ไพร่พล 3 แสนให้พระมหาอุปราชาเป็นกองหน้า พระเจ้าแปรเป็นเกียกกาย พญาพสิมเป็นกองหลัง พระเจ้าหงสาวดีเป็นจอมทัพ ทรงช้างพลายมงคลปราบทวีป ยกมาทางเมาะตะมะ

ทางกาญจนบุรีส่งข่าวมา สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ได้สั่งการให้ พระมหาธรรมราชา ซึ่งอยู่ทางพิษณุโลก ยกทัพมาช่วย ให้พระยาจักรีออกตั้งค่ายที่ลุมพลีรับศึก พระมหานาคสึกออกมา เกณฑ์ผู้คนช่วยขุดคูนอกค่าย กับทัพเรือ เรียกว่าคลองมหานาค

ทัพพม่ายกข้ามกาญจนบุรีมาถึงอยุธยาตั้งค่ายหลวงที่ตำบลบ้านใหม่ มะขามหย่อง ทัพพญาพระสิมตั้งค่ายที่ ตำบล ทุ่งประชด

วันรุ่งขึ้น สมเด็จพระมหาจักรพรรดิยกทัพออกไปดูกำลังข้าศึกที่ทุ่งภูเขาทอง ทรงช้างต้นพลายจักรรัตน์ พระสุริโยทัยแต่งองค์เป็นพญามหาอุปราช ทรงช้างพลายสุริยกษัตริย์

พระราเมศวรทรงช้างพลายมงคลจักรพาส พระมหินทริราชทรงช้างพลายพิมานจักรพรรดิ

พม่าก็โจมตีไทยอย่างหนัก ทางกรุงศรีฯได้ตั้งรับไว้ รอทัพพิษณุโลกมาช่วย

พระมหาธรรมราชาได้จัดกำลังทัพมาช่วยอยุธยา ยกมาตั้งทัพที่ชัยนาท

พม่ายกมาตีไทย มาจนเสบียงอาหารเริ่มขนาดแคลน และใกล้จะถึงฤดูฝน จำเป็นจะต้องยกทัพกลับ พม่าวางแผนจะยกไปทางกำแพงเพชร ออกด่านแม่ละเมา ซึ่งจะต้องไปปะทะกับทัพพระมหาธรรมราชา ก็เกรงว่ากรุงศรีจะยกทัพมาตีท้ายกระหนาบ ก็เลยจัดทัพออกมาตั้งรับทั้งกองหน้าและกองหลัง โดยให้พระมหาอุปราชา รั้งท้ายคอยสู้กับทัพกรุงศรีฯ

ทางกรุงศรีฯเมื่อรู้ว่าพม่าถอยทัพไปก็จัดส่งกำลงไปตีทัพโดย พระราเมศวร และ

พระมหินทราธิราช อาสาไป

พม่ายกทัพกลับไป มาถึงอินทรบุรี พม่าเข้ายึดค่ายไว้ได้ ทหารไทยซึ่งหนีมาได้เข้าทูลต่อพระมหาธรรมราชาว่า พม่ายกทัพมามากมายเห็นเกินกำลังจะต่อสู้ได้ ก็ให้ทหารกระจายกำลังออกดักซุ่มโจมตี

พระราเมศวรและพระมหินทรายกทัพมาใกล้ถึงที่ทัพพระมหาธรรมราชาอยู่ก็จะเข้าโจมตี แต่ถูกพม่าซ้อนกล พระเจ้าลูกเธอทั้งสองถูกจับไป

ทหารซึ่งแตกทัพไป ได้ไปกราบทูลต่อพระมหาจักรพรรดิก็ทรงให้แต่งสารไปเจริญพระราชไมตรี ขอให้ปล่อยโอรสทั้งสองกลับ

พม่ายอมปล่อยโอรสทั้งสองแต่ขอช้างพลายศรีมงคลและพลายมงคลทวีปไปแลก

เมื่อนำช้างทั้ง 2

ไปส่งแก่พม่า ปรากฏว่าควาญช้างไม่สามารถควบคุมได้ จึงต้องส่งคืน

พม่ายกทัพกลับทางกำแพงเพชรออกด่านแม่ละเมาะ

เมื่อถวายพระเพลิงสมเด็จพระสุริโยทัยแล้วพระมหาธรรมราชาทูลลากลับไปพิษณุโลก ส่วนที่พระราชเพลิงศพได้พระราชทานนามว่า วัดศพสวรรดิ์ แล้วทรงจัดเขตเมืองใหม่ให้เป็นระเบียบเพื่อป้องกันข้าศึก

ศักราช 906

พระศริสิน(น้องพระยอดฟ้า) ซึ่งบวชเป็นสามเณรอยู่วัด ราชประดิษฐาน คิดกบฎ จับได้แต่ไม่ได้ประหาร ให้คุมตัวไว้ที่วัดธรรมิราช จะให้บวชแต่ พระศรีสินหนีไปชุมนุมไพร่พลที่ ตำบล ม่วงมดแดง แล้วยกมาเข้ายึดพระราชวัง พระราเมศวรและพระมหินทราธิราชพาทหารต่อสู้ พระศรีสินตาย

ศักราช 907

เสด็จไปวังช้าง ตำบล ไทรน้อย ได้ช้างเผือกชื่อ พระรัตนากาศ

ศักราช 908

ไปวังช้าง ตำบลป่าเพชรบุรี ได้ช้างเผือก ชื่อ พระแก้วทรงบาท ต่อมาได้ช้างเผือกแม่ลูก ที่ตำบล ป่ามหาโพธิ์

ศักราช 909

ได้ช้างเผือกที่ทะเลชุบศร ชื่อ พระบรมไกรสร ต่อมาได้ช้างเผือกที่ตำบล ป่าน้ำทรง ชื่อ พระสุริยกุญชร

กรุงศรีอยุธยาเจริญรุ่งเรืองมากมีช้างเผือกถึง 7

เชือก พ่อค้าต่างชาติมาค้าขายจำนวนมาก จนได้รับถวายพระนามว่า พระเจ้าช้างเผือก

พม่าถือโอกาสให้ทูตส่งสารมาขอช้างเผือก 2

เชือก หากไม่ให้จะยกทัพมาตี

ทางไทยไม่ยอมให้ พระเจ้ากรุงหงสาวดีจึงให้ยกทัพมาตีอยุธยา โดยยกมามากกว่าครั้งก่อนถึง 3

เท่า

ศักราช 910

พม่ายกทัพใหญ่มา พระเจ้าหงสาวดีเป็นจอมทัพ ทรงช้างพลายเทวนาคพินาย ยกทัพมาทางเมาะตะมะ กำแพงเพชร สุโขทัย และพิษณุโลก ตั้งค่ายหลวงที่ตำบลโคก

พระมหาธรรมราชาส่งคนไปแจ้งกรุงศรีให้ยกมาช่วย พม่าส่งสารเข้าไปให้พระมหาธรรมราชาออกมาเจรจากับพระมหาธรรมราชา เห็นทัพพม่ามากมาย ก็รู้ว่าสู้ไม่ได้ยอมออกไปสวามิภักดิ์ พม่าให้พระมหาธรรมราชายกทัพตามมา

ทัพกรุงศรีซึ่งยกทัพไปช่วยแต่ได้ข่าวว่าหัวเมืองทางเหนือได้ไปเข้ากับพม่าแล้วก็ถอยทัพกลับ

ทัพพม่ามาล้อมกรุงศรีไว้ พระมหาจักรพรรดิ์ รู้ว่าทัพพม่ายกมาครั้งนี้มากกว่าครั้งก่อน ก็ให้รักษาเมืองไว้ ไม่ได้ยกทัพออกไปต่อสู้ด้วย พม่าก็ส่งสารมาท้ารบ หาไม่ก็ให้ออกมาเจรจาสงบศึก

พระมหาจักรพรรดิ์ ออกไปเจรจาสงบศึกกับพม่าที่วัดพระเมรุราชิการาม พม่าเรียกร้องเอาช้างเผือกเป็น 4

เชือก และขอเอาพระราเมศวรไปพม่าด้วย และขอให้พญาจักรีและ

พระสมุทรสงครามไปด้วย ไทยเสียช้าง 4

เชือก คือ พระคเชนทโรดม พระบรมไกรสร

พระรัตนากาศ พระแก้วทรงบาท

พญาตานี ซึ่งยกทัพมาช่วยกลับคิดเป็นกบฎ พระมหาจักรพรรด์หนีไปเกาะพราห์ม ทหารตีชาวตานี กลับไป

ศักราช 912

พระเจ้ากรุงสรีสัตนาคนหุตได้แต่งทูตมาขอพระเทพกษัตริย์ไปเพื่ออภิเษกด้วย ทรงเห็นเป็นการผูกไมตรีจึงพระราชทานให้

เจ้าเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต แต่งทูตมารับพระเทยกษัตริย์ตรีแต่ทรงพระประชวรหนักจึงได้ยกพระแก้วฟ้าไปแทน

พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต ถวายส่งคืนพระแก้วฟ้าโดยขอพระราชทานพระเทพกษัตริย์ตรีอย่างเดิม

เมื่อทรงหายประชวรแล้ว ก็ทรงให้จับขบวนส่งพระเทพกษัตริย์ตรีไป

พระมหาธรรมราชาแจ้งข่าวเรื่องนี้ไปยังพม่า พม่าส่งคนมาแย่งพระเทพกษัตริย์ตรีไป พระเจ้าศรีสัตนาคนหุตโกรธแค้นมากจะยกทัพมาตีพิษณุโลก แต่พระมหาจักรพรรดิ์ห้ามไว้

รัชกาลสมเด็จพระมหินทราธิราช

ศักราช 914

พระมหินทราธิราชขึ้นครองราชย์แทนและสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ได้เสด็จออกไปอยู่วังหลัง ขณะนั้นพระชนมมายุ 59 พรรษา ส่วนพระมหินทราธิราช เสวยราชสมบัติอายุ 25 พรรษา

ขณะนั้นพระมหาธรรมราชาได้สิทธิขาดในการปกครองเมืองเหนือและสั่งการต่างๆยังกรุงศรีฯ ทำให้ทรงไม่พอพระทัย ขณะนั้นพระยารามออกจากำแพงเพชร มาเป็นพญาจันทบูร ทรงได้ร่วมกันวางแผนให้ ศรีสัตนาคนหุตยกทัพมาตีพิษณุโลก พระมหาธรรมราชาไม่รู้ว่าเป็นแผนของพระมหินทราธิราช จึงขอให้มาช่วย พระมหินทราธิราชได้ส่งพญาศรีราชเดโชและพญาท้ายน้ำไปโดยจะให้ไปจับกุมพระมหาธรรมราชาแต่พญาศรีราชเดโช กลับนำความลับนี้ไปแจ้งแก่ พระมหาธรรมราชา พระมหาธรรมราชาจึงแจ้งข่าวให้พม่ามาช่วย

พระเจ้าศรีสัตนาคนหุต ยกทัพมาถึงพิษณุโลกตั้งทัพที่ตำบล โพธิเวียง

พระมหินทราธิราช ทำทียกทัพไปช่วยโดยยกไปทางน้ำ พระมหาธรรมราชา เมื่อรู้แผนการของกรุงศรีฯแล้วก็ไม่ให้ยกทัพเข้าเมือง วางแผนใช้แพไม้ไผ่วางเพลิงไป เผากองเรือกรุงศรีฯแตกพ่ายไป

พม่ายกทัพมาช่วย ทัพกรุงศรีและศรีสัตนาคนหุตก็เลยถอยทัพกลับ

เดือน 8

ปีขาล พระมหาจักรพรรดิ์เสด็จทรงผนวช พระมหาธรรมราชารู้ว่า พญารามเป็นคนวางแผนเรื่องต่างๆจึงได้มีสารมาขอตัวพญารามให้ไปเป็นพญาพิชัย พญารามกลัวถูกส่งตัวไปพม่า จึงทูลยุยง เรื่องพระมหาธรรมราชาไปเข้ากับพม่า และมาบังคับบัญชาพระองค์ หากพม่ายกทัพมาจะอาสาป้องกันพระนครเอง

รัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ราชาธิราช ครั้งที่ 2

พระมหินทราธิราช ไปทูลเชิญให้มาครองราชย์สมบัติใหม่ พระมหาธรรมราชา เสด็จไปหงสาวดีเพื่อขอโทษแทนพญาพุกาม และพญาเสือหาญ ซึ่งทำการผิดพลาด พระเจ้าหงสาวดียกโทษให้

ข่าวพระมหาธรรมราชาเสด็จไปหงสาวดีรู้ถึงกรุงศรีฯ พระมหินทราธิราชจึงทูลแก่สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ว่า พระมหาธรรมราชา ได้ไปขึ้นกับพม่า เห็นควรจะให้ไปรับ สมเด็จพระวิสุทธิกษัตริย์และพระเอกาทศรถ ซึ่งเป็นพระพี่นางและพระนัดดาลงมา พระมหาธรรมราชาเมื่อรู้ข่าวก็ให้พระเจ้าหงสาวดีช่วย

ศักราช 917

พม่ายกทัพมาถึงกำแพงเพชร มาถึงนครสวรรค์มาสมทบกับทัพของพระมหาธรรมราชา แล้วยกลงมาล้อมกรุงศรีฯได้ พระยาราม ก็จัดทหารป้องกันพระนคร

ทัพพม่ามาตั้งค่ายที่ ตำบล ลุมพลี ต่อสู้กับทหารไทยอยู่ถึง 2

เดือน ก็ยกมาถึงริมคูเมือง กรุงศรีอยุธยาส่งสารไปให้ล้านช้างยกทัพมาช่วย

พม่าเมื่อล้อมกรุงศรีฯไว้แล้วเห็นจะเข้าตีก็ยากจึงให้ทหารจัดหาเสบียงอาหาร ไว้ให้พอต่อการรบ 1

ปี ทุกกองหากกองใดมิได้จะมีโทษประหาร

ศักราช 918

พระเจ้าช้างเผือกประชวรหนัก และสวรรคต ครองราชย์มา 22 ปี

พระมหินทราธิราชไม่ได้สนใจการศึกปล่อยให้พญารามเป็นคนสั่งการทุกอย่าง

ทัพพม่าและไทยต่อสู้กันหลายครั้ง แต่ไทยยังป้องกันเมืองไว้ได้ พระเจ้าหงสาวดีจึงสั่งให้ทหารถมดินคูคลองเพื่อให้เข้ามาถึงกำแพงนครได้ ทางกรุงศรีฯต่อสู้ แต่พม่าไม่ย่อท้อ ทำการอยู่ 3

เดือน ก็ถมดินมาถึงฟากพระนคร

พม่ายกมาทางมุมถนนเกาะแก้วทหารไทยสู้ไม่ได้ก็แตกพ่ายลงมา พม่าพยายามหลายครั้ง แต่ก็ตีเข้าเมืองไม่ได้ จึงออกอุบายให้ส่งตัวพญารามออกไป แล้วพม่าจะยกทัพกลับ

เมื่อส่งพญารามออกไปแล้วทางพม่าก็กลับคำไม่ยอมยกกลับ จะรบเอากรุงศรีฯให้ได้ โดยยื่นเงื่อนไขให้ พระเจ้าแผ่นดินมายอมถวายบังคม จึงจะยอมเป็นไมตรีด้วย ฝ่ายไทยไม่ยอมทำตาม

ล้านช้างซึ่งฝ่ายไทยได้ส่งสารขอให้มาช่วยก็ยกทัพมา ทัพพม่าตีทัพล้านช้างแตกไป พม่าจะตีกรุงศรีฯให้ได้ใช้อุบายให้พญาจักรี ซึ่งไปเป็นเชลยพม่า มาเป็นไส้ศึกโดยแกล้งทำเป็นลงโทษพญาจักรี แล้วให้หนีมาเข้ากรุงศรีฯ พระมหินทราธิราชเข้าใจว่าพญาจักรีหนีมาจริงๆก็ดีใจ แต่งตั้งให้ทำหน้าที่บัญชาการรบ พญาจักรีก็ทำให้กรุงศรีอยุธยาต้องแตกแก่ข้าศึกในวันเสาร์ แรม 11

ค่ำ เดือน 9 ศักราช 918

พม่าจับพระมหินทราธิราชไป และให้พระมหาธรรมราชาครองกรุงศรีอยุธยา

รัชกาลสมเด็จพระมหาธรรมราชา

สมเด็จพระมหาธรรมราชาขึ้นครองกรุงศรีอยุธยาอายุได้ 54

พรรษา พม่าคุมตัวพระมหินทราธิราชกลับไป แต่ทรงประชวรหนัก สวรรคต

ศักราช 919

พญาละแวกยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา ยกมาปล้นถึง 3 ครั้ง ไม่ได้ จึงยกทัพกลับ

ศักราช 920

ทรงให้สมเด็จพระนเรศวรไปครองพิษณุโลก ขณะนั้นมีพระชนมายุ 16 พรรษา

ศักราช 921

พม่ายกทัพไปตีล้านช้างให้พระเจ้าอยู่หัวและพระนเรศวร เสด็จไปด้วย แต่ให้พระเอกาทศรฐอยู่รักษาพระนคร ทัพพม่าตีล้านช้างไม่ได้ ยกทัพกลับ

พญาละแวกยกทัพมาตีไทยอีกรอบ แต่ตีเข้าไม่ได้ได้

ศักราช 922

พญาละแวกยกทัพมาอีกมาตีเอาเมืองเพชรบุรี แต่ตีไม่ได้ ยกทัพกลับไป

ศักราช 924

ให้จัดแต่งป้อมค่ายคูประตูเมือง และเกิดกบฎญาณพิเชียร

เดือน 3

พญาละแวกยกทัพมาตีเพชรบุรี แตกกวาดต้อนผู้คนไป

ศักราช 925

ละแวกส่งทหารมาทางตะวันออก พระนเรศวรส่งทัพมาตี เขมรแตกไป

ศักราช 926

สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีสวรรคต พระชนมายุ 65 พรรษา มังเอิงราชบุตร ขึ้นครองราชย์แทน เมืองรุม เมืองคัง พากันแข็งเมือง พระนเรศวรยกทัพไปช่วยปราบสำเร็จ

พระเจ้าหงสาวดีมีความระแวงในความสามารถของพระนเรศวร คิดจะกำจัดเสีย ออกอุบายให้มาช่วยปราบกรุงรัตนะบุระอังวะ

พระนเรศวรยกทัพไปถึงเมืองแครง วันพฤหัสบดี ขึ้น 10

ค่ำ เดือน 6 พักพลอยู่นอกเมืองใกล้วัดพระมหาเถรคันฉ่อง พระมหาเถรคันฉ่องได้บอกข่าวที่พม่าคิดกำจัดพระองค์ พระองค์จึง ประกาศเอกราช ไม่ขึ้นกับพม่าที่เมืองแครง แล้วยกทัพกลับ ทัพพม่าตามมาถึงริมฝั่งแม่น้ำสโตง ก็ข้ามฟากมา พม่าตามมาทัน ทรงพระแสงปืนข้ามไปถูก สุรกำมา แม่ทัพพม่าตาย พม่าก็ยกทัพกลับไป

พระนเรศวรได้กราบทูลเรื่องประกาศเอกราชต่อพระมหาธรรมราชา แล้วยกทัพกลับพิษณุโลก

ต่อมาทางสวรรคโลก เมื่อรู้ว่า พระนเรศวรเป็นศัตรูกับพม่าแล้วก็ยกทัพมาตีพิษณุโลก ทรงปราบได้สำเร็จ

ในเดือน 9

นั้น ได้ทรงยายผู้คนลงมากรุงศรีฯ และพระนเรศวร ก็เสด็จมากรุงศรีฯด้วย

พม่ายกทัพมาตีไทยอีกในศักราช 929

พระนเรศวรและพระเอกาทศรถยกทัพไป ข้าศึกสู้ไม่ได้แตกไป

พญาละแวกส่งทูตมาขอเป็นไมตรีด้วย

ศักราช 930

พม่าให้เชียงใหม่ยกทัพมาตีไทยอีกโดยมาตั้งที่นครสวรรค์

พญาละแวกส่งพระศรีสุธรรมาธิราชผู้เป็นอนุชายกมาช่วย วันพฤหัสบดี แรม 2

ค่ำ เดือนอ้าย เชียงใหม่ยกทัพมาตั้งที่ ตำบล สระเทศ

เดือน 5

พระเจ้าหงสาวดี ให้พระมหาอุปราชายกทัพมาที่กำแพงเพชร ทำการสะสมเสบียง ไว้ทำศึกกับไทย โดยให้ทัพเชียงใหม่ล้อมกรุงศรีฯไว้

พระมหาธรรมราชา เกรงว่าหากทัพพม่ายกมาสมทบกับทัพเชียงใหม่ ก็จะยากในการต่อสู้ จึงให้ พระนเรศวรและพระเอกาทศรถยกทัพไปตีทัพเชียงใหม่แตกไป

พอเลิกทัพกลับมาถึงตำบล โพธิสามต้นเห็นเรือพระศรีสุพรรมาธิราชจอดดูอยู่ไม่ได้หมอบนั่งดูอยู่จึงให้พระพิไชยบุรินทรา ตัดศรีษะเชลยไปเสียบไว้ที่เรือ พระศรีสุพรรมาธิราช

พระศรีสุพรรมาธิราชแค้นใจคิดอาฆาตแต่ทำอะไรไม่ได้ พอเสร็จศึกก็ยกทัพกลับไป

พระเจ้าเชียงใหม่ซึ่งแตกทัพไป ได้ไปรวมกับทัพพระมหาอุปราชาที่กำแพงเพชร

พระศรีสุพรรมาธิราช เมื่อกลับไปได้ไปทูลฟ้องพญาละแวกว่าถูกดูหมิ่น พญาละแวกโกรธ คิดจะตัดไมตรีกับกรุงศรีฯ

พระเจ้าหงสาวดีรู้ว่าเจ้าเชียงใหม่แพ้ก็โกรธ คาดโทษให้กลับไปเชียงใหม่ รวบรวมเสบียงอาหารให้พอกับคน 3

แสน

เดือน 12

พม่ายกทัพมาทางเชียงทอง มาประชุมพลที่กำแพงเพชร ให้เจ้าเชียงใหม่ ยกทัพมาสมทบ

พฤหัสบดีขึ้น 2

ค่ำ เดือน 2 พม่ายกทัพใหญ่มาตั้งมั่นที่ ตำบล ขนอนปากคู ตำบล มะขามหย่อง

พระมหาอุปราชา และพญาตองอูยกมาทางลพบุรี สระบุรี มาตั้งที่ ตำบล ชายเคือง

กรุงศรีฯเห็นพม่ายกทัพใหญ่มาก็เกณฑ์พลกันเก็บเกี่ยวข้าวในท้องนาให้หมด ไม่ให้เหลือเป็นเสบียงแก่พม่า

ทัพไทยได้ยกออกไปปะทะกับพม่าหลายครั้ง พระนเรศวร และพระเอกาทศรถได้ยกทัพไปตีทัพพม่าถอยไปตั้งที่ ป่าโมกข์

พม่ายกมาล้อมพระนครไว้ 6

เดือน เสียไพร่พลเป็นอันมากจึงยกทัพกลับ

ละแวกรู้ว่าพม่ามาตีไทย ก็ส่งทหารมารุกรานไทย ทางแถบตะวันออก ตีปราจีนบุรีแตก พระเจ้าอยู่หัวโกรธก็ให้จัดทัพไปตีทัพพญาละแวก ละแวกตีมาถึงนครนายก โดนทัพไทยตีแตกหนีไป

ศักราช 932

พม่ายกทัพมาตีไทยอีกโดนมาทางกำแพงเพชรมาถึงอยุธยา แรม 14 ค่ำ

เดือน อ้าย ตั้งค่ายที่บางปะหัน

พระนเรศวรยกทัพออกสู้กับทัพพม่า พม่าพยายามเข้าตีพระนครหลายครั้งไม่สำเร็จ ยกทัพกลับไป

ศักราช 940

สมเด็จพระมหาธรรมราชาประชวร สวรรคต พระชนมายุ 76 พรรษา ครองราชย์มา 22 ปี

พระนเรศวร

พระนเรศวร เป็นกษัตริย์องค์ที่ 19 (

ในจำนวน 34 พระองค์)แห่งอาณาจักรอยุธยา พระองค์ทรงเป็นพระโอรสของพระมหาธรรมราชา (อดีตเจ้าเมืองพิษณุโลก ซึ่งเป็นกษัตริย์องค์ที่ 18 ของอยุธยา)

ซึ่งเป็นเชื้อสายของราชวงศ์สุโขทัย พระนเรศวรทรงเป็นที่รู้จักในประวัติศาสตร์ไทยสกุลลัทธิชาตินิยมในฐานะ “

วีรกษัตริย์” ผู้กอบกู้ “เอกราช” ให้กับอยุธยาซึ่งตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าอยู่ 15 ปี ระหว่าง 2112-2127 พระนเรศวรมีพระพี่นาง 1 องค์ และพระอนุชา 1 องค์ พระนเรศวรเป็นที่รู้จักในนามของ “องค์ดำ” ผู้มีความปรีชาสามารถในการสงคราม สามารถสถาปนาอาณาจักรอยุธยาให้มีอำนาจและความยิ่งใหญ่ ส่วนพระอนุชา (ซึ่งต่อมาจะเป็นกษัตริย์ทรงพระนามว่า พระเอกาทศรถ) นั้นรู้จักกันในพระนามว่า “องค์ขาว” พระนเรศวรทรงได้รับยกย่องให้เป็น 1 ในบรรดากษัตริย์ไทยที่ทรงเป็น “มหาราช”

พระนเรศวรประสูติเมื่อ 2098

ที่เมืองพิษณุโลกในสมัยที่พระราชบิดายังทรงดำเนินตำแหน่งเจ้าเมืองนั้นอยู่ เมื่ออายุได้ 9 พรรษาถูกส่งไปเป็นตัวประกันที่เมืองพระโค(หงสาวดี) สืบเนื่องมาจากพม่ายึดเมืองพิษณุโลกได้ และพระราชบิดาได้เข้าร่วมกับฝ่ายพม่า ทั้งนี้เพื่อประกันความจงรักภักดีต่อพม่า พระนเรศวรจึงถูกส่งไปเป็นตัวประกันทรงประทับอยู่ในฐานะ “โอรสบุญธรรม” ของกษัตริย์พม่าถึง 7 ปี ครั้นเมื่อพม่ายึดอยุธยาได้ในปี 2112 พระมหาธรรมราชาได้ขึ้นครองราชสมบัติในฐานะเมืองขึ้นของพม่า พระนเรศวรจึงเสด็จกลับจากเมืองพระโค(หงสาวดี) เมื่อปี 2114 พระชนมายุได้ 16 พรรษา ทั้งนี้โดยการที่พระมหาธรรมราชาต้องส่งพระราชธิดาไปเป็นตัวประกันแทน จากนั้นพระนเรศวรก็ได้รับการสถาปนาให้เป็นเจ้าเมืองพิษณุโลก และมีตำแหน่งในฐานะอุปราช หรือ “วังหน้า” โดยมีพระอนุชา ในฐานะ “วังหลัง” ที่จะสืบราชสมบัติแทน

ในช่วงระยะเวลา 19

ปีก่อนขึ้นครองราชนั้น พระนเรศวรทรงมีส่วนในการสงครามป้องกันอยุธยาเป็นอย่างมาก ทั้งการสงครามกับพม่าและกัมพูชา และในที่สุดก็ได้ประกาศ “อิสระภาพ” ในปี 2127 เมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าในปี 2112 นั้น อาณาจักรไทยนอกจากจะแตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าแล้ว(ทั้งอยุธยาและเชียงใหม่)ภาคกลางของไทยได้รับความเสียหายมาก ประชากรส่วนใหญ่ถูกกวาดต้อนไปพม่า เมืองหลายเมืองต้องถูกทิ้งร้าง เพราะขาดประชากร ที่อยุธยาเองพม่าตั้งกองทัพของตนไว้ 3,000คน ทั้งนี้เพื่อควบคุมพระมหาธรรมราชาไม่ให้เอาใจออกห่าง ดังนั้นอยุธยาจึงอยู่ในสภาพที่อ่อนแอ และขาดกำลังทหารป้องกันเมืองเป็นอย่างมาก

ความอ่อนแอของอยุธยาเปิดโอกาสให้กัมพูชาส่งกองทัพมารุกรานหัวเมืองชายทะเล ตั้งแต่แถบเมืองจันทบุรีถึงเพชรบุรี ระหว่างปี 2113-2130

กัมพูชาส่งกองทัพมาตีหัวเมืองชายทะเลดังกล่าวถึง 6 ครั้ง และกวาดต้อนประชากรไปเป็นจำนวนมาก สงครามไทย-กัมพูชานี้เป็นสงครามที่ประทุในแถบชายแดนจันทบุรี และเป็นสงครามที่มีการปล้นสะดมประชากรกัน สงครามในลักษณะดังกล่าวมีมาตั้งแต่สมัยต้นอยุธยา พระนเรศวรมีส่วนอย่างมากในการป้องกันอยุธยาในครั้งนี้ การสงครามกับกัมพูชาในครั้งนั้นทำให้อยุธยาสามารถใช้เป็นข้ออ้างในการที่จะสะสมกำลังคนโดยการโยกย้ายประชากรจากหัวเมืองเข้ามายังอยุธยา ทั้งยังสามารสร้าง และซ่อมแซมกำแพงเมืองตลอดจนป้อมปราการ และจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์เพิ่มเติมได้โดยปราศจากความสงสัยจากพม่า นอกเหนือจากภัยสงครามจากภายนอกแล้ว ในสมัยดังกล่าวอยุธยาก็ยังเผชิญกับปัญหาภายใน คือ “ขบถไพร่ญาณพิเชียร” ในปี 2124ด้วย

ในปี 2124

พระเจ้านันทบุเรงกษัตริย์พม่าสวรรคต และพม่าภายใต้ราชวงศ์ตองอูก็ทำท่าว่าจะแตกสลาย พระนเรศวรได้เสด็จไปยังเมืองพระโคเพื่อไปในงานพระศพของกษัตริย์พม่า และน่าจะทรงทราบดีถึงโอกาสที่อยุธยาจะได้เป็นเอกราช ในขณะเดียวกันพม่าก็ทราบดีเช่นกันว่า พระนเรศวรจะเอาใจออกห่าง ดังนั้นจึงได้ใช้มอญให้วางแผนกำจัดพระนเรศวร แต่พระยาเกียรติพระยาราม ขุนนางมอญกับนำความลับนี้มากราบทูลต่อพระนเรศวร ดังนั้น ปี 2127 พระนเรศวรจึงประกาศ อิสรภาพ ของอยุธยา ตลอดปลายรัชสมัยของบิดาของพระองค์ พระนเรศวรต้องทำสงครามต่อต้านการรุกรานของพม่า ระหว่าง 2128-2130 พระองค์ทรงขึ้นครองราชสมบัติเมื่อปี 2133 เมื่อพระบิดาสวรรคต และมีพระชนมายุ 35 พรรษา

ตามประวัติศาสตร์ไทยกล่าวว่า “

สงครามยุทธหัตถี” หรือการรบโดยการชนช้างในปี 2135-2136 เป็นสงครามที่พระนเรศวรทรงมีชัยชนะอย่างเด็ดขาดเหนือพม่า พระมหาอุปราชแม่ทัพพม่า สิ้นพระชนม์ด้วยพระแสงของ้าวของพระนเรศวรที่ตำบลหนองสาหร่าย จังหวัดสุพรรณบุรี สงครามครั้งนี้นับได้ว่าเป็นสงครามใหญ่ครั้งสุดท้ายของพุทธศตวรรษที่22 หลังจากนั้นไทยกับพม่าก็ค่อนข้างจะว่างสงครามกัน100กว่าปี จนเมื่อพม่าได้สถาปนาราชวงศ์อลองพญา(คองบอง)

ตลอดรัชสมัย 15

ปีของพระนเรศวร พระองค์ทรงพยายามสถาปนาความเป็นปึกแผ่นของอยุธยา ทรงขยายอาณาเขตออกไปกว้างขวาง ทรงทำให้กัมพูชาต้องยอมเป็นเมืองขึ้น

ตามหลักฐานประวัติศาสตร์กล่าวว่าพระนเรศวรทรงสนใจในการเมืองระหว่างประเทศ เห็นได้จากการเสนอส่งกองทัพไทยไปช่วยจีนรบกับญี่ปุ่น ในสมัยของ โตโยโตมิ ฮิเดโยชิ เมื่อปี2135

แต่ทางจีนได้ปฏิเสธข้อเสนอนี้เมื่อปี 2136

พระนเรศวรสวรรคตที่เมืองหาง รัฐฉานในพม่า เมื่อ 2148

พระชนม์พรรษาได้ 50 ปี และดูเหมือนว่าพระองค์จะไม่มีพระราชโอรสหรือพระธิดา บ้างก็กล่าวว่าพระองค์ไม่มีฝ่ายในด้วยซ้ำไปดังนั้นพระอนุชาคือพระเอกาทศรถจึงได้ครองราชสมบัติแทน

พระเอกาทศรถ

พระเอกาทศรถ เป็นกษัตริย์องค์ที่ 20

ของอยุธยา พระองค์เป็นพระอนุชาของพระนเรศวร ทรงประสูติเมื่อ 2103 มีพระชนมายุอ่อนกว่าพระนเรศวร 5 พรรษา ในสมัยที่พระราชบิดาทรงครองราชย์ พระเอกาทศรถได้สถาปนาเป็น “วังหลัง” เมื่อพระนเรศวรขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน พระเอกาทศรถก็ได้รับยกย่องในฐานะเท่าเทียมกับพระนเรศวร พงศาวดารไทยจะกล่าวถึงพระองค์ในฐานะของ “พระเจ้าอยู่หัว” อีกพระองค์หนึ่ง ทั้งนี้อาจจะเป็นได้ว่าพระเอกาทศรถทรงร่วมรบในสงครามกับพระนเรศวรมาตลอด และอาจเป็นเพราะพระนเรศวรไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีพระมเหสีหรือพระโอรส พระเอกาทศรถจึงอยู่ในฐานะของอุปราชหรือผู้ที่จะได้สืบราชสมบัติอย่างชัดเจน หลักฐานจากชาวฮอลันดากล่าวถึงพระองค์ในฐานะ “พระอนุชาธิราชพระราเมศวร” ซึ่งตำแหน่ง พระราเมศวร เป็นตำแหน่งของพระโอรสองค์โตในสมัยต้นอยุธยา พระเอกาทศรถขึ้นครองราชสมบัติเมื่อ ปี 2148 พระชนมายุได้ 45 พรรษา

พระเอกาทศรถขึ้นครองอยุธยาในสมัยที่อาณาจักรเป็นปึกแผ่นมั่นคง พระนเรศวรได้ขยายอำนาจของอยุธยาออกไปอย่างกว้างขวางอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในสมัยอยุธยาก่อนหน้านี้ อยุธยามีอำนาจเหนือเชียงใหม่ และรุกเข้าไปในดินแดนรัฐฉาน ทางด้านพม่าตอนใต้ก็ได้แถบทวาย มะริด ตะนาวศรี และทางด้านกัมพูชาก็ทำให้เขมรต้องยอมรับอำนาจของไทย แต่อย่าางไรก็ตามบรรดาอาณาเขตเหล่านี้จำนวนมากก็เป็นอิสระเมื่อสิ้นพระนเรศวร กระนั้นก็ตามอำนาจของอยุธยาในพม่าตอนล่างก็ยังคงอยู่ ทำให้เปิดประตูการค้าไปในอ่าวเบงกอลที่ประจวบเหมาะกับการที่ชาติตะวันตกแพร่อิทธิพลของตนเข้ามาทำการค้าขาย จึงเป็นรัชสมัยการปูพื้นฐานของการที่อยุธยาจะมีสัมพันธ์ด้าาานการค้าและการเมืองกับประเทศตะวันตก ซึ่งจะเห็นได้ชัดในกลางพุทธศตวรรษที่ 22

ต้น23 พระเอกาทศรถเป็นกษัตริย์อยุธยาองค์แรกที่ส่งทูตไปถึงกรุงเฮก ประเทศฮอลันดาเมื่อ 2151 และฮอลันดาก็ตั้งสถานีการค้าของตนในอยุธยา ฮอลันดามีจุดมุ่งหมายที่จะใช้อยุธยาเป็นเมืองท่าแลกเปลี่ยนสินค้า และเป็นฐานในการที่จะค้าขายต่อกับจีนและญี่ปุ่น ฮอลันดานำเอาผ้าฝ้าย อาวุธ มาแลกกับสินค้าพื้นเมืองคือหนังกวาง และพริกไทย

เอกสารของชาวต่างประเทศกล่าวว่า ทั้งพระนเรศวรและพระเอกาทศรถทรงโปรด “

ชาวต่างชาติ” ดังนั้นอยุธยาจึงต้อนรับชาวต่างชาติอื่น ๆอีก เช่น โปรตุเกส ญี่ปุ่น สมัยนี้เป็นสมัยที่เรือญี่ปุ่นได้รับ “ใบเบิกร่องตราแดง” สินค้าที่ญี่ปุ่นมาซื้อคือฝาง หนังกวาง หนังปลาฉลาม ตะกั่ว ดีบุก

สมัย พระเอกาทศรถเป็นสมัยการสร้างอำนาจทางเศรษฐกิจ พระเอกาทศรถไม่โปรดการสงคราม ไม้ได้ทำการขยายอำนาจทางทหารอย่างสมัยพระนเรศวร จึงเป็นสมัยการค้าขายติดต่อกับต่างประเทศ และเป็นสมัยที่มีมาตราการทางด้านภาษีอากรอย่างมาก พงศาวดารไทยกล่าวว่า “

ทรงพระกรุณาตั้งพระราชกำหนดกฎหมายพระอัยการ และส่วนพัฒนากรขนอนตลาด” ซึ่งหมายถึงการเก็บภาษีจากผลิตผล ตลอดจนภาษีผ่านด่าน และภาษีตลาด ซึ่งตรงกับหลักฐานของฮอลันดาที่ว่าพระองค์ให้สำรวจจำนวนประชากร ให้มีการขึ้นสังกัดต่อนาย ให้มีการสำรวจสวนเพื่อเก็บภาษีต้นไม้(ที่ออกผล)เช่น มะพร้าว หมาก ส้ม มะนาว มะขาม ทุเรียน มะม่วง โดยเก็บต้นละ 1 เฟื้อง

(

เท่ากับ 12 สตางค์ ครึ่ง หรือ = 8อัฐ) เป็นต้น และที่น่าสนใจก็คือมีการเสียภาษีมรดกเมื่อขุนนางสิ้นชีวิตลง 1ใน3ของทรัพย์สมบัติต้องตกเป็นของหลวง

พระเอกาทศรถครองราชย์เพียง 5

ปี เมื่อสวรรคตก็มีปัญหาการสืบราชสมบัติแย่งชิงกันในหมู่พระโอรสของพระองค์เอง อันเป็นปัญหาทางการเมืองภายในของอยุธยาที่มีมาตลอดเกือบจะทุกสมัย การสืบราชสมบัติหรือการส่งต่ออำนาจทางการเมือง ไม่สามารถจะสร้างกฎเกณฑ์ขึ้นมาเป็นมาตรฐานที่ยอมรับกันได้

พระศรีเสาวภาคย์

เป็นกษัตริย์องค์ที่ 21

เป็นพระโอรสของพระเอกาทศรถ (กษัตริย์องค์ที่ 20) ได้ขึ้นมาเป็นพระเจ้าแผ่นดินก่อนในช่วงเวลาสั้น ๆเพียง 1ปีกับ 2เดือน เข้าใจว่าเป็นระยะเวลาที่พระเจ้าเอกาทศรถจะสิ้นพระชนม์ พระศรีเสาวภาคย์ เป็นเจ้าฟ้าที่มีพระเนตรข้างเดียว และก็มีสิทธิที่จะได้ครองบัลลังก์ต่อเมื่อเจ้าฟ้าสุทัศน์พระราชบุตรผู้พี่ได้สวรรคตไป

พระเจ้าทรงธรรม

พระเจ้าทรงธรรม เป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์ที่ 22

แห่งอาณาจักรอยุธยา ทรงเป็นโอรสของพระเอกาทศรถแห่งราชวงศ์สุโขทัยที่ได้เข้ามาครองอำนาจในอยุธยาภายหลังการเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าเป็นครั้งแรก เมื่อ 2112

พระเจ้าทรงธรรมคงเป็นโอรสที่เกิดจากพระสนม มิใช่จากพระมเหสีซึ่งทำให้ข้ออ้างในการขึ้นครองราชย์ไม่แข็งแรงนัก แต่การสืบสันตติวงศ์ในสมัยอยุธยาก็หาได้มีกฎเกณฑ์แน่นอนไม่ ในบางครั้งขึ้นอยู่กับความสามารถที่จะควบคุมกำลังคน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มขุนนางข้าราชการหรือไพร่พล และใช้กำลังในการยึดอำนาจในลักษณะที่เรียกว่า ปราบดาภิเษก การที่พระเจ้าทรงธรรมขึ้นมาครองราชย์ได้ ก็เพราะเจ้าฟ้าสุทัศน์พระโอรสอันเกิดจากพระมเหสีและได้รับสถาปานาเป็นพระมหาอุปราช ซึ่งมีสิทธิจะได้ครองราชสมบัติต่อนั้น ถูกข้อหาขบถต่อพระราชบิดา (เอกาทศรถ) จึงต้องเสวยยาพิษและสิ้นพระชนม์ไปก่อน

ตามหลักฐานของพงศาวดารไทย กล่าวว่าก่อนที่พระเจ้าทรงธรรมจะขึ้นครองราชย์นั้น โอรสอีกองค์หนึ่งของพระเอกาทศรถได้ขึ้นมาเป็นพระเจ้าแผ่นดินก่อนในช่วงเวลาสั้น ๆเพียง 1

ปีกับ 2เดือน เข้าใจว่าในระยะเวลาที่พระเจ้าเอกาทศรถจะสิ้นพระชนม์นั้น พระราชโอรสองค์ที่ว่านี้เกิดจากพระมเหสีทรงพระนามว่า พระศรีเสาวภาคย์ เป็นเจ้าฟ้าที่มีพระเนตรข้างเดียว และก็มีสิทธิที่จะได้ครองบัลลังก์ต่อเมื่อเจ้าฟ้าสุทัศน์พระราชบุตรผู้พี่ได้สวรรคตไป

แต่หลักฐานของชาวยุโรปที่อยู่ในอยุธยาขณะนั้น ยืนยันว่าพระเจ้าทรงธรรมได้ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระเอกาทศรถ ดังนั้นอาจเป็นไปได้ที่ว่า ในขณะที่พระเอกาทศรถจะเสด็จสวรรคต พระเจ้าทรงธรรมทรงผนวชอยู่ที่ วัดระฆัง ได้สมณฐานันดรเป็น “

พระพิมลธรรมอนันตปรีชา” ทรงวชาญทางด้านพระพุทธศาสนา มีลูกศิษย์และขุนนางข้าราชการนิยมชมชอบไม่น้อย ทำให้สามารถซ่องสุมผู้คนเป็นกำลังเข้ายึดอำนาจได้

พระเจ้าทรงธรรมครองราชย์อยู่ 18

ปี และถือเป็นรัชกาลที่ประสบความสำเร็จ พระองค์เป็นกษัตริย์ที่ได้รับการยกย่องสรรเสริญมากพระองค์หนึ่ง ลักษณะเด่นของรัชสมัยของพระองค์คือ ด้านพระพุทธศาสนา และวรรณกรรม การต่างประเทศ และความสงบภายใน

ด้านพุทธศาสนามีการค้นพบรอยพระพุทธบาท ที่สระบุรี เมื่อปี 2166

ตามประวัติกล่าวว่านายพรานชื่อบุญเป็นผู้ค้นพบโดยบังเอิญบนภูเขาเล็ก ๆในเขตนั้น พระองค์ได้ทรงให้สร้างมณฑปครอบพระพุทธบาท และทรงเริ่มประเพณีการเสด็จไปบูชาพระพุทธบาทตั้งแต่รัชสมัยของพระองค์ ประเพณีนี้ถือได้ว่าเป็นประเพณีของการจารึกแสวงบุญที่สำคัญที่สุดของกษัตริย์ของอยุธยา ตราบจนกระทั่งเสียกรุงแก่พม่าในปี 2310 และได้กลายเป็นประเพณีของชาวบ้านในแถบภาคกลางจนถึงทุกวันนี้ อาจกล่าวได้ว่าการไปไหว้พระพุทธบาทเป็นประจำทุกปี ทำให้สถานที่นี้ถือได้ว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางพระพุทธศาสนามากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย ประเพณีนี้จะทำในเวลาหลังฤดูเกี่ยวข้าวแล้ว คือประมาณเดือนกุมภาพันธ์ หรือ มีนาคม

อาจกล่าวได้ว่าการค้นพบรอยพระพุทธบาทที่สระบุรีนั้น เป็นการสืบทอดจารีตความเชื่อทางด้านพุทธศาสนาที่ไทยได้รับจากสกุล ลังกาวงศ์นับตั้งแต่สมัยสุโขทัยเป็นต้นมาทั้งนี้เพราะในศรีลังกามีประเพณีการขึ้นไปไหว้รอยพระพุทธบาทที่เขาสมณกูฏ อันเป็นความเชื่อที่สร้างความสัมพันธ์ต่อเนื่องระหว่างพระพุทธองค์ในอินเดียกับประเทศที่นับถือพุทธศาสนา รอยพระพุทธบาทและชื่อเขาสมณกูฏเองก็ปรากฏในสมัยสุโขทัย

ยังมีการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดและพระพุทธรูปสำคัญอีกด้วย เช่นพระมงคลบพิตร การจัดให้มีการแต่ง “

มหาชาติคำหลวง” อันเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติของพระพุทธเจ้าในชาติสุดท้ายก่อนการตรัสรู้ มหาชาติ หรือ พระเวสสันดร นี้ถือเป็นวรรณกรรมทางศาสนาที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งของไทย ยังมีการสร้างพระไตรปิฎกถือได้ว่าเป็นความสำเร็จของรัชสมัยในการที่พระมหากษัตริย์เป็น “องค์ศาสนูปถัมภก” อันเป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่พระมหากษัตริย์ไทยจะทรงพึงมีในฐานะ “สิทธิธรรมทางการเมืองการปกครอง”

ด้านการต่างประเทศ พระเจ้าทรงธรรมได้ทรงดำเนินนโยบายสืบต่อมาจากพระเอกาทศรถ อันจะทำให้อยุธยามีบทบาทในการค้า และการติดต่อกับต่างประเทศ เป็นอย่างมากจนถึงสมัยพระนารายณ์

ชาวต่างประเทศที่นับว่ามีบทบาทอย่างมากในสมัยนี้คือ อังกฤษ ฮอลันดา ญี่ปุ่น ซึ่งติดต่อค้าขายกัน แต่ในบางครั้งมาตั้งสถานีการค้า หรือ บ้าน ในอยุธยาโดยมุ่งจะใช้สยามเป็นเมืองท่าติดต่อไปยังจีนและญี่ปุ่นอีกทอด

ภายหลังการก่อตั้ง English East India Company

เมื่อปี 2143 อังกฤษได้ขยายเข้าไปในชวาซึ่งต้องแข่งขันกับฮอลันดา แล้วฮอลันดาชนะ ทำให้อังกฤษต้องไปสร้างอิทธิพลในอินเดียแทน อังกฤษได้เข้ามาในอยุธยาเพื่อหวังจะได้ตลาดผ้าฝ้ายที่นำมาจากอินเดีย เพื่อแลกกับของป่า

สำหรับประเทศตะวันตกนั้น ฮอลันดามีบทบาทในอยุธยามากที่สุด

รัชสมัยของพระเจ้าทรงธรรมไม่ประสบความสำเร็จด้านการทหารและการแผ่ขยายอำนาจ แต่ก็เป็นรัชสมัยที่มีความเจริญรุ่งเรืองทางด้านศาสนาและการต่างประเทศ พระเจ้าทรงธรรมทรงประชวรและสวรรคตในปี 2171

เมื่อพระชนมายุได้ 38 พรรษา และปัญหาการสืบราชสมบัติต่อจากพระองค์ก็มีคล้าย ๆกับตอนที่ พระองค์ขึ้นครองราชย์เช่นกัน

พระเชษฐาธิราช

เป็นกษัตริย์องค์ที่ 23

ทรงเป็นพระโอรสของพระเจ้าทรงธรรม (กษัตริย์องค์ที่ 22)

พระอาทิตยวงศ์

เป็นกษัตริย์องค์ที่ 24

แห่งราชวงศ์สุโขทัย เป็นอนุชาของพระเชษฐาธิราช (กษัตริย์องค์ที่ 23)

พระเจ้าปราสาททอง

พระเจ้าปราสาททองเป็นกษัตริย์องค์ที่ 25

ของอาณาจักรอยุธยา และทรงเป็นผู้สถาปนาราชวงศ์ปราสาททองอันเป็นราชวงศ์ที่ 4 (ในจำนวน 5 ราชวงศ์) ของอยุธยา

พระเจ้าปราสาททองประสูติปี 2143

และอาจจะมีสายพันธ์ในการทรงเป็นลูกพี่ลูกน้องกับพระเจ้าทรงธรรม รับราชการเป็นหมาดเล็กของพระเอกาทศรถ และเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นในกรมวังตอนอายุ 17 ปี เมื่อพระเจ้าทรงธรรมสวรรคต2171 ก็เกิดปัญหาการสืบราชสมบัติอันเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตกของอยุธยา ขุนนางในราชสำนักแยกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งคือ เจ้าพระยามหาเสนาสนับสนุนพระศรีศิลป์ ซึ่งเป็นอนุชาของพระเจ้าทรงธรรม แต่อีกฝ่ายหนึ่งคือ เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ปราสาททอง) สนับสนุนพระเชษฐาธิราชซึ่งเป็นโอรสฝ่ายพระเจ้าทรงธรรม ฝ่ายพระเชษฐาธิราชได้ชัยชนะขึ้นครองราชสมบัติ ดังนั้นเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ปราสาททอง) จึงได้รับตำแหน่งกลาโหมมีไพร่พลในบังคับและมีอำนาจมาก พระเชษฐาธิราชครองราชสมบัติได้ 1ปี 7เดือน เกิดความขัดแย้งกับเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ พระเจ้าแผ่นดินถูกจับสำเร็จโทษ และตั้งพระอนุชาคือ พระอาทิตยวงศ์ขึ้นเป็นกษัตริย์ได้เพียง 1 เดือน เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ก็ยึดอำนาจสถาปนาตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์เมื่อพระชนม์พรรษา 30 พระองค์ครองราชย์ 27 ปี

พระเจ้าปราสาททองพยายามแก้ปัญหาการปกครองคือพยายามที่จะไม่ให้เจ้าหรือขุนนางคนใดคนหนึ่งมีอำนาจในการคุมไพร่พลมากจนมีอำนาจมากขึ้นได้ ในสมัยพระนเรศวรและพระเอกาทศรถได้ทรงแก้ปัญหานี้แล้วด้วยการตัดกำลังและอำนาจของเจ้าเมืองบางเมือง ยกเลิกตระกูลเจ้าหัวเมืองที่จะสืบต่ออำนาจกัน ใช้การแต่งตั้งจากส่วนการออกไป พระเจ้าปราสาททองได้ดำเนินการให้แบ่งแยกอำนาจกันระหว่าง 2

เสนาบดีผู้ใหญ่ คือ กลาโหมและ มหาดไทย แบ่งหัวเมืองทางเหนือให้อยู่ในบังคับบัญชาของหมาดไทย ให้หัวเมืองทางใต้อยู่ในบังคับบัญชาของกลาโหม

นอกเหนือจากปัญหาภายในแล้วยังมีปัญหากับชาวต่างชาติคือ ญี่ปุ่น และ ฮอลันดา

ในสมัยของพระเจ้าปราสาททองเป็นสมัยที่ศิลปะเกี่ยวกับศาสนาเฟื่องฟูมาก มีการรื้อฟื้นอิทธิพลของสถาปัตยกรรมเขมร เช่นการสร้างปรางค์ที่วัดไชยวัฒนารามและที่อำเภอนครหลวง แต่ในขณะเดียวกันก็มีการพัฒนาศิลปะของพระพุทธรูป (ทรงเครื่องกษัตริย์) และปรางค์ (

ยอดสูง) แบบไทย อันถือเป็นแบบฉบับที่สำคัญของปลายอยุธยา พระเจ้าปราสาททองทรงเน้นพระราชพิธีเสด็จไปบูชารอยพระพุทธบาทที่สระบุรีอันเริ่มมาแต่สมัยพระเจ้าทรงธรรม จนกลายเป็นประเพณีที่สำคัญของอยุธยาตอนปลาย

เจ้าฟ้าไชย

เป็นกษัตริย์องค์ที่ 26

แห่งราชวงศ์ปราสาททอง เป็นโอรสของพระเจ้าปราสาททอง

(

กษัตริย์องค์ที่ 25) ขึ้นครองราชย์ได้ 2วัน

พระศรีสุธรรมราชา

เป็นกษัตริย์องค์ที่ 27

แห่งราชวงศ์สุโขทัย เป็นพระอนุชาของพระเจ้าปราสาททอง (กษัตริย์องค์ที่ 25) ขึ้นครองราชย์ ได้ 2 เดือน 18 วัน

พระนารายณ์

พระนารายณ์ ทรงเป็นกษัตริย์องค์ที่ 28

แห่งอยุธยา พระองค์ทรงได้รับยกย่องให้เป็นมหาราชองค์หนึ่ง ทั้งนี้เพราะถือว่ารัชสมัยของพระองค์เจริญรุ่งเรืองในทางวรรณคดีและการต่างประเทศ แต่ก็เป็นสมัยที่มีปัญหายุ่งยากทางการเมืองภายในอย่างสูง และเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองระหว่างประเทศในลักษณะที่ล่อแหลมจนเกือบทำให้สยามตกอยู่ใต้อิทธิพลของฝรั่งเศส สมัยของพระองค์เป็นสมัยที่มีข้อมูลทางประวัติศาสตร์มากที่สุดของอยุธยาเพราะได้หลักฐานจากชาวตะวันตกที่เข้ามาในราชสำนัก

พระนารายณ์เป็นโอรสของพระเจ้าปราสาททองกษัตริย์องค์ที่ 25

ทรงประสูติเมื่อ 2175/1632 และเมื่อพระราชบิดาสวรรคต 2199 พระเชษฐาของพระองค์ คือ เจ้าฟ้าไชย ก็ได้ขึ้นครองราชสมบัติเพียง 2 วัน พระนารายณ์ทรงร่วมสมคบกับพระศรีสุธรรมราชาซึ่งเป็นพระเจ้าอา ชิงราชสมบัติ โดยขอให้ชาวต่างชาติในอยุธยา เช่น ฮอลันดา ญี่ปุ่น มุสลิม (เปอร์เซียและปัตตานี) ช่วยให้พระศรีสุธรรมราชาครองราชสมบัติแทน แต่พระศรีสุธรรมราชาก็อยู่ในสมบัติได้เพียง 10 สัปดาห์ พระนารายณ์ก็ชิงราชสมบัติอีกครั้ง

ในสมัยของพระนารายณ์ทรงพยายามที่จะสถาปนาอำนาจของอยุธยาเหนือล้านนา (เชียงใหม่) และพม่าตอนล่าง ซึ่งเป็นเขตอิทธิพลที่ช่วงชิงกันระหว่างอยุธยาและพม่านับตั้งแต่กลางพุทธศตวรรษที่ 21

ทรงส่งกองทัพเข้ารุกรานเชียงใหม่ (2204) และเมืองของพม่า เช่น

เมาะตะมะ ร่างกุ้ง พะโค (2205)

ในสมัยของพระองค์ อยุธยาสามารถครอบครองเมืองต่างๆในพม่าตอนล่างสุดไว้ได้ เช่น มะริดและตะนาวศรี และใช้หัวเมืองเหล่านี้เป็นเมืองท่าติดต่อค้าขายกับอินเดีย ตลอดจนชาวตะวันตกที่เริ่มเข้ามาเป็นจำนวนมากในแถบนั้น โดยเฉพาะอังกฤษและ

ฝรั่งเศส

บรรดาชาติตะวันตกที่มีความสำคัญในระยะนี้ คือ ฮอลันดา อังกฤษ ฝรั่งเศส โดยบทบาทของโปรตุเกสได้เริ่มลดลง บรรดาพ่อค้าเหล่านี้พยายามอย่างยิ่งที่จะเข้ามามีผลประโยชน์ในการค้าของเอเชีย ซึ่งเดิมอยู่ในมือของจีนทางด้านตะวันออกและชาวมุสลิม ชาวตะวันตกตั้งสถานีการค้าของตนเพื่อตัดการค้าผูกขาดของราชสำนักไทยที่มีกับต่างประเทศ แม้ว่าศตวรรษที่ 22

จะมีชาวตะวันตกเป็นจำนวนมาก แต่ก็ต้องเผชิญกับการแข่งขันจากจีนและมุสลิม ทำให้ชาวตะวันตกไม่ได้รับผลกำไรเท่าที่ต้องการ เป็นผลให้การค้าอยู่ในลักษณะที่ปิดๆ เปิดๆ อยู่ตลอดเวลา

ในสมัยของพระนารายณ์ทรงสร้างเมืองลพบุรีขึ้นเป็นราชธานีแห่งที่ 2 (2208)

และในแต่ละปีทรงพำนักอยู่ที่เมืองนี้มากกว่าอยุธยา กล่าวกันว่า การสร้างราชธานีแห่งที่ 2 นี้ก็เพื่อใช้เป็นป้อมปราการในการที่จะต้องเผชิญต่อการปิดล้อมหรือการคุกคามจากชาติตะวันตก (ฮอลันดา) แต่ในการตีความประวัติศาสตร์แบบใหม่ เหตุผลของปัญหาความยุ่งยากทางการเมืองภายในราชสำนักก็อาจเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่ง

จากสมัยของพระองค์ถือกันว่าเป็นสมัยที่มีความเจริญรุ่งเรืองทางด้านศิลปวิทยาการ มีการแต่งวรรณกรรมเก่าๆ เช่น จินดามณี (2215)

ราโชวาทชาดก (2218) พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหลวงประเสริฐ (2223) เป็นต้น งานเหล่านี้ถือเป็นพื้นฐานของประวัติศาสตร์และวรรณคดีของไทยในปัจจุบัน

เรื่องที่ถือว่าเด่นที่สุดของสมัยพระนารายณ์ คือ การติดต่อสัมพันธ์กับราชสำนักฝรั่งเศสของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14

และเป็นเรื่องที่ล่อแหลมต่อการสูญเสียเอกราชของอยุธยาเป็นอย่างมาก

ในระหว่าง 2223-2231

มีบทบาทของชาวต่างชาติ (กรีก) ที่มีนามว่า คอนแสตนตินฟอลคอน พ่อค้าผู้นี้ได้เข้ามากับเรือสินค้าของอังกฤษ ด้วยความสามารถทางการค้าและภาษาทำให้ก้าวขึ้นมารับราชการกับกรมพระคลัง และมีส่วนในเรื่องการส่งทูตไทยไปยังเปอร์เซีย ทำให้ได้รับการโปรดปรานเข้าทำงานใกล้ชิดกับพระนารายณ์ จนเลื่อนเป็นเจ้าพระยาวิไชเยนทร์ รักษาการในตำแหน่งพระคลัง และในที่สุดก็ควบคุมกรมมหาดไทยกลายเป็นเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่

ฟอลคอนสนใจระบบการค้าในเอเชีย และต้องการจะหาผลประโยชน์ให้กับตนพร้อมๆกับการทำงานให้ราชสำนักไทย ผลประโยชน์ของเขาขัดกับของอังกฤษ ฮอลันดา และบรรดาชาวมุสลิมที่มีอิทธิพลอยู่ ดังนั้นเขาจึงหันไปร่วมมือกับบาทหลวงชาวฝรั่งเศสที่เข้ามาเผยแพร่ศาสนาอยู่ในอยุธยา

ในแง่ของพระนารายณ์ พระองค์สนใจที่จะมีฐานะในทางการระหว่างประเทศโดยส่งทูตไปเปอร์เซีย อินเดีย จีน พระองค์จึงเล็งเห็นความสำคัญและความสามารถของฟอลคอน ในขณะเดียวกันมิชชั่นนารีเยซูอิตก็ได้เข้ามาในอยุธยาตั้งแต่ 2205

มีส่วนช่วยในด้านวิศวกรของการสร้างวังและป้อมปราการให้กับพระนารายณ์ ได้รับอนุญาตพิเศษให้ตั้งสำนักเซมินารีที่จะสั่งสอนศาสนา และพระนารายณ์ก็ส่งสารไปเจริญสัมพันธไมตรีกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 และสันตปาปาที่กรุงโรมโดยผ่านบาทหลวงเหล่านี้ เป็นผลทำให้เกิดความเข้าใจกันว่าพระองค์สนพระทัยในคริสต์ศาสนา และอาจจะเปลี่ยนไปเข้ารีตได้

ในปี 2223

พระนารายณ์ทรงส่งทูตไปฝรั่งเศส แต่ทูตชุดนี้เรือแตกสูญหายไปนอกฝั่ง

แอฟริกา ต่อมาในปี 2225

ฝรั่งเศสได้ส่งทูตชุดเล็กเข้ามาทำการเจรจาสร้างพันธมิตรระหว่าง

  1. ประเทศ ซึ่งในปี 2227

    ทูตชุดที่ 2 ของไทยก็ไปเจรจาเรื่องนี้ต่อ ผลก็คือในปี 2228-2229

ฝรั่งเศสได้ส่งทูตชุดใหญ่และสำคัญอันนำโดย เชอวาลิเอ เดอ โชมองต์ เข้ามาในอยุธยาด้วยจุดประสงค์ที่จะให้พระนารายณ์เปลี่ยนศาสนา ให้ฝรั่งเศสมีอิทธิพลในการสอนศาสนา ให้มีสิทธิสภาพนอกอาณาเขต ให้ผูกขาดการค้าดีบุกที่ภูเก็ต ให้ได้รับประโยชน์ทางการค้าเท่าเทียมฮอลันดา และให้ตั้งทหารของตนได้ที่เมืองสงขลา

ทูตชุดนี้ของฝรั่งเศสกลับออกไปในปี 2229

พร้อมกับนำทูตชุดที่ 3 ของไทยที่นำโดย โกษาปาน ไปด้วย เพื่อเจรจาสัญญาต่างๆในรายละเอียดอีกครั้ง โกษาปานไปต่างประเทศในระหว่าง 2229-2230 ขณะเดียวกันสถานการณ์ในสยามก็เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในปี 2229 เกิดขบถมักกะสัน ซึ่งเป็นพ่อค้ามุสลิมจากเกาะซูลาเวสี (อินโดนีเซีย) ที่ทรงอิทธิพลและมีผลประโยชน์ขัดกับฮอลันดา พวกมักกะสันนี้ต้องการสนับสนุนให้อนุชาของพระนารายณ์ขึ้นครองราชย์แทน และต้องการให้เปลี่ยนเป็นนับถือศาสนาอิสลามด้วย แต่ก็ถูกฟอลคอนปราบปรามอย่างราบคาบ

ในขณะเดียวกันก็เกิดวิกฤตการณ์ขึ้นในเมืองมะริด ซึ่งเป็นเมืองท่าด้านตะวันตกของอยุธยา

มีการสังหารชาวอังกฤษ 60

คนที่ขัดขวางผลประโยชน์ทางการค้าของพระนารายณ์และฟอลคอน เป็นเหตุให้อยุธยาอยู่ในสภาพสงครามกับบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ เรืออังกฤษปิดล้อมมะริด และอังกฤษก็เรียกร้องค่าเสียหายเป็นเงินจำนวนมาก (65,000 ปอนด์ ) ทำให้เกิดความยุ่งยากในราชสำนัก และเป็นผลให้พระนารายณ์คิดยกเมืองมะริดให้ฝรั่งเศสในที่สุด

ในเดือนกันยายน 2230

ฝรั่งเศสได้ส่งทูตมาอีกชุดหนึ่งนำโดย โคลด เซเบเรต์ และ

ซิมอง เดอ ลา ลูแบร์ พร้อมด้วยเรือรบ 6

ลำ ทหาร 500 คน และบาทหลวงเยซูอิต จุดประสงค์คือเรื่องเปลี่ยนศาสนาของพระนารายณ์ และการเจรจาเอาเมืองบางกอก (แทนเมืองสงขลา) นอกเหนือจากเมืองมะริด อันจะทำให้ฝรั่งเศสยึดเมืองที่คุมอาณาจักรอยุธยาได้ทั้งหมด มีการลงนามในสนธิสัญญาใหม่นี้เมื่อ 11 ธันวาคม 2230 ซึ่งฝรั่งเศสได้เมืองบางกอกไป แต่ไม่ได้การเปลี่ยนศาสนาของพระนารายณ์

ผลของการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ล่อแหลมนี้ทำให้เกิดความรู้สึกต่อต้านต่างชาติฝรั่งขึ้นในบรรดาขุนนางไทยและพระสงฆ์ ขุนนางไทยไม่พอใจที่ฟอลคอนมีอิทธิพลมากมายในราชสำนักและมีอิทธิพลต่อองค์พระนารายณ์เอง ทั้งยังได้รับผลประโยชน์จากการค้าอีกด้วย ในขณะเดียวกันชาวต่างชาติอื่นๆก็ไม่พอใจต่อสิทธิพิเศษของฝรั่งเศสและฟอลคอน ในด้านพระสงฆ์เกิดการหวั่นวิตกว่า พระนารายณ์จะหันไปนับถือคริสต์ศาสนา ดังนั้นเมื่อพระนารายณ์ทรงประชวรเมื่อมีนาคม 2231

พระเพทราชา เจ้ากรมช้าง ก็กลายเป็นศูนย์กลางของความรู้สึก “ ชาตินิยม “

พระเพทราชาได้รับแต่งตั้งให้รักษาราชการ พระนารายณ์ยังมิทันมอบราชสมบัติให้ผู้ใด พระเพทราชาก็ยึดอำนาจ จับฟอลคอนประหารชีวิตเมื่อ 5

มิถุนายน พระปีย์ (โอรสบุญธรรมของพระนารายณ์) ถูกลอบสังหาร เมื่อพระนารายณ์สวรรคต 11 กรกฎาคม 2231 พระเพทราชาก็ขึ้นครองราชสมบัติ และพระอนุชาของพระนารายณ์ก็ถูกสำเร็จโทษ เป็นอันสิ้นราชวงศ์ปราสาททอง และเริ่มต้นราชวงศ์บ้านพลูหลวง อันเป็นราชวงศ์สุดท้ายของอยุธยา พระเพทราชาเจรจาให้กองทหารฝรั่งเศสถอยออกไปจากเมืองบางกอกเมื่อ 18 ตุลาคม 2231 เป็นอันสิ้นสุดการติดต่อสัมพันธ์ทางการต่างประเทศของอยุธยาในลักษณะล่อแหลม กลับไปใช้การติดต่อค้าขายในลักษณะปกติตามที่เคยเป็นมาแต่ครั้งโบราณกาล

พระเพทราชา

พระเพทราชา ทรงเป็นกษัตริย์องค์ที่ 29

ของอยุธยา และทรงเป็นผู้สถาปนาราชวงศ์บ้านพลูหลวง อันเป็นราชวงศ์ที่ 5 และราชวงศ์สุดท้ายของอยุธยาในประวัติศาสตร์ไทย พระเพทราชาถูกมองว่าเป็นกบฏ แต่ในขณะเดียวกันพระองค์ก็ถูกมองว่าเป็น “นักชาตินิยม” ที่สกัดกั้นมิให้ไทยต้องตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของต่างชาติ (ฝรั่งเศส)

พระเพทราชาทรงมีพื้นเพมาจากบ้านพลูหลวงใน จ.สุพรรณบุรี พระมารดาทรงเป็นแม่นมของพระนารายณ์ ดังนั้นพระองค์จึงได้รับการเลี้ยงดูควบคู่กันมากับพระนารายณ์ ทำให้มีโอกาสเข้ารับราชการ โดยเฉพาะได้เป็นเจ้ากรมช้างซึ่งเป็นกรมที่มีอำนาจในทางการทหารอย่างสูง ในช่วงปลายรัชสมัยพระนารายณ์ เมื่ออิทธิพลของต่างชาติคือ ฝรั่งเศสมีมากขึ้น พระเพทราชากลายเป็นศูนย์กลางของความรู้สึกต่อต้านฝรั่งเศสและคริสต์ศาสนา

พระเพทราชามีพระโอรส 1

องค์คือ หลวงสรศักดิ์ (พระเจ้าเสือ) ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นโอรสลับของพระนารายณ์ ที่เกิดจากเจ้าหญิง(ลาว) เมืองเชียงใหม่ หลวงสรศักดิ์มีส่วนผลักดันให้พระเพทราชาขึ้นมายึดอำนาจจากพระนารายณ์ เมื่อพระนารายณ์เริ่มประชวรในเดือนมีนาคม 2230 ก็มีปัญหาการสืบราชสมบัติว่าจะตกกับผู้ใด ผู้ที่อยู่ในข่ายคือ พระอนุชา 2 องค์ เจ้าฟ้าอภัยทศ และ เจ้าฟ้าน้อย กับ โอรสบุญธรรมคือ พระปีย์ (พระนารายณ์ไม่มีโอรส) บุคคลทั้ง 3 ถูกหลวงสรศักดิ์กำจัด เมื่อพระนารายณ์สวรรคตไทยก็ขับไล่ฝรั่งเศสออกนอกอาณาเขต

ตลอดรัชสมัย 15

ปี ของพระเพทราชามีปัญหาเรื่องความสงบ จากการที่พระองค์ถูกมองว่าเป็นผู้แย่งราชสมบัติ ก็ทำให้มีการกบฏต่อพระองค์ เช่นหัวเมืองบางเมืองก็ไม่ยอมรับอำนาจของพระเพทราชาคือเมืองนครราชสีมาและเมืองนครศรีธรรมราช ทั้ง 2 เมืองมีเจ้าเมืองที่ได้รับการสถาปนาโดยพระนารายณ์ ทำให้ไม่ยอมรับอำนาจของพระเพทราชาและต้องส่งกองทัพไปปราบในปี 2234ใช้เวลาถึง 2 ปี และเป็นสงครามภายในที่ใหญ่ที่สุดนับได้ว่า พระเพทราชาเป็นกษัตริย์ที่มีปัญหาเสถียรภาพการเมืองภายในสูงมาก

นอกจากหลวงสรศักดิ์แล้ว พระเพทราชายังมีโอรสอีก 2

องค์ที่มีสิทธิสืบราชสมบัติคือ เจ้าพระขวัญ และ ตรัสน้อย เมื่อพระเพทราชาประชวร ปัญหาการสืบราชสมบัติก็เกิดขึ้น หลวงสรศักดิ์ลอบประหารเจ้าพระขวัญ (ตรัสน้อยหนีไปบวชพระ) พระเพทราชาจึงตั้งพระนัดดา เจ้าพระพิไชยสุรินทร์ให้สืบราชสมบัติ แต่เมื่อพระองค์สวรรคต2246 หลวงสรศักดิ์ก็ได้สืบราชสมบัติเป็นพระเจ้าเสือ

พระเจ้าเสือ

พระเจ้าเสือทรงเป็นกษัตริย์องค์ที่ 30

พระองค์มีชื่อเสียงในฐานะกษัตริย์ของอยุธยาที่

ดุร้าย” และมักมากในกามคุณ แต่ก็เป็นกษัตริย์ที่ทรงมีความเป็นสามัญชนมากที่สุดของอยุธยา ทรงโปรดปรานการเสด็จออกประพาสโดยมิให้ราษฎรรู้ว่าเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ทรงโปรดการประพาสตกปลา ชกมวย เป็นต้น

พระเจ้าเสือประสูติเมื่อ2207

ที่ จ.พิจิตร ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นโอรสลับของพระนารายณ์ ที่เกิดจากเจ้าหญิง(ลาว) เมืองเชียงใหม่แต่เนื่องจากพระนารายณ์ทรงอับอายที่มีโอรสกับเจ้าหญิงที่เป็นลาว ดังนั้นจึงยกพระเจ้าเสือ ซึ่งมีนามเดิมว่า เดื่อ ให้เป็นบุตรบุญธรรมของพระเพทราชาเจ้ากรมช้าง ในสมัยที่ทรงพระเยาว์ พระเจ้าเสือมีนามปรากฏในความสามารถในการบังคับบัญชาช้าง ซึ่งถือว่าเป็นวิชาที่สำคัญต่อความเป็นทหารและเป็นผู้นำ ดังนั้นจึงรับราชการเป็นหลวงสรศักดิ์ ในกรมช้าง

พระเจ้าเสืออยู่ในราชสมบัติในระยะเวลา 6

ปี และเป็นรัชสมัยที่ค่อนข้างจะไม่มีปัญหาทั้งการเมืองภายในและภายนอกนักไม่เหมือน 2 พระองค์ที่ผ่านมา ในสมัยพระเจ้าเสือมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับการเสด็จประพาสทางเรือและลัทธิของความจงรักภักดีต่อกษัตริย์และกฎเกณฑ์ของบ้านเมือง

กล่าวกันว่าครั้งหนึ่งเสด็จจากอยุธยาตามลำน้ำเจ้าพระยาเข้าคลองโคกขาม จะไปเมืองสมุทรสาคร2247

นายท้ายเรือพระที่นั่งชื่อ “พันท้ายนรสิงห์” คัดท้ายเรือไม่ดี หัวเรือชนต้นไม้หัก ซึ่งตามกฎแล้วจะต้องถูกประหารชีวิต ด้วยการตัดคอ พระเจ้าเสือทรงมีเมตตาต่อพันท้ายนรสิงห์ จะไม่เอาโทษ พันท้ายนรสิงห์ก็ยอมตายขอให้ประหารชีวิต เพื่อรักษากฎหมาย

นอกจากนี้ยังมีการขุดคลองมหาชาติ เชื่อระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยากับ แม่น้ำท่าจีนซึ่งเป็นผลงานที่สำคัญในด้านการเชื่อมแม่น้ำสายสำคัญในภาคกลาง ทำให้การคมนาคมสะดวกติดต่อกันได้ การขุดคลองนี้ไม่ถือว่าเป็นเรื่องของการชลประทาน แต่ก็มีผลพลอยได้ในการเปิดที่ดินใหม่เพื่อการเกษตรกรรมอย่างมหาศาล การขุดคลองนี้เป็นราชกิจที่มีมาตั้งแต่ต้นอยุธยา มีทั้งการขุดคลองลัดเพื่อให้เส้นทางสั้นลง

พระเจ้าเสือสวรรคตในปี 2252

เมื่อพระชนม์พรรษาได้ 45และ พระโอรสก็ขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระเจ้าท้ายสระ โดยไม่มีปัญหาการแย่งราชสมบัติ

พระเจ้าท้ายสระ

ทรงเป็นกษัตริย์องค์ที่ 31

ทรงเป็นโอรสของพระเจ้าเสือ เมื่อขึ้นครองราชย์ก็ตั้งพระอนุชา(พระเจ้าบรมโกศ) เป็นอุปราชหรือวังหน้า รัชสมัยของพระองค์ยาวนาน 24 ปี ทำให้คนรุ่นต้น

รัตนโกสินทร์ มองว่าเป็นสมัยที่ บ้านเมืองดี แต่สมัยนี้ก็มีปัญหาการยุ่งยากกับ กัมพูชา

ในสมัยนี้ปรากฏว่าการค้าข้าวของไทยรุ่งเรืองมาก ที่สำคัญคือการขายให้กับจีน มีหลักฐานว่าจีนซื้อข้าวจำนวนมากกับไทย ในปี 2265 ,2278 ,2294

ถึงกับจักรพรรดิจีนพระราชทานเหรียญตราให้กับผู้ที่สามารถนำข้าวจากไทยไปขายในเมืองจีน ดังนั้นเป็นผลให้เมืองท่าของจีนทางใต้ โดยเฉพาะที่กวางตุ้งเปิดให้กับไทย และจีนก็ยิ่งมีอิทธิพลการค้าในไทยเพิ่มขึ้น

พระเจ้าบรมโกศ

พระเจ้าบรมโกศ เป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์ที่ 32

เป็นพระโอรสของพระเจ้าเสือ และพระอนุชาของพระเจ้าท้ายสระ เป็นกษัตริย์ในสมัยบ้านเมืองดี ก่อนการเสียกรุงให้แก่พม่าเมื่อ2310 คือ 9 ปีภายหลังที่พระองค์สวรรคต และพระโอรส 2 องค์เกิดแย่งชิงกันไม่สามารถต้านทานศึกพม่าได้ สมัยพระเจ้าบรมโกศเป็นยุคที่รัตนโกสินทร์ตอนต้นมองกลับไปหา และพยายามจะลอกเลียนแบบประเพณีของราชสำนัก

ในรัชกาลอันยาวนานของพระเจ้าบรมโกศ 25

ปี ทรงได้ปรับปรุงการปกครองโดยการขยายการตั้ง เจ้าทรงกรม จาก 3 กรมเป็น 13 กรม เป็นการพยายามแก้ปัญหาการคุมอำนาจมากจนชิงราชสมบัติ แต่การขยายกรมที่คุมไพร ทำให้การบังคับบัญชากำลังพลกระจัดกระจายทำให้ไม่สามารถเผชิญกับศึกภายนอกเมื่อพม่ายกทัพมาตีอยุธยา

ในด้านศาสนา พุทธศาสนารุ่งเรืองมากมีการส่งทูตไปศรีลังกา 2

ครั้ง ทำให้เกิดการอุปสมบทขึ้นใหม่ และมีการตั้งพุทธศาสนานิกายสยามวงศ์ขึ้น

ในด้านความสำคัญกับเพื่อนบ้านมีความสัมพันธ์อันดีกับหงสาวดีและ พม่า

ในปี 2300

พระเจ้าบรมโกศทรงประชวร และในปีนี้มีดาวหางขึ้น ซึ่งปรากฏว่าเป้นดาวหางฮัลเลย์ เมื่อพระองค์สวรรคตก็เกิดการแย่งอำนาจ

สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร ( ขุนหลวงหาวัด )

สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร (ขุนหลวงหาวัด) เป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (สมเด็จพระบรมราชาที่ 3 )

กับพระอัครมเหสีน้อยหรือกรมหลวงพิพิธมนตรี มีพระเชษฐา 1 พระองค์ พระกนิษฐาและพระขนิษฐา 6 พระองค์ ต่อไปนี้

    1. สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าเอกทัศ (เจ้าฟ้ากรมขุนอนุรักษ์มนตรี)
    2. เจ้าฟ้าประภาวดี
    3. เจ้าฟ้าประชาวดี
    4. เจ้าฟ้าพินทวดี
    5. เจ้าฟ้าจันทวดี
    6. เจ้าฟ้ากระษัตรี
    7. เจ้าฟ้ากุสุมาวดี

สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร (ขุนหลวงหาวัด) พระนามเดิมว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้า

กรมขุนพรพินิต ดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ก่อนที่พระองค์จะทำการพิธีราชาภิเษกขึ้นครองราชย์ ได้มีพระเชษฐาและพระอนุชาต่างพระมารดา 3

พระองค์ ที่จะทำการกบฏแย่งชิงราชสมบัติหลังจากสมเด็จพระราชบิดาสวรรคต ได้แก่ กรมหมื่นจิตรสุนทร กรมหมื่นสุนทรเทพ กรมหมื่นเสพภักดี แต่พระองค์ได้ให้พระราชาคณะ 5 รูป ได้เกลี้ยกล่อมจนสำเร็จ อีก 8 วันต่อมา เจ้าฟ้ากรมขุนอนุรักษมนตรี สมเด็จพระเชษฐาธิราช ก็กราบบังคมทูลสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร (ขุนหลวงหาวัด) ให้จับพระอนุชาต่างมารดาทั้งสามสำเร็จโทษเสียเพื่ออย่าให้มีเสี้ยนหนามในแผ่นดินต่อไป

อีก 7

วันต่อมา สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรก็กระทำพระราชพิธีราชาภิเษกขึ้นครองราชสมยัติเป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 34 แห่งกรุงศรีอยุธยา ทรงพระนามว่า สมเด็จพระบรามราชาที่ 4 แต่ประชาชนพากันเรียกว่า สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร

เมื่อระหว่างที่สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรเสด็จขึ้นครองราชย์มาได้เพียง 10

วัน สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรทรงเห็นว่า สมเด็จพระเชษฐาธิราช เจ้าฟ้ากรมขุนอนุรักษมนตรี เสด็จประทับอยู่ที่พระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ตลอดเวลา ไม่ยอมไปที่ไหน พระองค์ทรงเห็นว่า สมเด็จพระเชษฐาธิราชมีความใฝ่ฝันที่จะได้ครองราชสมบัติ สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรจะจัดการประการใดก็มิได้เพราะเกรงสมเด็จพระราชชนนี พอทรงครองราชย์สมบัติมอบให้แก่สมเด็จพระเชษฐาธิราช หลังจากนั้นก็ทูลลาออกผนวชที่วัดเดิม แล้วเสด็จไปจำพรรษาที่วัดประดู ครั้งนั้นขุนนางข้าราชการที่มีความสามารถในหน้าที่การงาน พากันลาราชการออกบวชตามพระองค์เป็นจำนวนมาก

สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร ( ขุนหลวงหาวัด ) หรือสมเด็จพระบรมราชาที่ 4

ทรงครองราชสมบัติตั้งแต่ปี พ.ศ. 2301 และทำการสละราชสมบัติในปีเดียวกันให้กับสมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ ซึ่งเป็นสมเด็จพระเชษฐาธิราช สิริครองราชย์ได้ 2 เดือน

สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ ( พระเจ้าเอกทัศน์ )

สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ เป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ กับพระอัครมเหสีน้อย หรือกรมหลวงพิพิธมนตรีมีพระอนุชา 1

พระองค์ และพระขนิษฐา 6 พระองค์

ในปี 2310

ตรงกับเดือนพฤศจิกายน สมเด็จพระพันปีหลวง กรมพระเทพอามาตย์ทรงพระประชวนจนทิวงคต สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ ก็ถวายพระศพอย่างสมพระเกียรติตามโบราณราชประเพณี

ขณะนั้นเจ้ากรมมหาดเล็กคนใหม่ พระยาราชมนตรีบริรักษ์ และจมื่นศรีสรรักษ์น้องชายซึ่งถือตัวว่าเป็นน้องชายพระสนมเอก และสมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ให้เข้าออกในวังหลวงได้ตลอดเวลา ได้แสดงกิริยาโอหัง ไม่ยอมเคารพข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และเสนาบดีทั้งปวง

เจ้าพระยาอภัยราชา ได้หารือกับข้าราชการที่รองลงมาว่าคนสองคนนี้จะยุแหย่ให้บ้านเมืองเกิดการจลาจลวุ่นวาย และมีความเห็นว่าพระเจ้าบรมโกศก็ไม่ต้องการที่จะให้ราชสมบัติแก่พระเจ้าแผ่นดินองค์นี้ต้องการยกให้กรมหมื่นพรพินิต และทรงทำนายไว้ว่า บ้านเมืองจะพินาศฉิบหายเพราะความโง่เขลาเบาปัญญาของสมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์จึงเห้นว่าสมควรทูลเชิญให้กรมหมื่นพรพินิตลาผนวชกลับมาครองราชย์ดังเดิม แต่กรมหมื่นพรพินิตนำความไปทูลสมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์จึงได้วางกำลังล้อมจับคณะปฏิวัติได้ทั้งหมด ลงอาญาให้เฆี่ยนตีบรรดาคณะปฏิวัติชั้นหัวหน้าทุกคนและนำจำขังไว้ ส่วนกรมหมื่นเทพพิพิธนั้นให้ศึกเสียจากพระ พอดีมีเรือที่กลับมาจากส่งสมณฑูตไทยจากลังกา สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพระราชาคณะอีก 2

รูป คือ พระวิสุทธาจารย์ และพระวรญาณมุนีกับพระภิกษุอีก 3 รูป ไปผลัดเปลี่ยนพระที่ลังกาด้วย เป็นการลงโทษสถานเนรเทศให้พ้นออกไปจากกรุงศรีอยุธยา

พระราชกรณียกิจและเหตุการณ์ที่สำคัญๆในสมัยสมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์

(

พระเจ้าเอกทัศ )

การติดต่อกับจีน

ในรัชกาลสมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์จะมีศึกสงครามกับพม่าอยู่หลายครั้งจนไทยเป็นฝ่ายเสียกรุงในที่สุดก็ตาม แต่รัชสมัยของพระเจ้าเอกทัศหรือสมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ ก็ปรากฏตามจดหมายเหตุฝ่ายจีนว่า ไทยได้ส่งฑูตไปเจริญสัมพันธไมตรีรวม 3

ครั้ง คือ พ.ศ. 2305 ไทยส่งฑูตไปจีน พ.ศ. 2307 สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ได้มอบให้พระยาสุนทรอภัยเป็นหัวหน้าคณะฑูตไทยไปจีน และครั้งสุดท้ายใน พ.ศ. 2309 ปีสุดท้ายได้ส่งฑูตถือเครื่องราชบรรณาการไปจีนครั้งหนึ่ง แต่ไม่ปรากฏว่าได้เจรจากันด้วยเรื่องอะไรบ้าง เข้าใจว่าไทยคงนำข้าวสารและสินค้าอื่นๆไปขายในประเทศอื่นตามปกติเท่านั้น

เหตุการณ์ในเมืองพม่า

ในขณะนั้นฝ่ายพม่าซึ่งมีเจ้าอลองพญาผู้ครองเมืองรัตนสืงห์ได้ชัยชนะกับมอญแล้วก็ได้เป็นพระมหากษัตริย์ปกครองพม่า โดยให้พระราชบุตรทั้ง 6

พระองค์ แยกกันไปครองหัวเมืองต่างๆ โดยให้

มังลอกไปครองเมืองดิปะเยียง

มังระ ไปครองเมืองปีคู่

มังโป ไปครองเมืองอะเมียง

มังเวง ไปครองเมืองปะดุง

มังอู ไปครองเมืองปคาน

มังโปเชียง ไปครองเมืองแปงตแล

แลัให้สะโดมหาสิริยอุจนา ผู้เป็นพระอนุชา ไปครองเมืองตองอู

การสงครามกับพม่าครั้งแรก

ในปี พ.ศ. 2302

พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา พงศาวดารพม่า และหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของไทยและต่างชาติ กล่าวตรงกันว่า ขณะนั้นพระเจ้าอลองพญาซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์พม่าได้ทราบข่าวความอ่อนแอของไทยในรัชกาลนี้ จึงเสด็จกรีธาทัพมาย่ำยีเมืองไทย โดยยกเข้ามาตีเมืองตะนาวศรี ทวาย และมะริดไว้ได้ และจึงยกทัพมาทางด่านสิงขร ตีหัวเมืองรายทางแตกหมด ซึ่งในเวลานั้น สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ได้ทรงประกาศระดมพลเป็นการด่วน และให้จัดทัพขึ้นต่อสู้พม่า โดยจัดกองทัพออกต่อสู้ แบ่งออกเป็น 2 ทัพ ต่อไปนี้

    1. ให้พระอินทราราชรองเมืองเลื่อนเป็นพระยายมราช เป็นแม่ทัพที่ 1

      มีพระยาเพชรบุรีเป็นแม่ทัพหน้า พระยาราชบุรีเป็นยกกระบัตร พระสมุทรสงครามเป็นพลาธิการ พระธนบุรีกับพระนนทบุรีเป็นทัพหลัง ไปตั้งรับที่ตำบลแก่งตุ่ม

    2. ให้พระยารัตนาธิเบศรเป็นแม่ทัพที่ 2

      กับกองทัพอาสาสมัครของชาววิเศษไชยชาญซึ่งขุนรองและปลัดชูนำมาสมัครเป็นหน่วยแรกกับคน 400 คน นั้นให้ประจำอยู่กับกองทัพที่ 2 ไปตั้งรับอยู่ ณ เมืองกุยบุรี รวมทั้ง 2 กองทัพ มีจำนวนทหารไทย 5000นาย พร้อมกันนั้นพระองค์มีพระบรมราชโองการไปยังเจ้าหัวเมืองต่าง ๆ ให้เกณฑ์พลเมืองทุกเมืองส่งมาช่วยป้องกันพระนคร ส่วนชาวเมืองที่ต่อสู้ไม่ได้ให้หลบไปซ่อนตัวอยู่ในป่า อย่าให้พม่าจับตัวได้

ขณะเดียวกันกองทัพฝ่ายพม่าก็ยกทัพเข้ามาแต่ฝ่ายไทยตั้งรับไม่ได้ จึงจำต้องนำทหารที่

เหลือถอยร่นลงมาจนถึงแขวงเมืองราชบุรี ในครั้งนี้จึงทำให้ทหารไทย 2

นาย คือ ขุนรอง และปลัดชู ได้แสดงความสามารถต่อสู้ข้าศึกจนสิ้นชีวิตในที่รบ ในที่สุดกองทัพพม่าได้ยกเข้าล้อมพระนครถึงชานเมือง จนทำให้ภายในพระนครเกิดความวุ่นวายตกใจกลัว พร้อมทั้งมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ปล่อยตัวขุนนางและแม่ทัพผู้ใหญ่ที่กำลังถูกขังอยู่ในอดีตออกมาช่วยป้องกันพระนคร และจมื่นศรีสรรักษ์ 2 พี่น้องที่ทำให้เกิดความยุ่งยากให้เข้าคุกแทน เนื่องจากคดีลอบทำชู้ในวังหลวงและเฆี่ยนพระยาราชมนตรีจนตาย แล้วนำศีรษะไปเสียบประจาน สืบเนื่องมาจากกระทำผิดกฎมณเฑียรบาล หลังจากนั้นพระองค์ก็มีรับสั่งให้ไปกราบทูลเชิญสมเด็จพระอนุชาธิราช กรมขุนอุทุมพร ขอให้ลาผนวชมาช่วยศึกครั้งนี้

สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรทรงลาผนวชมาช่วยการศึก

เมื่อสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรทรงลาผนวชขึ้นครองราชย์ครั้งนั้น เข้าพระทัยว่าพระเชษฐาธิราชจะคืนราชสมบัติให้ครองราชย์ดังเก่า จึงจัดระเบียบผู้คนใหม่ ตระเตรียมป้อมปราการสำหรับเป็นที่มั่นต่อสู้ข้าศึก ต่อมาพม่าก็ยกมาถึงสุพรรณบุรี แล้วเข้ามาถึงกำแพงเมืองอยุธยา เมื่อเดือน 5

ขึ้น 11 ค่ำ พ.ศ. 2303 ฝ่ายพม่า มังระกับมังฆ้องนรธาตั้งอยู่ทุ่งโพธิ์สามต้น แล้วเอาปืนใหญ่มาตั้ง ณ วัดราชพลี วัดกษัตรา วัดหน้าพระเมรุ วัดหัสดาวาส ระดมเข้าไปในพระราชวังทั้งกลางวันและกลางคืน จนลูกปืนถูกยอดพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ทลายลง สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรได้เข้าบัญชาการรบอย่างเข้มแข็ง พม่าล้อมกรุงอยู่เป็นเวลานาน ได้พยายามตั้งจังกาปืนใหญ่ยิงเข้ามาในพระนครทุกวัน แต่ก็ไม่สามารถจะตีพระนครให้แตกได้ ขณะเดียวกันฝ่ายพม่าพระเจ้าอลองพญาทรงเข้าบัญชาการยิงปืนใหญ่และจุดปืนใหญ่เอง ในที่สุดปืนใหญ่ระเบิดแตกต้องพระองค์บาดเจ็บสาหัส กองทัพพม่าจึงจำเป็นต้องยกถอยกลับไป ตรงกับเดือน 6 ขึ้น 2 ค่ำ พ.ศ. 2303นั่นเอง ได้ถอยไปทางด่านแม่ละเมา ฝ่ายไทยมีคำสั่งให้พระยาสีหราชเดโชยกทัพติดตามไปทำลายกำลังพม่า จนถึงเมืองตากระหว่างชายแดนไทยพม่า แล้วก็ยกทัพกลับกระนคร ในส่วนของฝ่ายพม่า พระเจ้า

อลองพญาทรงทนพิษบาดแผลไม่ไหวก็สวรรคต ณ บริเวณตำบลเมาะกะโลก แขวงเมืองตาก เมื่อแรม 12

ค่ำ เดือน 6 ขณะมีพระชนมพรรษาได้ 45 พรรษา

บ้านเมืองภายหลังสงครามพม่าครั้งที่ 1

เมื่อกองทัพพม่าเลิกทัพกลับไปแล้ว สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร ได้สั่งให้ทหารไปค้นค่ายพม่าที่เคยตั้งอยู่ที่ค่ายบ้านบางกุ่ม ได้ตรวจค้นค่ายพบปืนใหญ่ขนาด 3-4

นิ้ว ของพม่าฝังไว้ในค่าย 40 กระบอก จึงทรงโปรดเกล้าฯให้นำมาใช้ในราชการ เมื่อเสร็จสงครามแล้วอดีตกษัตริย์ก็เข้าเฝ้าฯ

สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ ผู้เป็นพระเชษฐาธิราช ถึงกับทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระองค์เจ้าหญิงแมงเม่า ซึ่งบวชเป็นชีอยู่สึกจากชี นำถวายเป็นพระอัครมเหสีของสมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์

วันหนึ่ง สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรไปหาถึงในพระที่ สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรได้เห็นพระแสงดาบวางพาดอยู่บนพระเพลา เมื่อสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรเห็นเช่นนั้นก็เข้าพระทัยว่า สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ รังเกียจพระองค์ กลัวมาแย่งราชสมบัติ จึงเสด็จออกจากพระราชวังหลวงไปประทับที่พระตำหนักบ้านคำหยาด (ปัจจุบันอยู่ที่ จ. อ่างทอง) แล้วกลับมาทรงผนวชที่วัดประดู่โรงธรรมในอยุธยาดังเดิม ขณะนั้นบังเอิญทางพม่าเกิดความวุ่นวายภายใน เมืองไทยจึงได้สงบศึกมาหลายปี

สงครามกับพม่าครั้งที่ 2

หลังจากพม่าเกิดความวุ่นวายภายในและทำการจัดระเบียบราชการแผ่นดินของพม่าใหม่ โดยมีมังลอกพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ในพระเจ้าอลองพญาได้ราชสมบัติ และต้องทำการสงครามปราบปรามหัวเมืองต่าง ๆ ที่ตั้งแข็งเมืองกระด้างกระเดื่องอยู่เกือบปี ก็พอดีทรงพระประชวร และสวรรคตในเวลาต่อมา มังระพระราชโอรสองค์ที่ 2

ในพระเจ้าอลองพญา ได้เสวยราชสมบัติสืบต่อ มีนิสัยชอบการสงครามเหมือนพระราชบิดา จึงให้ มังมหานรธาเป็นแม่ทัพใหญ่ ยกทัพพม่าเข้ามาทางทวาย ตีหัวเมืองล้อมกรุงศรีอยุธยา และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เนเมียวสีหบดีเป็นแม่ทัพใหญ่ ยกทัพเข้าโจมตีไทยฝ่ายเหนือ เริ่มตั้งแต่เชียงใหม่ เวียงจันทร์ แล้วรุดหน้ามาทางใต้เข้าล้อมอยุธยา เป็นทัพกระหนาบ

เหตุการณ์ตอนปลายรัชกาล

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงวิจารณ์ไว้ในจดหมายเหตุกรมหลวงนรินทรเทวีเกี่ยวกับการเสียกรุงในครั้งนั้นว่า

เครื่องศัสตราวุธเห็นจะขัดสนมาก อย่างไขว้เขวกัน มีปืนไม่มีลูก มีลูกไม่มีปืน อาวุธที่จ่ายออกมาก็ชำรุดทรุดโทรม ปืนเอาไปยิงก็จะเกิดอันตรายเนือง ๆ แตกบ้าง ตกรางบ้าง ยิงไม่ออกบ้าง เข็ดหยาดเห็นการยิงปืนยากเสียเต็มที คราวนี้ก็เลยกลัวไม่ใคร่จะมีใครกล้ายิงเองอยู่แล้ว ซ้ำเจ้านายและผู้ดีก็พากันสวิงสวายกลัวอะไรต่ออะไร ตั้งแต่ฟ้าร้องเป็นต้นไป เป็นปกติของผู้ดีชั้นนั้น”

ส่วนพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ได้กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้เช่นเดียวกัน ซึ่งปรากฏอยู่ในจดหมายหลวงอุดมสมบัติ ฉบับที่ 1

เป็นใจความว่า

ครั้งพม่ายกมาตั้งค่ายอยู่ในวัดแม่นางปลื้มนั้น จะหาคนรู้ยิงปืนเป็นสู้รบกับพม่าก็ไม่มี ศูนย์ทะแกล้วทหารเสียหมด (พระเจ้าเอกทัศ) รับสั่งให้เอาปืนปะขาวกวาดวัดขึ้นไปยิงสู้รบกับที่หัวรอ ต่างคนต่างก็ตื่นตกใจเอาสำ

อุดหูกลัวเสียงปืน จะดังเอาหูแตก ว่ากล่าวกันให้ใส่ดินแต่น้อย ครั้นใส่แต่น้อยกำหนดจะยิงข้างน้ำข้างใน (หม่อนต่าง ๆ เข่น มีเรื่องเล่าถึงหม่อนเพ็ง หม่อนแมน) ก็พากันร้องวุ่นวาย เอาสำลีจุกหูไว้ กลัวหูจะแตก ก็รับสั่งให้ผ่อนดินให้น้อยลง จะยิงแล้วไม่ยิงเสีย แต่เวียนผ่อนลง ๆ ดินก็น้อยลงไปทุกที ครั้นเห็นว่าน้อยพอยิงได้แล้วก็ล่ามชนวนออกไปให้ไกลทีเดียว แต่ไกลอย่างนั้นคนยิงยังต้องเอาสำลีจุกหูไว้ กลัวหูจะแตก ครั้นยิงเข้าไปเสียงปืนก็ดังพรูดออกไป ลูกปืนก็ตกลงน้ำ หาถึงค่ายพม่าไม่ (

สมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ) รับสั่งต่อไปว่า สั่งคนรู้วิชาทัพ ก็จะเป็นไปอย่างนี้นั่นเอง”

สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ไม่สามารถทำการศึกสงครามได้ และไม่สามารถทั้งในการรวมคนป้องกันพระนคร ประชาชนจึงไปอันเชิญเสด็จสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร ให้ลาผนวชมาช่วยรักษาพระนครอีกครั้งหนึ่ง แต่สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรก็ไม่ยอม พม่าล้อมและระดมตีไทยอยู่ครั้นนั้นเป็นเวลานานถึง ๑ ปี ๒ เดือน ถึงวันที่ ๑๓ เมษายน พ.ศ. ๒๓๑๐ เวลา ๒๐.๐๐ น. ก็เข้าเมืองได้ ได้เผาผลาญบ้านเมืองเสียยับเยิน กวาดเก็บทรัพย์สินและสมบัติและผู้คนเป็นเชลยเสียมากปราสาทราชมณเฑียรต่าง ๆ ก็ถูกไปเผาพินาศสิ้น ทองหุ้มองค์พระพุทธรูป พม่าเอาไฟเผาครอกเอาไปหมด เกี่ยวกับเรื่องนี้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กล่าวไว้ใน พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา ความตอนหนึ่งกล่าวว่า

ฝ่ายเนเมียวแม่ทัพค่ายโพธิ์สามต้น จึงให้พลพม่าเข้ามาจุดเพลิงเผาปราสาทที่เพนียดนั้นเสีย แล้วให้ตั้งค่ายลงที่เพนียด และวัดพระเจดีย์แดง วัดสามพิหาร วัดมณฑป วัดกระโจม วัดนางชี วัดนางปลื้ม วัดศรีโพธิ์… เผาเหย้าเรือนอาวาส และพระราชวังทั้งปราสาทราชมณเฑียร และเพลิงสว่างดังกลางวันแล้วเทียวไล่จับผู้คนค้นริบเอาทรัพย์เงินทองสิ่งของทั้งปวงต่างๆ แต่พระเจ้าแผ่นดินนั้นหนีออกจากเมืองลงเรือน้อยไปกับมหาดเล็กสองคน ไปซ่อนอยู่ในสุมทุมไม้ใกล้บ้านจิกขัน วัดสังฆาวาส มหาเล็กนั้นก็ทิ้งเสียหนีไปอื่น อดอาหารอยู่แต่เพียงพระองค์เดียวพม่าหาจับได้ยาก จับได้เพียงแต่พระราชวงศานุวงศ์ทั้งปวงไปไว้ทุกๆ ค่าย….แล้วพม่าก็เอาเพลิงสุมหลอมเอาทองคำซึ่งแผ่หุ้มองค์พระพุทธรูปผืนใหญ่ในพระวิหารหลวงวัดพระศรีสรรเพชรดารามนั้น ขนเอาเนื้อทองคำไปหมดสิ้น

หลังจากนั้นพม่าค้นหาผู้คนและทรัพย์สมบัติอยู่ 10

วัน ได้ทรัพย์สมบัติไปเป็นอันมากแล้วยกกองทัพกลับ ตั้งให้สุกี้เป็นแม่ทัพกุมพล 3,000 คน อยู่ที่ค่ายโพธิ์สามต้น เพื่อค้นหาสมบัติและส่งผู้คนไปยังพม่าต่อไป ส่วนองค์พระเจ้าแผ่นดินนั้นหนีไปซุกซ่อนอยู่ อดอาหารมากกว่า 10 วัน สุกี้ไปพบและนำมายังค่ายโพธิ์สามต้นก็สวรรคต พร้อมกับสิ้นบุญกรุงศรีอยุธยา

สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ (พระเจ้าเอกทัศน์) ทรงครองราชสมบัติตั้งแต่ปี

พ.ศ. ๒๓๐๑ และสวรรคตในปีเดียวกับการเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ ๒ ซึ่งตรงกับปี พ.ศ. ๒๓๑๐ สืบเนื่องมาจากถูกพม่าเผากรุงศรีอยุธยาวอดวายและพระองค์อดอาหาร

สาเหตุการเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่า เกิดจาก

    1. ความเสื่อมเรื้อรังในสถาบันการเมืองและทางสังคม สืบเนื่องมาจากแย่งชิงอำนาจกัน
    2. ความเสื่อมจากการมีผู้นำที่ไม่เข้มแข็งเด็ดขาด
    3. ไพร่พลขาดความพร้อมในการรบ เพราะเว้นจากการศึกสงครามมานาน
    4. พม่าเปลี่ยนยุทธวิธี และหันมาใช้วิธีตัดกำลังของหัวเมืองต่าง ๆ
    5. เกิดไส้ศึกภายใน

ความเสียหายที่เกิดหลังจากการเสียกรุงศรีอยุธยา ใน พ.ศ. ๒๓๑๐

    1. สูญเสียทรัพย์สินเป็นมูลค่ามหาศาลในรูปของ เงิน ทองคำ สิ่งมีค่าทั้งปวง
    2. บ้านเรือน วัดวาอาราม ปราสาทราชมณเฑียร ถูกเผาทำลายเกือบหมด
    3. งานศิลป์ สถาปัตยกรรมด้านต่าง ๆเสื่อมไป และพม่ายังกวาดต้อนเอาช่างฝีมือดีในอยุธยาไป
    4. วรรณกรรม จำนวนมากกระจัดกระจายสูญหาย พร้อมทั้งถูกทำลาย
    5. พระพุทธศาสนา วัดวาอารามถูกทำลาย พระสงฆ์ถูกฆ่า พระไตรปิฎกถูกเผาทำลายจนสิ้นเชิง
    6. เกิดภัยพิบัติต่าง ๆหลังจากการเสียกรุงซ้ำเติม
    7. เกิดความแตกแยกขึ้นภายในอาณาจักร เพราะบ้านเมืองขาดศูนย์กลางการปกครอง

เป้นอันสิ้นสุดอาณาจักรอยุธยา ซึ่งเป็นศูนย์กลางของอำนาจไทยมา 417

ปี

รายนามกษัตริย์ราชวงศ์พระร่วง

กษัตริย์ราชวงศ์พระร่วงซึ่งขึ้นครองกรุงสุโขทัยต่อจากราชวงศ์ศรีนาวนำถุม ตามที่นักประวัติศาสตร์ในปัจจุบันยอมรับ มีอยู่ทั้งหมด ๙ พระองค์ แต่ปีที่เสด็จขึ้นครองราชย์และปีที่สวรรคตของกษัตริย์บางพระองค์ยังเป็นปัญหาถกเถียงกันอยู่ และยังหาข้อยุติที่แน่นอนไม่ได้ รายนามของกษัตริย์แห่งราชวงศ์พระร่วงทั้ง ๙ พระองค์มีดังนี้

รายนามพระมหากษัตริย์

ปีที่เริ่มครองราชย์โดยประมาณ

ปีที่สวรรคตโดยประมาณ

๑. พ่อขุนศรีอินทราทิตย์

ระหว่าง พ.ศ.

1762-1781

ไม่ปรากฏ

๒. พ่อขุนบางเมือง

ไม่ปรากฏ

ไม่ปรากฏ

๓. พ่อขุนรามคำแหง

ระหว่าง พ.ศ.

1822-1841

ไม่ปรากฏ

๔. พระยาเลอไท

พ.ศ.

1814

ไม่ปรากฏ

๕. พระยางั่งนำถม

ไม่ปรากฏ

ไม่ปรากฏ

๖. พระมหาธรรมราชาที่

1(ลิไท)

พ.ศ.

1890

ระหว่าง พ.ศ.

1911-1917

๗. พระมหาธรรมราชาที่

2

ไม่ปรากฏ

พ.ศ.

1942

๘. พระมหาธรรมราชาที่

3 (ไสลือไท)

ไม่ปรากฏ

พ.ศ.

1926

๙. พระมหาธรรมราชาที่

4 (บรมปาล)

ไม่ปรากฏ

พ.ศ.

1981

อาณาจักรสุโขทัย

การก่อตั้งอาณาสุโขทัยเป็นอาณาถือเอาการที่พ่อขุนผาเมือง และพ่อขุนบางกลางหาวร่วมกันกำจัดศัตรูและยึดเมืองสุโขทัยไว้ได้ โดยพ่อขุนบางกลางหาวได้เป็นกษัตริย์ครองกรุงสุโขทัย ตั้งราชวงศ์ใหม่เฉลิมพระนามเป็นพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ เมื่อประมาณพ.ศ.

1792 ในระยะแรกมีการขยายอาณาเขตออกไปอย่างกว้างขวาง จนมีดินแดนมากที่สุดในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ภายหลังรัชกาลของพระองค์มีสงครามเกิดขึ้นหลายครั้ง ทั้งที่เกิดจากการที่รบพุ่งภายในเอง และสงครามกับอาณาจักรรอบข้าง ประกอบกับอาณาจักรเหล่านั้นมีอำนาจมากขึ้น ทำให้กรุงสุโขทัยต้องเสียดินแดนที่เคยครอบครองเป็นอันมาก พระมหาธรรมราชาที่1(พระเจ้าลิไท) และพระมหาธรรมราชาที่3 (พระเจ้าไสลือไท) ได้พยายามดำเดินนโยบายทางการเมืองเพื่อผลักดันให้กรุงสุโขทัยกลับมารุ่งเรืองอีกครั้งหนึ่ง แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ กลับเป็นผลให้อาณาจักรข้างเคียงเข้าแทรกแซงมากขึ้น ภายหลังพระมหาธรรมราชาที่ 4 (พระเจ้าสุริยวงศ์บรมปาลมหาธรรมาธิราช)สวรรคตเมื่อ พ.ศ. 1981ไม่นานนัก ทางกรุงศรีอยุธยาจึงแต่งตั้งรัชทายาทของฝ่ายตนให้ข้นไปครองเมืองพิษณุโลก ผนวกเอากรุงสุโขทัยเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกรุงศรีอยุธยา

ลักษณะการปกครอง

1. ลักษณะการปกครองแบบพ่อปกครองลูก (ปิตุลาธิปไตย)

ในสมัยสุโขทัยพระเจ้าแผ่นดิน คือ

“พ่อขุน” ทรงทำหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของราษฎร ดังปรากฏในหลักศิลาจารึก ด้านที่1 ว่า “ในปากประตูมีกระดิ่งอันหนึ่งแขวนไว้หั้น ไพร่ฟ้าหน้าปกกลางบ้านกลางเมือง มีถ้อยมีความเจ็บท้องข้องใจ มันจักกล่าวถึงเจ้าถึงขุนบ่ไร้ ไปสั่นกระดิ่งอันท่านแขวนไว้

หลังจาก

3 รัชกาลแรกไปแล้ว การปกครองของสุโขทัยก็ได้รับอิทธิพลจากเขมรซึ่งยกย่องพระเจ้าแผ่นดินเป็นสมมติเทพ พระนามของพระเจ้าแผ่นดินที่เคนเรียกคำนำหน้าพระนามว่า “พ่อขุน” ก็เปลี่ยนไปเป็น “พญา”

2.

     

ลักษณะการปกครองแบบทหาร

ภายในหัวเมืองราชธานีกับหัวเมืองชั้นในรวมกันเป็นทัพหลวงอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของพ่อขุน ส่วนที่เรียกว่าหัวเมืองชั้นนอกหรือเมืองพระยามหานคร นั้นก็ให้เกณฑ์ ไพร่พลไปรบด้วยอีกกองทัพหนึ่ง

  1. ลักษณะการปกครองแบบกระจายอำนาจ

เริ่มเกิดข้นอย่างเห็นได้ชัดในสมัยพ่อขุนรามคำแหง เพราะบ้านเมืองสงบและมีอาณาเขตกว้างขวาง มีการแต่งตั้งเจ้าเมืองไปครองเมืองต่างๆหลายเมืองเช่น เมืองพระบาง เมืองเชียงทอง เมืองคณฑี เป็นต้น

  1. ลักษณะการปกครองคล้ายแบบประชาธิปไตย

พระองค์ไม่ได้ทรงกำอำนาจไว้แต่พระองค์เดียว แต่กลับได้ให้สิทธิเสรีภาพอย่างกว่างขวางแก่พลเมืองของพระองค์ท่าน

 

การปกครองพระราชอาณาเขต

1.หัวเมืองชั้นใน

มีเมืองที่ได้เป็นเมืองลูกหลวง

4 เมือง ตั้งรายรอบกรุงสุโขทัยระยะห่างจากเมืองหลวงเป็นระยะทางเดินประมาณ 2 วัน เท่ากันทุกเมือง

  • ทิศเหนือ คือ เมืองศรีสัชนาลัย เห็นเมืองพระมหาอุปราช มีความสำคัญรองจากสุโขทัย

  • ทิศใต้ คือ เมืองสระหลวง (พิจิตร)

  • ทิศตะวันออก คือ เมืองสองแคว

  • ทิศตะวันตก คือ เมืองชากังราว (กำแพงเพชร)

วิธีการทูลเกล้าฯถวายฎีกา

ในสมัยสุโขทัยนั้นไม่มีการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาเป็นลายลักษณ์อักษร เพราะพ่อขุนรามคำแหงทรงแขวนกระดิ่งไว้ที่ประตูวัง ใครมีเรื่องทุกข์ร้อนก็ไปสั่นกระดิ่งนั้น พระองค์ก็ทรงตัดสินความให้

วิธีการพิจารณาความ

วิธีการพิจารณาความนั้นไม่ทราบแน่ชัดว่ามีวิธีปฏิบัติอย่างไรแน่ แต่การตัดสินความนั้นก็ต้องสอบสวนข้อเท็จจริงให้แน่แท้เสียก่อน จึงตัดสินความด้วยความซื่อสัตย์ยุติธรรม ไม่เห็นแก่ทรัพย์ของผู้ใด

สรุปข้อสังเกตเกี่ยวกับบทกฎหมายสมัยสุโขทัย

ลายจารึกบนศิลาทั้งหลายนั้นความจริงมิใช่ตัวกฎหมาย ที่แท้จริงหากเป็นแต่เพียงหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าในสมัยสุโขทัยเรามีกฎหมายใช้อยู่แล้ว

ศาสนาและความเชื่อ

ในสมัยสุโขทัย ราษฏรโดยทั่วไปมีการนับถือผี วิญญาณของบรรพบุรุษ ปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ พระพุทธศาสนา ส่วนศาสนาพราหมณ์อาจจะมีการนับถืออยู่บ้างในราชสำนักสุโขทัยตอนปลาย

  1. การนับถือผี

การนับถือผี เทวดา นางไม้ การเชื่อถือโชคลางและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆยังคงมีอยู่ในจิตสำนึกของคนไทยมาตั้งแต่ดั้งเดิม ถึงแม้ว่ากาลต่อมาจะได้รับคติทางพระพุทธศาสนาแล้วก็ตาม ในสมัยสุโขทัยมีการนับถือผีของบรรพบุรุษซึ่งถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จึงต้องจัดให้มีพิธีการเซ่นไหว้อยู่เป็นประจำ นอกจากนี้ยังเชื่อถือคำสัตย์สาบานและภูตผีประจำสถานที่ต่างๆอีกด้วย

  1. พระพุทธศาสนา

ชาวสุโขทัยส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทอย่างลังกาวงศ์ โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นองค์อุปถัมภ์ พระพุทธศาสนานิกายเถรวาทนี้ได้เจริญรุ่งเรืองมากในรัชสมัยของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช เมื่ออาณาจักรสุโขทัยมีความสัมพันธ์อันดีกับเมืองนครศรีธรรมราช ทรงเห็นว่าวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์นิกายนี้มีความสำรวมน่าเลื่อมใสศรัทธา จึงโปรดเกล้าฯ นิมนต์ขึ้นมาตั้งวงศ์ที่กรุงสุโขทัยด้วย พระสงฆ์เหล่านั้นนอกจากจะได้ทำการเผยแผ่ศาสนาและอบรมสั่งสอนศีลธรรมแก่ประชาชนแล้ว ยังได้ทำการแปลพระไตรปิฏกจากภาษาสันสกฤตมาเป็นภาษาบาลีด้วย สำหรับนิกายมหายานนั้น ก็มีผู้นับถืออยู่บ้าง แต่ทว่าไม่ค่อยมีบทบาทมากนัก เนื่องจากชาวสุโขทัยส่วนใหญ่นับถือนิกายเถรวาทอย่างลังกาวงศ์เป็นปึกแผ่นมั่นคงอยู่แล้ว

  1. ศาสนาพราหมณ์

ศาสนาพราหมณ์จากอินเดียได้ขยายเข้าไปในอาณาจักรกัมพูชาก่อน และสันนิษฐานว่าในสมัยสุโขทัยตอนปลายคงมีการรับอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์เข้ามาในราชสำนักด้วยทั้งนี้เพราะจากหลักฐานศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่

4 ปรากฏว่ามีคำว่า “เสวยราชย์” “ไอศูรย์ธิปัตย์” และ “พระราชบัญญัติ” เป็นต้น แสดงว่ามีการใช้ราชาศัพท์สำหรับพระเจ้าแผ่นดินที่มีฐานะเป็นพระผู้เป็นเจ้าตามคติของศาสนาพราหมณ์ ซึ่งถือว่าพระมหากษัตริย์คือภาคหนึ่งของพระผู้เป็นเจ้า อันหมายถึงพระศิวะหรือไม่ก็พระนารายณ์ ถ้าเป็นเช่นนี้อิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ก็เริ่มมีบทบาทในราชสำนักสุโขทัยตั้งแต่สมัยพระมหาธรรมราชาที่ 1(ลิไท) เป็นต้นมา โดยเริ่มมีอิทธิพลในทางการเมืองการปกครองเป็นสำคัญ นอกจากนี้ในสมัยพระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไท) ยังโปรดเกล้าฯ ให้หล่อเทวรูปพระอิศวรและพระศิวะแล้วนำไปประดิษฐานไว้ในหอเทวาลัยมหาเกษตรในป่ามะม่วงอีกด้วย

 

 

 

ศิลปะอู่ทอง

(

พุทธศตวรรษที่ 17 – 20 ) เป็นศิลปที่มีอิทธิพลของศิลปแบบต่างๆผสมผสานกันแล้วจึงคลี่คลายมาเป็นศิลปที่แสดงลักษณะเฉพาะของตนเองในเวลาต่อมา เท่าที่ปรากฏหลักฐานเหลืออยู่มีประเภทประติมากรรม และสถาปัตยกรรม คือ พระพุทธรูปและสถูปเจดีย์ แต่เนื่องจากศิลปะแบบอู่ทองเกิดขึ้นในช่วงของการย้ายเมือง จึงมีผลงานไม่มากนักนอกจากพระพุทธรูปเท่านั้นที่พบมาก

ศิลปะอยุธยา

(

พุทธศตวรรษที่ 19 – 24 ) เป็นศิลปะที่สร้างขึ้นในอาณาจักรอยุธยาในระยะเวลา 417 ปี ซึ่งมีศิลปะแขนงต่างๆเกิดขึ้นมาก ศิลปกรรมเหล่านี้มีรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน และมีวิวัฒนาการไปตามสภาพบ้านเมือง

ศิลปะอยุธยาสามารถแบ่งเป็นระยะสร้างกว้างๆ ได้ 3

ระยะ คือ

ระยะแรก

ศิลปะอยุธยาตอนต้น (พ.ศ. 1893-2031)

จะมีลักษณะเริ่มต้นสร้างสรรศิลปะตามประเพณีนิยมที่ได้รับอิทธิพลจาก ศิลปะ ประเพณีและวัฒนธรรมจากอาณาจักรใกล้เคียง

ระยะที่สอง

ศิลปะอยุธยาตอนกลาง (พ.ศ. 2032 – 2172)

จัดเป็นยุคที่ศิลปะอยุธยาเริ่มแสดงลักษณะรูปแบบที่เป็นของตนเอง

ระยะที่สาม

ศิลปะอยุธยาตอนปลาย (

พ.ศ.2173 – 2310) เป็นศิลปะที่แสดงลักษณะเฉพาะอย่างเด่นชัดเป็นต้นแบบศิลปะให้กับศิลปะรัตนโกสินทร์

ศิลปะอยุธยาทั้งสามระยะส่วนมากเป็นศิลปะที่เกี่ยวเนื่องกันพระพุทธศาสนาและสถาบันพระมหากษัตริย์เช่นเดียวกับศิลปสุโขทัย

ศิลปะอยุธยาด้ายประติมากรรม ส่วนมากสร้างเนื่องในพระพุทธศาสนา พระพุทธรูปสมัยนิยมหล่อด้วยสำริด อาจทำด้วยวัสดุอื่นบ้าง เช่น สกัดจากศิลา ไม้ ปูนปั้น ดินเผา และทองคำ เช่น พระพุทธไตรรัตนนายก (หลวงพ่อโต) วัดพนัญเชิง สร้างเมื่อ พ.ศ. 1867

ก่อนตั้งกรุงศรีอยุธยา 26 ปี และพระมงคลบพิตร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

นอกจากนี้ยังมีการสร้างพระพิมพ์ทำเป็นพระพุทธรูปองค์เล็กๆ หลายองค์ บนแผ่นเดียวกัน เรียกว่าพระแผง หรือพระกำแพงห้าร้อย มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนกลาง ส่วนสมัยอยุธยาตอนปลาย มักนิยมทำพระพิมพ์เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องประทับอยู่ในเรือนแก้ว

ด้านสถาปัตยกรรมอยุธยามีทั้งสถาปัตยกรรมที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ และความเป็นอยู่ของประชาชนทั่วไป

สมัยต้นอยุธยานิยมสร้างปรางค์เป็นประธานหรือหลักของวัด พอถึงสมัยอยุธยาตอนกลาง เปลี่ยนเป็นเป็นสร้างเจดีย์ทรงลังกา แต่การสร้างปรางค์กลับได้รับความนิยมอีครั้งในรัชกสลพระเจ้าประสาททองมีการถ่ายแบบอย่างปรางค์และสถาปัตยกรรมเขมรมาสร้างที่กรุงศรีอยุธยา เช่น พระปรางค์องค์ใหญ่ วัดชัยวัฒนาราม ขณะเดียวกันได้เกิดพัฒนาการทางสถาปัตยกรรมแบบใหม่ขึ้น คือการสร้างเจดีย์เหลี่ยม หรือเจดีย์ย่อไม้สิบสอง นับเป็นแบบอย่างเฉพาะของสถาปัตยกรรมอยุธยา และมีอิทธิพลต่อการสร้างเจดีย์ในสมัยต่อมา

สถาปัตยกรรมอื่นๆ คือ โบสถ์ วิหาร สมัยอยุธยาตอนต้นนิยมทำขนาดใหญ่มาก เป็นอาคารโถงสี่เหลี่ยม ตัวอาคาร ผนัง เสา ก่อด้วยอิฐ ผนังอาคารเจาะเป็นช่องแคบๆ คล้าย

สงคราม ไทย

– พม่า 24 ครั้ง ในสมัยอยุธยา

  1. พม่าตีเมืองเชียงกราน พ.ศ. 2081

    แต่ไทยตีคืนกลับมาได้

  2. สงครามพระศรีสุริโยทัยขาดคอช้าง พ.ศ. 2091
  3. สงครามช้างเผือก พ.ศ. 2106

    ไทยต้องยอมเสียช้างเผือก

  4. เสียกรุงครั้งที่ 1

    พ.ศ. 2112 เสีย 15 ปี

  5. สงครามประกาศอิสรภาพของสมเด็จพระนเรศวร พ.ศ. 2117
  6. –7 –8 –9

    พ.ศ. 2127-2128-2129-2133 พม่ายกทัพมาตี แต่แพ้กลับไปทุกครั้ง

  1. สงครามยุทธหัตถี พ.ศ. 2135

    พระมหาอุปราชาของพม่าสิ้นพระชนม์ กองทัพพม่าแตกพ่ายกลับไป

  2. ไทยตีเมืองทะวาย-ตะนาวศรี พ.ศ. 2135

    ได้เมืองตะนาวศรี

  3. พระนเรศวรตีเมืองมอญ พ.ศ. 2137

    ขับพม่าออกจากหัวเมืองมอญ

  4. พระนเรศวรตีหงสาวดีครั้งที่ 1

    พ.ศ. 2138 ไม่สำเร็จ ยกทัพกลับ

  5. พระนเรศวรตีหงสาวดีครั้งที่ 2

    พ.ศ. 2142 ไม่สำเร็จ แต่ได้หัวเมืองต่างๆ

  6. สงครามครั้งสุดท้ายของพระนเรศวร พ.ศ. 2147

    ตีเมืองอังวะ แต่ประชวรสวรรคตที่เมืองหางก่อน

  7. พม่าตีเมืองทะวาย พ.ศ. 2156

    แต่สมเด็จพระเอกาทศรถตีกลับคืนได้ พระเจ้าอังวะถูกตีแพ้กลับไป

  8. พม่าตีเมืองเชียงใหม่ พ.ศ. 2157

    พม่าแพ้

  9. พม่าตีเมืองเชียงใหม่และทะวาย พ.ศ. 2165-2175

    กรุงศรีมีกบฏจึงไม่ได้ยกทัพไปป้องกัน

  10. ไทยตีเมืองเชียงใหม่คืน พ.ศ. 2205

    สมเด็จพระนารายณ์จัดวางระเบียบการปกครอง

  11. พม่าตีเมืองไทรโยค พ.ศ. 2206

    พม่าแพ้

  12. ไทยตีเมืองพม่า พ.ศ.2207

    ยกไปถึงเมืองพุกาม แต่ไม่สำเร็จ

  13. พม่าล้อมกรุงศรี พ.ศ. 2302

    พม่าเลิกทัพกลับไป

  14. พม่าตีหัวเมืองปักษ์ใต้ พ.ศ. 2307

    ไทยอ่อนกำลัง พม่าชิงเมืองไปได้บ้าง

  15. สงครามเสียกรุงครั้งที่ 2

    พ.ศ. 2310

สภาพเศรษฐกิจและสังคม

สภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ในสมัยแรกตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ยังคงอยู่ ในรูปแบบของเศรษฐกิจพอยังชีพ กล่าวคือยังไม่มีการแบ่งงานกันทำแต่ละครอบครัวต้องผลิตของที่จำเป็นทุกอย่างขึ้นมาใช้เอง ที่ดินก็ยังว่างเปล่าอยู่มาก ในขณะที่แรงงานเพื่อ ประกอบการผลิตยังมีอยู่น้อย เพราะสภาพสังคมขณะนั้นแรงงานคนส่วนใหญ่ต้องอุทิศให้กับ การเข้าเวรรับราชการและรับใช้มูลนายเวลาที่เหลือเพียงส่วนน้อยจึงเป็นเรื่องของการทำมาหาเลี้ยงชีพและครอบครัว ผลผลิตที่ได้ส่วนหนึ่งจึงเป็นไปตามความต้องการของครัวเรือนและอีกส่วนหนึ่งส่งเป็นส่วยให้กับทางราชการ การค้าภายในประเทศจึงมีน้อยเพราะว่าทรัพยากรมีจำกัด และความต้องการของแต่ละท้องถิ่นไม่แตกต่างกันการคมนาคมไม่สะดวกจวบจนถึงสมัยรัชกาลที่ 3 การค้าภายในประเทศจึงเริ่มขยายตัวเพราะชาวจีนเข้ามามีบทบาททางการค้าโดยทำหน้าที่เป็นพ่อค้าคนกลาง นำส่งสินค้าเข้า-ออก ตามท้อง
ถิ่นต่าง ๆ

ในส่วนที่เป็นรายรับ – รายจ่ายของแผ่นดินนั้น กล่าวได้ว่ารายรับไม่สมดุลกับรายจ่าย รายจ่ายส่วนใหญ่ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เป็นไปเพื่อการสร้างและบูรณะบ้านเมือง รายจ่ายในการป้องกันประเทศการบำรุงศาสนานอกจากนี้ก็ยังมีรายจ่ายเบี้ยหวัดข้าราชการและค่าใช้จ่ายภายในราชสำนักรายจ่ายตามประเภทที่กล่าวมาข้างต้นนั้นนับว่ามีจำนวนสูง เพราะบ้านเมืองเพิ่งอยู่ในระยะก่อร่างสร้างตัวซ้ำยังมีศึกสงครามอยู่เกือบตลอดเวลารายจ่ายที่เพิ่มมากขึ้นนั้นเมื่อเทียบกับรายได้ของแผ่นดินซึ่งยังคงมีที่มา
เหมือนสมัยกรุงศรีอยุธยาและกรุงธนบุรี จึงเป็นสิ่งที่ผู้ปกครองต้องแสวงหายรายได้ให้เพิ่มมากขึ้นรายได้ของรัฐบาลในสมัยต้นรัตนโกสินทร์จำแนกได้ดังนี้

1. ส่วย คือ เงินหรือสิ่งของที่ไพร่เอามาเสียภาษีแทนแรงงานถ้า ไม่ต้องการชำระ เป็นเงิน ก็อาจจะทดแทนด้วยผลิตผลที่มีอยู่ในท้องที่ ๆ ไพร่ผู้นั้นอาศัยอยู่เช่นดีบุกดินประสิว นอกจากนี้ส่วยยังเรียกเก็บจากหัวเมืองต่าง ๆ และบรรดาประเทศราช

2. ฤชา คือ การเสียค่าธรรมเนียมที่ประชาชนจ่ายเป็นค่าตอบแทนการบริการ ของรัฐบาล รัฐบาลจะกำหนดเรียกเก็บเป็นอย่าง ๆ ไป เช่น ค่าธรรมเนียมโรงศาลค่าธรรมเนียมการออกโฉนด หรือค่าธรรมเนียมกรรมสิทธิ์ เป็นต้น

3. อากร คือ เงินที่พ่อค้าเสียให้แก่รัฐบาลในการขอผูกขาดสัมปทาน เช่น การจับปลา การเก็บของป่าต้มกลั่นสุรา และตั้งบ่อนการพนัน เป็นต้น ส่วนอีกประเภทหนึ่ง คือ การเรียกเก็บผลประโยชน์ที่ราษฎรทำได้จากการประกอบการต่างๆเช่น ทำนาทำไร่ การ
เก็บอากร ค่านา ในสมัยรัชกาลที่ 2 กำหนดให้ราษฎรเลือกส่งได้ 2 รูปแบบ คือ ส่งเป็นผลิตผลหรือตัวเงิน เช่น ถ้าส่งเป็นเงินให้ส่งไร่ละหนึ่งสลึง อากรประเภทอื่นยังมีอีก เช่น อากรสวน อากรตลาด เป็นต้น

4. ภาษีอากรและจังกอบภาษีอากร หมายถึง การเก็บภาษีจากสินค้าเข้าและสินค้าออก ภาษีเข้ามีอัตราการเก็บที่ไม่แน่นอนประเทศใดที่มีสัมพันธไมตรีดีต่อไทยก็จะเก็บ ภาษีน้อยกว่าเรือของประเทศที่ไปมาค้าขายเป็นครั้งคราวหาก แต่ในสมัยรัชกาลที่ 2 อัตราที่กำหนดให้เก็บคือร้อยละ8โดยตลอดส่วนชาวจีนนั้นให้คิดอัตราร้อยละ 4 ส่วนภาษีสินค้าออกเก็บในอัตราที่แตกต่างไปตามชนิดของสินค้า

5. จังกอบ คือค่าผ่านด่านซึ่งเรียกเก็บจากสินค้า และขนาดของพาหนะที่บรรทุก ด่านที่เก็บจังกอบเรียกว่าขนอน หรือด่านภาษีการเก็บจังกอบมี 2 ประเภท คือประเภทแรก เป็นการเก็บค่าผ่านด่านขนอนทั้งทางบกและทางน้ำ เรียกเก็บจากสินค้าค้าของ
ราษฏรโดยชักสินค้านั้นเป็นส่วนลดอีกประเภทหนึ่งคือ เก็บตามอัตราขนาดของยานพาหนะที่ขนสินค้า ผ่านด่าน โดยจะวัดตามความกว้างของปากเรือ เรียกว่า”ค่าปากเรือ”

ในสมัยรัตนโกสินทร์นี้แม้เศรษฐกิจหลักของสังคมจะเป็นไปแบบเดิมคือ การ เกษตรกรรม โดยอาศัยธรรมชาติ แต่ทางราชการก็พยายามสนับสนุนช่วยเหลือในการชลประทานการค้ากับต่างประเทศก็ดำเนินเป็นล่ำเป็นสันขึ้นกว่าในสมัยก่อนเพราะไทยมีสินค้าออกคือ ผลิตผลทางการเกษตร ซึ่งเป็นที่ต้องการของประเทศทางตะวันตก

พระมหากษัตริย์

พระมหากษัตริย์

มีฐานะเป็นผู้ปกครองและผู้นำสูงสุด ทรงเอาใจใส่พระทัยดูแลทุกข์สุขของไพร่ฟ้าอาณาประชาราษฎร์ รักษาความสงบเรียบร้อยของสังคมด้วยการตราพระราชกำหนดกฎหมายจัดวางระเบียบสังคมและตัดสินกรณีพิพาทต่างๆ

ทำนุบำรุงศาสนาตลอดจนศิลปะวัฒนธรรมประเพณีดีงามของสังคม และหน้าที่ที่สำคัญที่สุดอีกประการหนึ่งคือทรงเป็นผู้นำในการต่อสู้ป้องกันการรุกรานของอริราชศัตรูจากภายนอก

 

พระบรมวงศ์หรือเจ้านาย

หมายถึง ผู้สืบสายใกล้ชิดพระมหากษัตริย์ซึ่งมีตำแหน่งลดกลั่นกันลงมา ยศของเจ้านายแบ่งเป็นสกุลยศ คือ เจ้าฟ้า พระองค์เจ้า และหม่อมเจ้า และ อิศริยยศ คือยศที่ได้รับพระราชทานจากการรับราชการแผ่นดิน โดยให้ทรงกรมปกครองกรม เจ้านายที่ทรงกรมจะมีศักดินาจำนวนไพร่พลบริวานและเกียรติยศอื่นๆเพิ่มขึ้น

พระบรมวงศานุวงศ์ มีหน้าที่ช่วยพระมหากษัตริย์ในการปกครองในสมัยต้นอยุธยาได้ปกครองเมืองจึงมีบทบาทสำคัญในการต่อสู้ซึ่งอำนาจทางการเมืองหลังการปฏิรูปการปกครองของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ จะมีเจ้านายที่ใกล้ชิดบางพรองค์พระองค์เท่านั้นที่ยังมีหน้าที่ทางราชการ ในตอนปลายอยุธยาได้รับพระราชทานกรมให้ดูแล เรียกว่า กรมเจ้า ซึ่งโดยทั่วๆไปม่มีอำนาจในหารปกครองอย่างใด มีขึ้นเมื่อเกียรติยศและแหล่งรายได้ของเจ้านาย จะมีการยกเว้นกรณีกรมของสมเด็จพระมหาอุปราชหรือกรมพระราชวังบวรสถานหรือวังหน้า ซึ่งเป็นกรมใหญ่มีอำนาจกรมเดียวที่มีห้าที่ช่วยพระมหากษัตริย์ในการปกครองตามแต่จะมีพระราชโองการ

เจ้านายมีสิทธิเหนือสามัญชนหลายประการ เช่นไม่ถูกเกณฑ์แรงงาน ไม่ต้องเสียภาษี ได้ผลประโยชน์จากไพร่ในสังกัด และยังได้รับประทานเบี้ยหวัดประจำปี เมื่อเจ้านายมีคดีความ ศาลกรมวังเท่านั้นที่จะพิจารณา

 

ขุนนาง ข้าราชการ

คือ กลุ่มสามัญชนที่ได้รับราชการในตำแหน่งต่างๆ สามัญที่รับราชการและได้รับพระราชทานศักดินา ตั้งแต่

400-1,000 ไร่ จะได้รับการยกย่องว่าเป็นขุนนาง ถ้าศักดินาต่ำกว่า 400 ยังไม่ถือว่าเป็นขุนนาง ยกเว้นผู้ที่รับราชการในกรมมหาดเล็ก แม้จะมีศักดินาต่ำกว่า 400 ไร่ ก็ยังจัดเป็นขุนนาง

ผู้ที่จะเป็นขุนนางได้ต้องประกอบด้วย วุฒิ

4 ประการ คือ ชาตวุฒิ วัยวุฒิ (อายุ 31 ปีขึ้นไป) คุณวุฒิ และปัญญาวุฒิ นอกจากนี้ยังต้องมีฉันทาธิบดี ถวายสิ่งที่ต้องประสงค์ วิชยาธบดี ความพากเพียรในราชการ จิตาธิบดี กล้าหาญในสงคราม และวิมังสาธิบดี ฉลาดในการดำเนินการพิพากษาความ และอุบายในราชการต่างๆ แต่ในความเป็นจริงแล้วบุตรหลานของขุนนางมีโอกาสรับราชการเป็นขุนนางมากกว่าไพร่สามัญชนทั่วไปแ ทั้งนี่เพราะบุตรหลานของขุนนางอยู่ในสภาพแวดล้อมทางสังคมที่เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้ฝึกฝนราชการ และโอกาสรับราชการเปิดมากกว่า อีกทั้งตระกูลขุนนางมักจะแต่งงานกับลูกหลานขุนนางในตระกูลสูงด้วยกัน จึงทำให้ผู้ที่จะเป็นขุนนางมักจำกัดอยู่ในวงในหมู่เชื้อสายขุนนางเป็นส่วนใหญ่

ขุนนางได้รับฐานันดรศักดิ์ ประกอบด้วย ยศ หรือ บรรดาศักดิ์ ราชทินนาม ตำแหน่ง ยกเว้นกรณีขอลาออกและทูลขอให้คงรักษาฐานันดรเดิมไว้ อย่างไรก็ตาม ศักดินาจะต้องลดลง

1 ใน 3 ของศักดินาเดิม สมัยอยุธยาขุนนางอยู่ในตำแหน่งได้ตลอดชีวิต

ขุนนางมีอำนาจหน้าที่บังคับบัญชากรมกองต่างๆที่ได้รับมอบหมายควบคุมไพร่พล จัดเก็บภาษีจากไพร่พลในสังกัด และภาษีที่อยู่ในบังคับบัญชาของกรมกอลรวมไปถึงการพิจารณาอรรถคดีต่างๆที่อยู่ในอำนาจของกรมกองที่ตนเองบังคับบัญชา ในยามสงครามขุนนางต้องเกณฑ์ไพร่พลในกรมกองให้ครบถ้วนตามจำนวนออกไปรบตามคำสั่งด้วย

สิทธิขุนนาง ทั้งตัวขุนนางและครอบครัวได้รับการยกเว้นไม่ต้องถูกเกณฑ์เกณฑ์แรงงานไม่ต้องเสียภาษี มีไพร่ในสังกัดตามฐานันดรศักดิ์ ไม่ต้องไปศาลเอง มีสิทธิ์ใช้ทนายไปให้การในศาลแทน ขุนนางจะถูกสอบสวนต่อเมื่อพระมหากษัตริย์ทรงอนุญาต ขุนนางมีสิทธิ์เข้าเฝ้าตามลำดับยศศักดิ์ มีเสมียน ทนาย มีเครื่องยศต่าง แต่สิ่งเหล่านี้จะต้องถวายคืน เมื่อถึงแก่กรรมหรือลาออกจากราชการ ขุนนางที่ทำความดีความชอบมาก่อน ถ้ากระทำผิดภายหลังและโทษถึงตาย มีสิทธิขอพระราชทานลดโทษ ยกเว้นโทษประหารชีวิตในฐานกบฏ

อาณาจักรทวารวดี

 

อาณาจักรทวารวดี

 (พุทธศัตวรรษที่ 11

16)   เป็นชื่อที่ใช้เรียกอาณาจักรทางแถบลุ่มแม่น้ำ

เจ้าพระยาตอนล่าง เป็นอาณาจักรที่ได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมจากศาสนาพราหมณ์จากอินเดีย เป็นแหล่งชุมชนขนาดใหญ่

มี เมืองนครปฐม เป็นศูนย์กลาง หลวงจีนอี้จิง หรือ พระภิกษุอีจิ๋น และ หลวงจีนเฮียนจัง (ยวนฉ่าง) พ.ศ. 1150 ได้กล่าว

ไว้ในจดเหตุของท่านว่า มีอาณาจักรอันใหญ่โตอาณาจักรหนึ่ง อยู่ในระหว่างเมืองศรีเกษตร (พม่า) และอิสานปุระ (เขมร)

ชื่อ โดโลปอดี้ (ทวารวดี) และอาณาจักรนี้เป็นอาณาจักรที่นักโบราณคดีได้สำรวจพบโบราณสถาน และพระพุทธรูป ที่สร้าง

ตามแบบฝีมือช่างในสมัยราชวงศ์คุปตะของอินเดีย (พ.ศ.860

1150) เป็นจำนวนมากที่นครปฐม และแถบเมืองที่ตั้งอยู่

ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา เรื่องไปทางภาคะวันออกเฉียงเหนือ จนถึงเมืองนครราชสีมา และเมืองบุรีรัมย์

ในสมัยก่อนพุทธศตวรรษที่ 11 ดินแดนอาณาจักรสุวรรณภูมิได้ครอบครองโดยแคว้นอิศานปุระของอาณาจักรฟูนัน (หรือฟูนาน) และอาณาจักรเจนละ (หรือเจินละ) ซึ่งปรากฏหลักฐานว่า ขณะที่อาณาจักรฟูนันสลายตัวลงในพุทธศตวรรษที่ 11 นั้น ได้มีชนชาติหนึ่งที่แตกต่างกับชาวเจนละ ในด้านศาสนาและศิลปกรรม ได้มีอิทธิพลเข้าครอบครองดินแดนทางตะวันตกของอาณาจักรเจนละตั้งแต่เมืองเพชรบุรี เมืองราชบุรีขึ้นไปทางเหนือจนถึงเมืองลำพูน

จดหมายเหตุของภิกษุจีนชื่อ นจั๋ง หรือ พระถังซัมจั๋ง (

Hieun Tsing)

ซึ่งเดินทางจากเมืองจีนไปประเทศอินเดียทางบก ราว พ.ศ. 1172

1188 และพระภิกษุจีนชื่อ อี้จิง

(I-Sing)

 ได้เดินทางไปอินเดียทางทะเลในช่วงเวลาต่อมานั้น ได้เรียกอาณาจักรใหญ่แห่งนี้ตามสำเนียงชนพื้นเมืองในอินเดียว่า

โลโปตี้

 หรือ จุยล่อพัดดี้ (ทวารวดี) เป็นอาณาจักรที่ตั้งอยู่ระหว่างเมืองศรีเกษตร (อยู่ในพม่า) ไปทางตะวันออกกับเมืองอิศานปุระ (อยู่ในเขมร) ปัจจุบันคือ ส่วนที่เป็นดินแดนภาคกลางของประเทศไทย

พงศาวดารจีนสมัยราชวงศ์ฮั่น ได้กล่าวถึงดินแดนแห่งนี้ไว้ว่า

สามารถเดินเรือจากเมืองกวางตุ้งถึง

อาณาจักรทวารวดีได้ในเวลา 5 เดือน

ในสมัยแรกๆ ได้มีการสร้างพระปฐมเจดีย์ คือราว ๆ พ.ศ. 300 เคยมีอำนาจสูงสุดครั้งหนึ่ง และเคย

เป็นเมืองหลวงของอาณาจักรทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ 11

16) ปูชนียสถานที่ใหญ่โตสร้างไว้เป็นจำนวนมาก และยังเหลือปรากฎ

เป็นโบราณสถานอยู่ในปัจจุบัน วัดพระประโทนเจดีย์ วัดพระเมรุ วัดพระงาม และวัดดอยยาหอม เป็นต้น   โบราณสถานที่ค้นพบ

ล้วนเป็นฝีมือประณีต งดงาม มีเครื่องประดบร่างกายสตรีทำด้วยดีบุก เงิน และทอง รูปปูนปั้น มีหลักฐานทางโบราณวัตถุหลายชิ้นที่

แสดงถึงการติดต่อค้าขายกับชาวต่างประเทศ เช่น จีน และที่จังหวัดสุพรรณบุรี สิงห์บุรี และชัยนาท ได้พบเหรียญเงินที่มีจารึก

ทวารวดี

ประทับอยู่ด้วย

นครปฐมมีกษัตริย์ปกครองหลายพระองค์ เพราะปรากฏว่าได้พบปราสาทราชวังเหลือซากอยู่ เช่น ตรงเนินปราสาทในพระราชวังสนามจันทร์   นครปฐมเป็นเมืองที่มีการทำเงินขึ้นใช้เอง มีการค้นพบหลักฐาน เงินตราสมัยนั้นหลายรูปแบบ เช่น รูปสังข์ ประสาท ตราแพะ ตราปรูณกลศ (หม้อน้ำที่มีน้ำเต็ม)    จึงเป็นสิ่งยืนยันว่า อาณาจักรทวารวดีเป็นอาณาจักรที่มีความรุ่งเรืองมากอาณาจักรหนึ่ง

นอกจากนี้ได้มีการค้นพบจารึกโบราณที่เขียนด้วยภาษามอญ ในบริเวณจังหวัดนครปฐม สุพรณณบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท ลพบุรี และในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สันนิษฐานว่าชาวมอญหรือคนที่พูดภาษาตระกูลมอญ

เขมร เป็นเจ้าของอารยธรรมของทวารวดี และการที่อาณาจักร ทวารวดีตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำแม่กลอง และอยู่ใกล้ทะเลทำให้มีพ่อค้าต่างชาติ เช่น อินเดีย เข้ามาติดต่อค้าขาย ทำให้ทวารวดีได้รับอิทธิพลของพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท ศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนแบบแผนการปกครองจากอินเดีย เกิดการผสมผสานจนกลายเป็นอารยธรรมทวารวดี และได้แพร่หลายไปยังภูมิภาคต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังได้พบโบราณสถาน โบราณวัตถุสมัยทวารวดีกระจายอยู่ทั่วไป เช่นที่ เมืองนครชัยศรี (นครปฐม) เมืองอู่ทอง (สุพรรณบุรี) เมืองละโว้ (ลพบุรี) เมืองศรีเทพ (เพชรบูรณ์) เมืองฟาแดดสงยาง (กาฬสินธุ์) เมืองไชยา (สุราษฎร์ธานี) เป็นต้น

ทวารวดีได้รับอิทธิพลจากอินเดียหลายอย่าง เช่น ด้านการปกครอง รับความเชื่อเรื่องการปกครองโดยกษัตริย์ สันนิษฐานว่าการปกครองสมัยทวารวดีแบ่งออกเปป็นแคว้น มีเจ้านายปกครองตนเอง แต่มีความสัมพันธ์ในลักษณะเครือญาติ การแบ่งชนชั้นในสังคมออกเป็นชนชั้นปกครองกับชนชั้นที่ถูกปกครอง

หลักฐานทางโบราณคดีที่พบในสมัยพุทธศตวรรษที่ 11

13 คือเหรียญเงินเส้นผ่าศูนย์กลาง 19 ม.ม. พบที่

นนคปฐม และอู่ทอง พบว่ามีอักษรจารึกไว้ว่า

ศรีทวารวดีศวร

 และ มีรูปหม้อน้ำกลศอยู่อีกด้านหนึ่ง ทำให้ชื่อได้ว่าชนชาติมอญโบราณได้

ตั้งอาณาจักรทวารวดี (บางแห่งเรียก ทวาราวดี) ขึ้นในภาคกลางของดินแดนสุวรรณภูมิ และมีชุมชนเมืองสมัยทวารวดีสำคัญหลายแห่งได้แก่

เมืองนครชัยศรี (นครปฐมโบราณ น่าจะเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรในกลุ่มแม่น้ำท่าจีน) เมืองอู่ทอง (จังหวัดสุพรรณบุรีในลุ่มแม่น้ำท่าจีน)

เมืองพงตึก (จังหวัดกาญจนบุรี ในลุ่มแม่น้ำแม่กลอง) เมืองละโว้ (จังหวัดลพบุรี ในลุ่มแม่น้ำลพบุรี) เมืองคูบัว (จังหวัดราชบุรี ในลุ่มแม่น้ำ

เมืองอู่ตะเภา (บ้านอู่ตะเภา อ.มโนรมย์ จังหวัดชัยนาท ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา) เมืองบ้านด้าย (ต.หนองเต่า อ.เมือง จ.อุทัยธี ในแควตากแดด)

เมืองซับจำปา (บ้านซับจำปา จังหวัดชัยนาทในลุ่มแม่น้ำป่าสัก) เมืองขีดขิน (อยู่ในจังหวัดสระบุรี) และบ้านคูเมือง (ที่อำเภออินทรบุรี จังหวัด

นอกจากนั้นพบเมืองโบราณสมัยทวารวดีอีกหลายแห่ง เช่น ที่บ้านหนองปรง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี รวมทั้งหมู่บ้านในเขตอำเภอ

บ้านหมี่ และโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี เป็นต้น

ชุมชนเมืองสมัยทวารวดีในภาคเหนือ พบที่เมืองจันเสน (ต.จันเสน อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ ลุ่มแม่น้ำลพบุรี) เมืองบึงโคกช้าง (ต.ไผ่เขียว อ.สว่างอารมณ์ จ.อุทัยธานี ในแควตากแดด ลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง) เมืองศรีเทพ (จ.เพชรบูรณ์ ลุ่มแม่น้ำป่าสัก) เมืองหริภุญชัย (จ.ลำพูน ลุ่มแม่น้ำปิง) และเมืองบน (อ.พยุหคีรี จ.นครสวรรค์ ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา)

ชุมชนเมืองสมัยทวารวดีที่อยู่ในภาคตะวันออก มีเมืองโบราณสมัยทวารวดีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 11

18 อยู่ที่เมืองพระรถ (ต.หน้าพระธาตุ อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี ซึ่งค้นพบถ้วยเปอร์เซียสีฟ้า) มีถนนโบราณติดต่อกับเมืองศรีพะโล ซึ่งเป็นเมืองท่าสมัยพุทธศตวรรษที่ 15

21 (อยู่ที่ ต.หนองไม้แดง อ.เมือง จ.ชลบุรี ลุ่มแม่น้ำบางปะกง) ซึ่งพบเครื่องถ้วยจีนและญี่ปุ่น จากเตาอะริตะแบบอิมาริ อายุราวพุทธศตวรรษที่ 22 และติดต่ดถึงเมืองสมัยทวารวดีที่อยู่ใกล้เคียงกันเช่นเมืองศรีมโหสถ (อ.โคกปีบ จ.ปราจีนบุรี) เมืองดงละคร (จ.นครนายก) เมืองท้าวอุทัย และบ้านคูเมือง (จ.ฉะเชิงเทรา)

ชุมชนเมืองสมัยทวารวดีในภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้นจึงเป็นดินแดนของชนชาติมอญโบราณ มีศูนย์กลางที่เมืองนครปฐมโบราณ (ลุ่มแม่น้ำท่าจีนหรือนครชัยศรี) กับเมืองอู่ทองและเมืองละโว้ (ลพบุรี) ต่อมาได้ขยายอำนาจขึ้นไปถึงเมืองหริภุญชัยหรือลำพูน มีหลักฐานเล่าไว้ว่า ราว พ.ศ.1100 พระนางจามเทวีราชธิดาของเจ้าเมืองลวปุระหรือละโว้ (ลพบุรี) ได้อพยพผู้คนขึ้นไปตั้งเมืองหริภุญชัยที่ลำพูน ส่วนที่เมืองนครปฐมนั้นมีการพบ พระปฐมเจดีย์ ซึ่งเชื่อว่าบรรจุพระพบรมธาตุของพระพุทธเจ้า เมื่อแรกสร้างมีลักษณะคล้ายสถูปแบบสาญจี ที่พระเจ้าอโศกมหาราชสร้างไว้ในอินเดีย เมื่อพุทธศตวรรษที่ 3

4 และมีการพบจารึกภาษาปัลลวะ บาลี สันสกฤต และภาษามอญ ที่บริเวณพระปฐมเจดีย์และบริเวณใกล้เคียงพบจารึกภาษามอญอักษรปัลลวะ บันทึกเรื่องการสร้างพระพุทธรูป อายุราว พ.ศ. 1200 (ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์พระปฐมเจดีย์) และพบจารึกมอญที่ลำพูน อายุราว พ.ศ. 1628 (ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ หริภุญไชย จังหวัดลำพูน)

สำหรับเมืองอู่ทองนั้นตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของแม่น้ำจระเข้สามพัน เดิมเป็นสาขาของแม่น้ำท่าจีน ซึ่งเปลี่ยนทางเดิน ด้วยปรากฏมีเนินดินและคูเมืองโบราณเป็นรูปวงรี กว้างประมาณ 1 กิโลเมตร ยาวประมาณ 2 กิโลเมตร มีป้อมปราการก่อด้วยศิลาแลง มีการพบโบราณวัตถุอายุสมัยปี พ.ศ. 600

1600 จำนวนมาก นอกจากนี้ยังได้สำรวจพบแหล่งโบราณคดีที่สำคัญอีกหลายแห่ง เช่น

แหล่งโบราณคดีที่โบราณสถานคอดช้างดิน ต.จรเข้สามพัน อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี พบเงินเหรียญสมัยทวารวดี

เป็นตรารูป แพะ สายฟ้า พระอาทิตย์ พระจันทร์ และรูปหอยสังข์ บางเหรียญจารึกอักษรปัลลวะและพบปูนปั้นรูปสตรีหลายคนเล่นดนตรี

ชนิดต่างๆ เป็นต้น เป็นหลักฐานชี้ให้เห็นว่าเมืองอู่ทองมีฐานะเป็นเมืองสำคัญแห่งหนึ่งของอาณาจักรทวารวดี

เมืองนครไชยศรีโบราณ ซึ่งอยู่บริเวณที่ตั้งของวัดจุประโทณ จังหวัดนครปฐม และพบคูเมืองโบราณรูปสีเหลี่ยม

ขนาด 3

,

600

x

2

,

000 เมตร มีลำน้ำบางแก้วไหลผ่านกลางเมืองโบราณออไปตัดคลองพระประโทณ ผ่านคลองพระยากง บ้านเพนียด

บ้านกลาง บ้านนางแก้ว แล้วออกสู่แม่น้ำนครไชยศรี พบโบราณวัตถุสมัยทวารวดีจำนวนหนึ่ง ซึ่งเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ

หลักฐานสำคัญของพุทธศาสนาสมัยทวารวดีนั้นพบที่ วัดโพธิ์ชัยเสมาราม เมืองฟ้าแดดสงยาง (หรือฟ้าแดดสูงยาง) อำเภอกมลาไสย

จังหวัดกาฬสินธุ์ ใกล้แม่น้ำซี ได้ค้นพบเสมาหินจำนวนมาก เป็นเสมาหินทรายสมัยทวารวดี ขนาดใหญ่อายุราว 1

,

200 ปี มีอายุเก่าแก่

กว่าสมัยนครวัดของอาณาจักรขอม ใบเสมานั้นจำหลักเรื่องพุทธประวัติโดยได้รับอิทธิพลมาจากศิลปแบบคุปตะของอินเดีย และได้พบ

เสมหินบางแท่งมีจารึกอัการปัลลวะของอินเดียด้วย

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้กล่าวถึงการสิ้นสุดของอาณาจักรทวารวดีไว้ว่า

พระเจ้าอนุรุทรมหาราช

แห่งเมืองพุกามประเทศพม่า ทรงยกกองทัพเข้ามาโจมตีอาณาจักรทวารวดี จนทำให้อาณาจักรทวารวดีสลายสูญไป

ต่อมาอาณาจักรขอมหลังจากพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สวรรคต ใน พ.ศ.1732 อำนาจก็เริ่มเสื่อมลงทำหให้บรรดาเมือง

ประเทศราชที่อยู่ในอิทธิพลของขอมต่างพากันตั้งตัวเป็นอิสระ ดังนั้นในปลายพุทธศตวรรษที่ 18 พ่อขุนบางกลางหาว เจ้าเมืองบางยาง และ

พ่อขุนผาเมือง เจ้าเมืองราด ซึ่งได้พระนางสิขรเทวี พระธิดาขอมเป็นมเหสี และได้รับพระนามว่า

ขุนศรีอินทราทิตย์

พร้อมพระขรรค์ชัยศรี ได้

ร่วมกันทำการยึดอำนาจจากขอม และให้พ่อขุนบางกลางหาว สถาปนาเป็น พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ และประกาศตั้งอาณาจักรสุโขทัยเป็นอิสระจาก

การปกครองของขอม

อาณาจักรทวารวดีมีความเจริญรุ่งเรืองอยู่ประมาณ 200 ปี จีงค่อยๆ เสื่อมลง พวกขอมขณะนั้นกำลังรุ่งเรืองก็ถือโอกาส

ตีเมืองทวารวดี ที่ละเมืองสองเมือง จนถึง พ.ศ. 1500 อาณาจักรทวารวดีก็เสื่อมลง และตกอยู่ในอำนาจของพวกขอม พวกขอมได้กวาดต้อนผู้คนไป

เป็นเชลย นำไปใช้เป็นทาสทำงานต่างๆ จนถึง พ.ศ. 1800 คนไทยในหัวเมืองต่างๆ ในแคว้นสุวรรณภูมิ เช่น ลพบุรี อู่ทอง กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี

ได้ร่วมกันยึดอำนาจการปกครองจากขอมได้สำเร็จ แต่เมืองนครปฐมได้กลายเป็นเมืองร้างไปเสียแล้ว เนื่องจากแม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำแม่กลองที่ไหล

ผ่านเมืองทวารวดีได้เปลี่ยนทิศทางใหม่ ไหลผ่านจากตัวเมืองไปมาก จนทำให้นครปฐม (ทวารวดี) เป็นที่ดอนขึ้น ไม่เหมาะที่จะทำไร่ทำนา ผู้คนจึง

อพยพย้ายถิ่นไปอยู่ในเมืองอื่น

 

อาณาจักรธนบุรี

พระราชประวัติ

สมเด็จพระเจ้าตากสิน ทรงมีพระราชสมภพเมื่อ พ.ศ. 2277 ชาติกำเนิดเป็นคนสามัญ บิดาชื่อ นายไหฮอง

เป็นนายอากรบ่อนเบี้ย มีบรรดาศักดิ์เป็นขุนพัฒน์ มารดาชื่อ นางนกเอี้ยง สมเด็จพระยาตากสินมีพระนามเดิมว่าอย่างไรไม่มีหลักฐาน

ปรากฏ ทราบแต่ว่าพระนามสินนั้นเป็นที่รู้จักภายหลัง เมื่อทรงเป็นบุตรบุญธรรมของพระยาจักรี อัครมหาเสนาบดีฝ่ายพลเรือน ได้ตั้ง

ชื่อว่า สิน

เด็กชายสินได้รับการศึกษาเล่าเรียนระยะแรกกับพระอาจารย์ทองดี วัดโกษาวาส (บางท่านว่าเป็น วัดคลัง) จน

กระทั่งอายุได้ 13 ปี ท่านอัครมหาเสนาบดีจึงพาเข้าไปถวายตัวเป็นมหาดเล็กในสมเด็จพระเจ้าอยูหัวบรมโกศ จนได้รับพระราชทานบรรดา

ศักดิ์เป็นหลวงยกกระบัตร (สิน) ครั้นเมื่อเจ้าเมืองตากถึงแก่กรรม หลวงยกกบัตร (สิน) จึงได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองตาก เป็นเหตุให้คนทั่ว

ไปเรียกว่า พระยาตากสิน

ในปี พ.ศ. 2308 พระยาตากสิน ได้รับแต่งตั้งให้เป็น พระยาวชิรปาการ ตำแหน่งเจ้าเมืองกำแพงเพชร แต่ยังไม่ทันได้รับตำแหน่งใหม่ ทางเมืองหลวงได้เรียกตัวเข้าช่วยป้องกันพระนครในการทำสงครามกับพม่า ขณะที่ปฏิบัติการรบอยู่นั้น ได้เกิดความท้อใจในความอ่อนแอของพระเจ้าเอกทัศ และเห็นว่ากรุงศรีอยุธยาจะต้องเสียแก่พม่าอย่างแน่นอน จึงได้นำกำลังทหารประมาณ 500 คน ตีฝ่าวงล้อมพม่าออกมา เมื่อเดือนยี่ พ.ศ. 2309 มุ่งไปทางทะเลด้านตะวันออกเพื่อหาที่มั่นรวบรวมผู้คนย้อนกลับมาสู้รบพม่าอีกครั้ง

พระยาตากสิน พิจารณาเห็นว่าเมืองจันทบุรีเป็นหัวเมืองใหญ่กว่า บรรดาหัวเมืองชายทะเลตะวันออกด้วยกันมี

ภูมิประเทศเหมาะสมในการติดต่อซื้อหาเสบียงอาหาร อาวุธ จากต่างประเทส มีความอุดมสมบูรณ์ดี สมควรที่จะเกลี้ยกล่อมไว้เป็นกำลังใน

การต่อสู้กับพม่า พระยาตากสินจึงได้ดำเนินการเกลี้ยกล่อมเจ้าเมืองจันทรบุรีให้เข้าเป็นพรรคพวก ซึ่งในระยะแรกพระยาจันทรบุรีก็ให้

ความร่วมมือด้วยดี แต่ต่อมาพระยาจันทรบุรีกลับไปร่วมมือกับขุนราม หมื่นช่อง กรมการเท่าเมืองระยอง ที่เคยคบคิดจะกำจัดพระยาตากสิน

โดยลวงให้กองทัพพระยาตากสินเข้าไปอยู่ในดินแดนข้าศึกที่มีกำลังเหนือกว่า แต่พระยาตากสินก็สามารถตีฝ่าออกมาได้    พระยาตากสินจึง

ตกลงที่จะยึดเมืองจันทรบุรีให้ได้ และเพื่อเป็นการปลุกขวัญและกำลังใจของบรรดาทหารทั้งปวง พระยาตากสินจึงได้สั่งให้ทหารทั้งหมดเท

อาหารมื้อเย็นที่เหลือจากรับประทานแล้วทิ้ง และให้ทุกหม้อข้าวหม้อแกงทิ้งเสียสิ้น ทั้งนี้เพราะต้องการให้ทหารในกองทัพมีความมุมานะ

พยายามที่จะยึดเมืองจันทรบุรีให้ได้ในวันรุ่งขึ้น และก็สามารถนำทหารยึดเมืองจันทรบุรีได้สำเร็จ ทำให้บรรดาหัวเมืองชายทะเลด้าน

ตะวันออกทั้งหมดยอมสวมิภักดิ์กับพระยาตากสิน

เมื่อพม่ายกกองทัพส่วนใหญ่กลับพม่า ภายหลังการทำลายกรุงศรีอยุธยาอย่างราคาบแล้ว โดยทิ้งให้นายสุกี้ ตำแหน่งเป็น ทนายกอง คุมกองกำลังดุแลกรุงศรีอยุธยาอยู่พร้อมกองทหารเพียงเล็กน้อย โดยได้ตั้งค่ายพักอยู่ที่ ค่ายโพธิ์สามต้น  พระยาตากสินจึงถือโอกาสยกกองทัพเข้าตีค่ายโพธิ์สามต้น เมื่อเดินทางมาต้องรบกับ นายทองอิน ซึ่งเป็นคนไทยแต่ไปเข้ากับฝ่ายพม่า และตั้งด่านรักษาเมืองอยู่ที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา พระยาตากสินรบชนะนายทองอินและจับตัวไปประหารชีวิตเสีย จากนั้นก็โจมตีค่ายโพธิ์สามต้น สามารถรบชนะนายสุกี้ทนายกอง เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2310

เมื่อพระยาตากสินยึดกรุงศรีอยุธยาคืนจากพม่าได้แล้ว ก็ได้ตรวจดูสภาพกรุงศรีอยุธยาในขณะนั้นเห็นว่า ไม่เหมาะสมที่จะปฏิสังขรณ์ให้กลับคืนสู่สภาพดั้งเดิม เพื่อเป็นเมืองหลวงอีกต่อไป เพราะมีปัญหาทั้งทางด้านการเมือง ยุทธศาสตร์ การทหาร และเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก จึงตัดสินใจสถาปนาศูนย์กลางของราชอาณาจักรไทยขึ้นใหม่ที่ กรุงธนบุรี โดยได้ย้ายมาสร้างเมืองขึ้นอีกฝากหนึ่งของแม่น้ำเจ้าพระยา เนื่องจากรุงธนบุรีมีขนาดพอเหมาะกับกำลังกองทัพของพระองค์ในขณะนั้นที่จะดูแลรักษาได้อย่างทั่วถึง จากนั้นจึงได้สถาปนาตนเองขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2311 ทรงพระนามว่า สมเด็จพระบรมราชาที่ 4 หรือ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี คนทั่วไปส่วนใหญ่ชอบเรียกว่า สมเด็จพระเจ้าตากสิน

การตั้งราชธานี

สาเหตุที่พระยาตากสินทรงเลือกเอากรุงธนบุรีเป็นราชธานีนั้น นักประวัติศาสตร์ให้เหตุผลไว้หลายๆ ประการ ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้

1. กรุงศรีอยุธยาชำรุดทรุดโทรมมาก เกินกว่าจะบูรณะใหม่ได้ และมีบริเวณกว้างเกินไปที่กำลังพลของพระเจ้าตากสิน จะสามารถดูแลรักษาและปกป้องให้ปลอดภัยได้ สำหรับกรุงธนบุรีนั้นมีขนาดเล็กเหมาะสมกับกองกำลังที่มีอยู่ มีป้อมปราการมั่นคง

2. ข้าศึกรู้ทิศทางที่จะเข้ากรุงศรีอยุธยาได้ทุกทาง กรุงศรีอยุธยาจึงไม่เหมาะกับการใชแป็นศูนย์ยุทธศาสตร์สำหรับตั้งรับพม่าอีก สำหรับกรุงธนบุรีนั้น ข้าศึกยังไม่รู้ทิศทางที่จะเข้าโจมตีได้สะดวก ถ้าหากใช้กรุงธนยุรีเป็นศูนย์ยุทธศาสตร์ในการตั้งรับแล้ว หากสู้ไม่ได้ก็สามารถหนีไปตั้งรับที่มั่นอื่นๆ ได้สะดวก

3. มีแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นด่านป้องกันข้าศึก กรุงธนบุรีมีแม่น้ำเจ้าพระยาขวางกั้น หากพม่าจะเดินทัพเข้าโจมตีก็กระทำได้ไม่สะดวกนัก เพราะต้องข้ามลำน้ำเจ้าพระยาก่อนเข้าถึงตัวเมือง

4. ธนบุรีอยู่ใกล้ปากอ่าว สะดวกในการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ และสะดวกในการส่งกำลังอาวุธเมื่อเกิดศึกสงคราม

การปราบชุมนุม

เมื่อพระยาตากสินได้สถาปนาขึ้นครองราชย์สมบัติปกครองกรุงธนบุรีแล้ว ปรากฏว่ามีคนไทยบางกลุ่มบางพวกไม่ยอมรับ พยายามตั้งตนเป็นผู้นำ หลายก๊กหลายเหล่า โดยเฉพาะกลุ่มของผู้ที่มีอำนาจและกองกำลังที่เข้มแข็ง เช่น

1. ชุมนุมเจ้าเมืองพิษณุโลก มีพระยาพิษณุโลก (เรือง) เป็นหัวหน้า และมีพระอินทร์อากร น้องชายเป็นรองหัวหน้า มีเขตอิทธิพลตั้งแต่เมืองพิชัย (อุตรดิตถ์) ลงมาถึงเมืองนครสวรรค์ คือ มีอิทธิพลเหนือเมืองพิษณุโลก สุโขทัย บางส่วนของเมืองตาก กำแพงเพชร พิจิตร เพชรบูรณ์ และบางส่วนของนครสวรรค์

2. ชุมนุมเจ้าเมืองพิมาย มีกรมหมื่นเทพพิพิธ เชื้อพระวงศ์ของกรุงศรีอยุธยาเป็นหัวหน้า ครองเมืองพิมายและหัวเมือในเขตอิทธิพลของนครราชสีมาเดิมทั้งหมด ตั้งแต่สระบุรไปจนจดดินแดนเขมรป่าดง (บุรีรัมย์ สุรินทร์ ขุขันธ์ และศรีษะเกศ)

3. ชุมนุมเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช มีพระปลัด (หนู) เป็นหัวหน้า มีอิทธิพลตั้งแต่เขตชุมพร ไชยา จนจดเขตเมืองปัตตานี

4. ชุมนุมเจ้าพระฝาง มีเจ้าอาวาสวัดพระฝาง เมืองสวางคบุรี (อุตรดิตถ์) มีชื่อเดิมว่า เรือน เป็นหัวหน้า มีพระสงฆ์รูปอื่นๆ เป็นแม่ทัพนายกอง นุ่งห่มสีแดง เช่น พระครูศิริมานนท์ พระครูเพชรรัตน์ พระอาจารย์จันทร์ และพระอาจารย์เกิด เป็นต้น มีอิทธิพลเหนือเมืองอุตรดิตถ์ขึ้นไป

สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงใช้เวลาในการปราบปรามชุมนุมต่างๆ เหล่านี้อยู่ 3 ปี จึงปราบปรามได้

สำเร็จทุกชุมนุม เมื่อปี พ.ศ. 2311

 

การเมืองการปกครอง

โครงสร้างทางการปกครองในสมัยกรุงธนบุรี มีลักษณะคล้ายกับการปกครองในสมัยอยุธยาตอนปลาย คือ

มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในระบบการปกครองแบบเทวาสิทธิราชย์ เวลามีราชการต่างๆ จะมีเสนาบดีเข้าเฝ้าถวายความคิดเห็น

โดยวางโครงสร้างทางการปกครองกว้างๆ ดังนี้

1. การปกครองส่วนกลาง

พระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์พระประมุขของราชอาณาจักร มีพระราชอำนาจสูงสุดในการบริหารราชการ

แผ่นดินทั้งปวง ตำแหน่งสำคัญอีกตำแหน่งหนึ่งในการปกครองส่วนกลาง รองลงมาจากตำแหน่งพระมหากษัตริย์คือ ตำแหน่งพระมหาอุปราช

ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาแล้ว สำหรับในสมัยกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ ทรงเป็นผู้ดำรงตำแหน่งนี้

ส่วนทางฝ่ายขุนนางที่มีหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดิน ต่างพระเนตรพระกรรณ ของพระมหากษัตริย์ ประกอบด้วยอัครมหาเสนาบดี 2 ตำแหน่ง คือ

1.1 สมุหนายก มีหน้าที่ดูแลว่าราชการทั้งทางฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือนในหัวเมืองฝ่ายเหนือ โดยมียศและราชทินนามเป็นเจ้าพระยาจักรี ในสมัยธนบุรีมีอัครมหาเสนาบดีในตำแหน่งนี้ที่สำคัญ 2 ท่านคือ พระยาจักรี (หมุด หรือ แขก) ท่านผู้นี้ย่อหย่อนในราชการสงครามหลายครั้งจึงถูกตำหนิ และเจ้าพระยาจักรี (ทองด้วง) ได้ขึ้นมาว่าราชการในตำแหน่งสมุหนายกแทน หลังจากที่ท่านได้ทำการปราบชุมนุมเจ้าพระฝางได้สำเร็จ

1.2 สมุหกลาโหม มีหน้าที่เป็นทีปรึกษาราชการแผ่นดินเท่านั้น มิได้มีหน้าที่ดูแลหัวเมืองดังเช่นสมุนายก สมุหกลาโหมได้

แบ่งหน้าที่การบริหารออกเป็น 4 ฝ่าย เรียกว่า

– จตุสดมภ์

   ซึ่งเป็นรูปแบบการปกครองตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา มีความสำคัญรองจากตำแหน่งอัครมหาเสนาบดี และ

ขึ้นตรงต่อฝ่ายสมุหนายก ประกอบด้วย

เวียง / นครบาล     มีพระยานครบาลเป็นเสนาบดี มีหน้าที่ปกครองท้องที่ ปราบปรามโจรผู้ร้าย และลงโทษผู้กระทำผิด

วัง / ธรรมาธิการ   มีพระยาธรรมา เป็นเสนาบดี มีหน้าที่จัดระเบียบ ดูแลราชการในราชสำนัก และพิพากษาอรรถคดี

คลัง / โกษาธิบดี    มีพระยาพระคลัง หรือพระยาโกษาธิบดี เป็นเสนาบดี มีหน้าที่หารายได้และรักษาผลประโยชน์ทาง

ด้านภาษีอากรของแผ่นดิน นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ควบคุมกรมท่า และดูแลหัวเมืองชายทะเลตะวันออกและหัวเมืองฝ่ายใต้ ทั้งทางด้านการทหารและพลเรือนอีกด้วย

นา / เกษตราธิการ มีพระยาพลเทพ เป็นเสนาบดี มีหน้าที่ดูแลการทำนา ทำไร่ ทำสวนของราษฎร รวมทั้งการออกสิทธิถือ

ที่นาและเก็บค่าธรรมเนียมในการทำนาเป็นข้าวเปลือก สำหรับไว้ใช้เป็นเสบียงอาหารในยามศึกสงคราม

2. การปกครองส่วนภูมิภาค

การปกครองส่วนภูมิภาคแบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ

1.

       

หัวเมืองขั้นใน ได้แก่ เมืองชั้นจัตวาที่อยู่รอบๆ พระนคร เช่น เมืองพระประแดง เมืองสามโคก (ปทุนธานี) และ

เมืองนนทบุรี เป็นต้น เมืองเหล่านี้จตุสดมภ์ จากเมืองหลวงจะเข้าควบคุมใกล้ชิด มีหัวหน้าปกครองเรียกว่า ผู้รั้ง (ซึ่งก็คือ ตำแหน่งเจ้าเมือง แต่เพราะ

ไม่มีอำนาจเด็ดขาดอย่างเจ้าเมืองจึงเรียกเช่นนี้) มีจ่าเมืองทำหน้าที่ในทางการศาล และมีจ่าเมืองศุภมาตราทำหน้าที่ในการจัดการเกี่ยวกับภาษี ประกอบ

เป็นคณะกรรมการเมือง

2. หัวเมืองชั้นนอก จะแบ่งตามขนาดและความสำคัญของแต่ละเมือง เป็นเมืองชั้นเอก   โท   ตรี และจัตวา เช่น

หัวเมืองชั้นเอก       มีเมือง พิษณุโลก จันทบูรณ์

หัวเมืองชั้นโท         มีเมือง สวรรคโลก ระยอง เพชรบูรณ์

หัวเมืองชั้นตรี         มีเมือง   พิจิตร นครสวรรค์

หัวเมืองชั้นจัตวา     มีเมือง   ไชยบาดาล ชลบุรี

เมืองเหล่านี้พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งพระยามหานครเป็นผู้ปกครอง มีอำนาจบังคับบัญชาแทนพระองค์ทุกอย่าง และมีอำนาจปกครองหัวเมืองเล็กๆ ตามที่เมืองหลวงมอบหมาย มีคณะกรรมการเมืองที่ส่งมาจากเมืองหลวง เช่น คณะแพ่ง ศุมาตรา จตุสดมภ์ เจ้าเมืองเหล่านี้ไม่ต้องถวายดอกไม้เงินดอกไม้ทองแก่เมืองหลวง แต่ต้องถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา เหมือนกับขุนนางและข้าราชการที่มีศักดินาตั้งแต่ 400 ไร่ขึ้นไป

3. เมืองประเทศราช

เมืองประเทศราชในสมัยธนบุรี มี เมืองเชียงใหม่ (ล้านนา)    ล้านช้าง (เวียงจันทร์ หลวงพระบาง และจำปาศักดิ์) เขมร และเมืองนครศรีธรรมราช (อาณาจักรศรีวิชัย) เมืองประเทศราชต่างๆ ดังกล่าวนี้สามารถปกครองตนเองได้ตามจารีตประเพณีของตนเองอย่างเด็ดขาด ไม่ต้องถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา เหมือนกับเมือพระยามหานคร แต่ต้องส่งบรรณาการเป็นดอกไม้เงินดอกไม้ทองมาถวายพระมหากษัตริย์ยังเมืองหลวง ทุกๆ 3 ปี ในยามศึกสงครามจะต้องให้ความช่วยเหลือตามที่เมืองหลวงขอไป และเมื่อทางเมืองหลวงมีพระราชพิธีสำคัญ เจ้าเมืองประเทศราชจะต้องเข้ามายังเมืองหลวงเพื่อเข้าร่วมพิธีด้วย หากไม่สามารถมาได้ด้วยตนเอง ก็ต้องส่งรัชทายาทหรือราชทูตมาแทน

เหตุกาณ์สำคัญด้านการปกครองในสมัยธนบุรีที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือการออก

กฎหมายสักเลขสังกดัมูลนาย

 เพื่อเป็นการรวบรวมไพร่ที่กระจัดกระจายหนีภัยสงครามสมัยเสียกรุงศรีอยุธยาให้พม่า ไปอยู่ในที่ต่างๆ ให้กลับเข้ามาช่วยกันพัฒนาบ้านเมือง พระเจ้าตากสินจึงได้ออกกฎหมายฉบับนี้เพื่อให้ไพร่ทุกคนที่เป็นชายต้องไปให้เจ้าเมืองสักหมาเลขไว้ เพื่อจะได้รู้จำนวนที่แท้จริงของไพร่ที่มีอยู่ในความดุแลของตน การสักเลขสังกัดมูลนายของพระเจ้าตากสิน นับว่าเป็นการทำ สำมะโนประชากร ครั้งแรกของประเทศไทย

สภาพทางเศรษฐกิจ

ในขณะที่สมเด็จพระเจ้าตากสิน ขึ้นครองราชย์สมบัตินั้นบ้านเมืองกำลังประสบความตกต่ำทางเศรษฐกิจอย่างที่สุด ขาดแคลนข้าวปลาอาหาร เกิดความอดอยากยากแค้น จึงมีการปล้นสะดมแย่งชิงอาหารกันทั่วไป การทำไร่ทำนาต้องหยุดชะงักโดยสิ้นเชิง ในช่วง พ.ศ. 2311

2319 ข้าวปลาอาหารฝืดเคืองมาก มิหนำซ้ำยังเกิดภัยธรรมชาติซ้ำเติม ทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจที่เลวร้ายอยู่แล้วกลับทรุดหนักลงไปอีก กล่าวคือ เกิดหนูระบาดออกมากินข้าวในยุ้งฉาง ความขาดแคลนในระยะนั้นได้ทวีความรุนแรงถึงกับมีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก

เศรษฐกิจในสมัยธนบุรี เป็นเศรษฐกิจแบบยังชีพเช่นเดียวกับกรุงศรีอยุธยา การทำนาเป็นอาชีพหลัก นอกจากนั้นก็มีการปลูกฝ้าย ยาสูบ อ้อย ผัก และผลไม้กันทั่วไป นอกจากนี้ยังมีการส่งเรือสำเภาไปค้าขายยังประเทศจีน อินเดีย และประเทศใกล้เคียง สำหรับสิ่งของที่บรรทุกเรือสำเภาหลวงไปค้าขายต่างประเทศ เช่าน ดีบุก พริกไทย ครั่ง ขี้ผึ้ง ไม้หอม ฯลฯ นำรายได้มาสู่แผ่นดินเป็นจำนวนมาก รายได้จากการค้าส่วนใหญ่นำไปใช้ในการทำศึกสงครามและบูรณปฏิสังขรณ์บ้านเมือง

สภาพทางสังคม

โครงสร้างของสังคมไทยสมัยธนบุรี ยังคงมีลักษณะเหมือนกับโครงสร้างทางสังคมสมัยกรุงศรีอยุธยา กล่าวคือ มีองค์ประกอบอยู่ 5 ประเภท ได้แก่

1. พระมหากษัตริย์ เป็นผู้มีพระราชอำนาจสูงสุดในแผ่นดิน ทรงเป็นประมุขของราชอาณาจักร เป็นเจ้าชีวิตอของทุกคนและเป็นเจ้าของแผ่นดินตลอดทั้งราชอาณาจักร ซึ่งในสมัยธนบุรีมีพระมหากษีตริย์เพียงพระองค์เดียว คือ สมเด็จพระเจ้าตากสิน

2. พระบรมวงศานุวงศ์   ได้แก่ พระราชวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ บรรดาพระราชโอรสและพระราชธิดา ส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ในพระราชวงศ์เดียวกันกับองค์พระมหากษัตริย์ มีสิทธิต่างๆ เหนือไพร่ทั้งปวง

3. ไพร่ ได้แก่ คนธรรมดาสามัญที่เป็นชายฉกรรจ์ ส่วนเด็ก ผู้หญิง และคนชราอายุเกินกว่า 70 ปี ถือว่าเป็นบริวารของไพร่

ไพร่แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ไพร่หลวง และไพร่สม

ไพร่หลวง หมายถึง ไพร่ที่พระมหากษัตริย์ทรงพระราชทานแก่กรมกองต่างๆ ซึ่งเปรียบเสมือนหน่วยงานบริหารราชอาณาจักร ไพร่หลวงนี้เป็นไพร่ของพระมหากษัตริย์โดยตรง หน้าที่ของไพร่หลวงจึงแตกต่างกันไปตามหน้าที่ของกรมกองนั้นๆ ไพร่หลวงมีอยู่ 2 ประเภท คือ ไพร่หลวงที่ต้องมารับราชการตามที่กำหนดไว้ และ ไพร่หลวงส่วย หมายถึง ไพร่หลวงที่ต้องอยู่เวรยามรับราชการปีละ 6 เดือน เรียกว่า

เข้าเวร

และอยู่กับบ้านตามปกติอีกท 6 เดือน (ออกเวร) สลับกันไป หรือที่เรียกว่า

การเข้าเดือนออกเดือน

ไพร่สม หมายถึง ไพร่ที่พระมหากษัตริย์พระราชทานให้แก่เจ้านายและขุนนางที่มีตำแหน่งทำราชการ เพื่อเป็นประโยชน์ตอบแทน เนื่องจากในสมัยนั้นยังไม่มีเงินเดือนสำหรับข้าราชการ

4. ทาส หมายถึง บุคคลที่มิได้เป็นไทแก่ตนเองโดยสิ้นเชิง กรรมสิทธิ์เหนือชีวิตของบุคคลดังกล่าวนี้ ตกเป็นของนายทั้งหมด ทาสเป็นบุคคลที่ต้องทำงานให้กับนายผู้เป็นเจ้าของทุกอย่างตามที่นายจะสั่ง และถูกซื้อขายเหมือนสินค้าได้ตามความพอใจของเจ้าของ ทาสในสมัยธนบุรีมีอยู่ 7 ชนิด เช่นเดียวกับสมัยกรุงศรีอยุธยา คือ

4.1 ทาสสินไถ่ คือ ทาสที่ไถ่มาด้วยทรัพย์

4.2 ลูกทาส หรือ ทาสในเรือนเบี้ย   เป็นลูกทาสที่เกิดจากพ่อหรือแม่เป็นทาส

4.3 ทาสที่ได้มากจากบิดามารดาซึ่งเป็นผู้ยกให้เป็นมรดก

4.4 ทาสที่มีผู้ให้ด้วยความเสน่หา

4.5 ทาสที่ได้จากการไถ่โทษให้พ้นจากการลงโทษทัณฑ์

4.6 ทาสที่เกิดจากเวลาข้าวยากหมากแพง

4.7 ทาสเชลย คือ ทาสที่ได้จากไปรบทัพจับศึก เป็นสมบัติของพระมหากษัตริย์

ทาสเหล่านี้เป็นอิสระแก่ตนเองได้ยาก ถ้ามิได้ทำความดีความชอบต่อแผ่นดินอย่างเยี่ยมยอดจริงๆ

หรือมิได้มีเงินมาไถ่ถอนตนเองแล้วก็อย่าหวังที่จะได้เป็นไทแก่ตนเอง ชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยในสมัยธนบุรีกล่าวได้ว่า

มีการควบคุมกันอย่างเข้มงวด เพราะบ้านเมืองตกอยู่ในภาวะสงคราม ต้องสู้รบกับพม่าข้าศึกตลอดเวลา การเกณฑ์พลเรือนเข้า

รับราชการไพร่โดยการ

สักเลข

เพื่อเป็นการรวบรวมไพร่ที่กระจัดกระจายกันไปภายหลังกรุงศรึอยุธยาแตก ให้เข้ามาอยู่รวม

กันเป็นหมวดหมู่ และป้องกันการหลบหนี

5. พระสงฆ์    ซึ่งส่วนใหญ่มีความเป็นอยู่และฐานะทางสังคมเหมือนกับสมัยอยุธยาทุกประการ จะต่างกันบ้างก็เป็นผลที่สืบเนื่องจากปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมของบุคคลทั้ง 4 กลุ่มข้างต้น เป็นตัวกระตุ้นเท่านั้น เช่น สภาพความเป็นอยู่และการประพฤติพระธรรมวินัยของบรรดาพระสงฆ์หลายกลุ่มในระยะสถาปนากรุงธนบุรีใหม่ๆ ก็เนื่องจากการปกครองอาณาจักรไทยในช่วงแรกทียังขาดศูนย์กลางการปกครองทีแท้จริง

ศิลปกรรม

และ วัฒนธรรม

ตลอดระยะเวลาที่กรุงธนบุรีเป็นราชธานี อาณาจักรไทยต้องตกอยู่ในสถานะสงครามมาโดยตลอด สมเด็จพระเจ้าตากสินไม่มีเวลาที่จะสร้างสรรค์ความเจริญรุ่งเรืองและวัฒนธรรมต่างๆ ให้เป็นแบบอย่างโดยเฉพาะ เพราะพระราชกรณียกิจของพระองค์และหน้าที่ความรับผิดชอบของข้าราชการเต็มไปด้วยราชการสงคราม ดังนั้น ความเจริญรุ่งเรืองและวัฒนธรรมในสมัยกรุงธนบุรีจึงจัดอยู่ในรูปความเจริญและวัฒนธรรมที่ต่อเนื่องมาจากกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ซึ่งพอจะประมวลให้เห็นได้ ดังนี้

ศิลปกรรมในสมัยนี้พอที่จะแยกได้ ดังนี้

– สถาปัตยกรรม สิ่งก่อสร้างที่สำคัญในสมัยนี้ เช่น พระราชวังเดิม และ ตำหนักเก๋งคู่

– จิตรกรรม ได้แก่ สมุดภาพไตรภูมิ เป็นภาพเขียนที่งดงามและประณีต ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่หอสมุดแห่งชาติ

– ประติมากรรม ที่สำคัญในสมัยนี้คือ พระแท่นบรรทม ของพระเจ้าตากสิน ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่วัดอินทาราม ทำด้วยไม้กระดาน 2 แผ่นประกบกัน มีลูกกรงเป็นงา และภายใต้ลูกกรงโดยรอบมีแผ่นงาจำหลักเป็นลายดอกพุดตาน พระแท่นเริญวิปัสสนากัมมัฎฐาน เป็นพระแท่นสำหรับพระเจ้าตากสินทรงประทับเจริญวิปัสสนากัมมัฎฐาน ประดิษฐานอยู่ในวิหารเล็กหน้าพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม ทำด้วยไม้กระดานแผ่นเดียว กว้าง 7 ฟุด ยาว 20 ฟุต    ตู้ลายรดน้ำ อยู่ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ปรากฏว่ามีฝีมือพอใช้ และมีลายใบที่มีฝีมือคล้ายกัน

วรรณกรรม สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงสนับสนุนกวีเป็นอย่างมาก เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นกวีเหมือนกัน โดยทรงมีพระราชนิพนธ์ที่สำคัญคือ กลอนบทละครเรื่องรามเกียรต์ ในสมัยกรุงธนบุรีมีกวีทีสำคัญหลายท่าน อาทิเช่น

– หลวงวิชิต (หน) ท่านผู้นี้ต่อมาคือ พระยาพระคลัง (หน) ในรัชกาลที่1 ในสมัยธนบุรีท่านแต่งบทประพันธ์ 2 เรื่อง คือ ลิลิตเพชรมงกุฎ และ อิเหนาคำฉันท์

– นายสวน (มหาดเล็ก) มีผลงานในด้านวรรณกรรมที่สำคัญคือ โคลงยอพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าตากสิน ประพันธ์ด้วยโคลงสี่สุภาพ เนื้อเรื่องแฝงดว้วยความรู้ทางประวัติศาสตร์

– พระยามหานุภาพ ได้เขียน นิราศเมืองกวางตุ้ง เป็นการบรรยายสิ่งต่างๆ ที่ได้พบเห็นเมื่อครั้งที่ท่านร่มเดินทางกับคณะทูตไปเมืองกวางตุ้ง

การทำสงครามกับพม่า

การทำสงครามกับพม่าในสมัยกรุงธนบุรี มีดังนี้

– ศึกพม่าที่บางกุ้ง ซึ่งอยู่ระหว่างจังหวัดสมุทรสงครามกับราชบุรี ปลายปี พ.ศ. 2310

– ศึกพม่าตีเมืองสวรรคโลก พ.ศ. 2313

– ศึกพม่าตีเมืองพิชัย (ครั้งที่ 1) พ.ศ. 2315

– ศึกพม่าตีเมืองพิชัย (ครั้งที่ 2) พ.ศ. 2316 ได้เกิดวีรกรรมพระยาพิชัยดาบหัก

– ศึกบางแก้ว พ.ศ. 2317

– ศึกอะแซวุ่นกี้   พ.ศ. 2318

2319

– ศึกพม่าตีเมืองเชียงใหม่ พ.ศ. 2319

จากการที่กองทัพพม่าต้องพ่ายแพ้ต่อกองทัพของพรเจ้าตากหลายครั้ง ทำให้กองทัพพม่าต้องลดการรุกรานไทยลง อย่างไรก็ตามจะเห็นได้ว่าในช่วงเวลาเหล่านี้ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับพม่าจะดำเนินไปในรูปของการเป็นศัตรู การทำสงครามแย่งชิงดินแดนไพร่พลและทรัพย์สมบัติกันอยู่เสมอ

การทำสงครามกับลาว

ในสมัยธนบุรีไทยได้ทำศึกขยายอำนาจไปยังลาว 2 ครั้ง

1. การตีจำปาศักดิ์ พระยายางรองเกิดขัดใจกับเจ้าเมืองนครราชสีมา (โคราช) จึงคิดกบฏต่อไทย ได้ไปขอขึ้นกับเจ้าโอ (หรือเจ้าโอ้) พระเจ้าตากสินจึงโปรดให้พระยาจักรี (ทองด้วง) ไปปราบ จับเจ้าเมืองนองรองประหารชีวิต ทำให้เมืองจำปาศักดิ์และดินแดนลาวตอนล่างอยู่ใต้อำนาจไทย ในพ.ศ. 2319 เมื่อเสร็จสิ้นการตีจำปาศักดิ์พระเจ้าตากสินทรงสถาปนาพระยาจักรี (ทองด้วง) เป็น

พระยามหากษัตริย์ศึก พิลึกมหึมา ทุกนัคราระอาเดช นเรศราชสุริยวงศ์

2. การตีเวียงจันทร์ พระวอเสนาบดีของเจ้าสิริบุญสาร เกิดวิวาทกับเจ้าสิริบุญสาร เจ้าครองนครเวียงจันทร์ พระวอจึงหนีเข้ามาอยู่ที่ตำบลดอนมดแดง (จังหวัดอุบลราชธานี) ขอสวามิภักดิ์ต่อสมเด็จพระเจ้าตากสิน เจ้าสิริบุญสารได้ส่งกองทัพมาปราบและจับเจ้าวอฆ่าเสีย สมเด็จพระเจ้าตากสินโปรดให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (ทองด้วง) และพระยาสุรสีห์ (บุญมา) ไปปราบได้สำเร็จ ตอนจะเสด็จกลับได้อัญเชิญ พระแก้วมรกต พร้อมทั้ง พระบาง มาไว้ที่ไทยด้วย (ต่อมารัชกาลที่ 1 ได้คืนพระบางให้กับลาว ส่วนพระแก้วมรกดได้อัญเชิญขึ้นเป็นพระพุทธรูปประจำกรุงรัตนโกสินทร์ แล้วพระราชทานว่า พุทธมณีรัตน์ปฏิมากร

ในการทำศึกสงครามและการปราบปรามเหตุการณ์ต่างๆ ของพระเจ้าตากสินนั้น พระองค์ทรงมีทหารเอกที่ช่วยเหลือให้การปราบปรามต่างๆ สำเร็จลุล่วงด้วยดี จนได้รับขนานนามว่า

ทหารเสือพระเจ้าตาก

 คือ พระราชวรินทร์ (ทองด้วง) ซึ่งต่อมาได้พระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น พระยาจักรี (ทองด้วง) และพระยามหากษัตริย์ศึก (ทองด้วง)   อีกท่านหนึ่งคือ พระมหามนตรี (บุญมา) ซึ่งเป็นพระอนุชาของพระราชวรินทร์ (ทองด้วง) ต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น พระยาสุรสีห์ (บุญมา)

เหตุการณ์ตอนปลายอาณาจักรธนบุรี

ในปลายสมัยของสมเด็จพระเจ้าตากสิน พระราชพงศาวดารฉบับต่างๆ ได้บันทึกไว้ว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงมีพระสติฟั่นเฟื่อนไป เข้าพระทัยว่าบรรลุโสดาบัน และบังคับให้พระสงฆ์กราบไหว้พระองค์ ประกอบกับประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากการทุจริตกดขี่ข่มเหงจากข้าราชการที่แสวงหาประโยชน์ส่วนตัว เป็นเหตุให้เกิดการจลาจลขั้นในกรุงธนบุรี ราษฎรต่างทิ้งบ้านเรือนหนีเข้าป่าเป็นอันมาก

ขณะเดียวกันก็เกิดกบฏขึ้นในกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระเจ้าตากสินทราบข่าวกบฎ จึงสั่งให้พระยาสรรค์ ขึ้นไปสอบสวน แต่พระยาสรรค์กลับไปเข้าข้างฝ่ายกบฎ ยกพวกเข้าปล้นพระราชวังที่กรุงธนบุรี ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2324 บังคับให้สมเด็จพระเจ้าตากสินออกผนวชและคุมพระองค์ไว้ที่พระอุโบสถวัดอรุณราชวราราม แล้วพระยาสรรค์ก็ตั้งตนเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแทน

ส่วนสมเด็จพระยามหากษัตริย์ศึก (ทองด้วง) กำลังจะยกทัพไปตีเมืองเสียมราฐ เมื่อทราบข่าวว่าเกิดจลาจลในกรุงธนบุรี จึงยกทัพกลับ ขณะนั้นเป็นเดือนเมษายน พ.ศ. 2325 เมื่อมาถึงกรุงธนบุรีพระองค์ได้ประชุมข้าราชการ ปรากฏว่าที่ประชุมลงความเห็นว่าให้สำเร็จโทษพระเจ้าตากสิน โดยการคุมด้วยผ้าแดงแล้วทุบด้วยท่อนจันทร์

ในสมัยรัชกาลสมเด็จพระเจ้าตากสิน พระองค์ทรงตรากตรำในการสู้รบ เพื่อรักษาและรวบรวมอาณาเขตที่เคยเป็นของกรุงศรีอยุธยาให้คงอยู่ ดังที่มีการบันทึกไว้ในจดหมายเหตุความจำของท่านว่า

เมื่อต้นแผ่นดินเย็นด้วยบารมี ชุ่มฟื้นชื่นผลจนมีแท่น ปลายแผ่นดินแสนร้อน รุมสุมรากโคนโค่นล้มถมแผ่นดิน ด้วยสิ้นพระบารมีแต่เพียงนั้น

 

 

 

 

 

อาณาจักรโยนกเชียงแสน

 

อาณาจักรโยนกเชียงแสน 

 (พุทธศตวรรษที่ 12

16)   เป็นอาณาจักรเก่าแก่ของชนชาติไทยมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 13 ตั้งอยู่

บริเวณภาคเหนือของประเทศไทย ปัจจุบันคือ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เป็นสถานที่ตั้งถิ่นฐานครังแรกหลังจากที่ชนชาติไทยได้อพยพหนีการรุกราน

ของจีนลงมา   โดยพระเจ้าสิงหนวัติ โอรสของพระเจ้าพีล่อโก๊ะ ได้เป็นผู้ก่อตั้งอาณาจักรโยนกเชียงแสน หรือ โยนกนาคนคร ขึ้น นับเป็นอาณาจักรทีมียิ่งใหญ่

และสง่างาม จนถึงสมัยของพระเจ้าพังคราช จึงตกอยู่ภายใต้อารยธรรมและการปกครองของพวก

ลอม

 หรือ 

ขอมดำ

 ซึ่งเป็นชนชาติที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้

ก่อนที่จะมีการก่อตั้งอาณาจักรโยนกเชียงแสน ได้เข้ายึดครองโยนกเชียงแสน

ในสมัยของพระเจ้าพรหม โอรสของพระเจ้าพังคราช ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่เป็นนักรบและมีความกล้าหาญ ได้ทำการต่อต้านพวกขอม

ไม่ยอมส่งส่วย เมื่อขอมยกกองทัพมาปราบปรามก็ได้โจมตีขับไล่กองทัพขอมแตกพ่ายไป และยังได้แผ่อิทธิพลขยายอาณาเขตเข้าไปในดินแดนของขอม ยึดไปถึงเมืองเชลียง และล้านนา ล้านช้าง แล้วอัญเชิญพระเจ้าพรหม พระราชบิดาให้กลับมาครองเมืองโยนกเชียงแสนเหมือนเดิน แล้วได้เปลี่ยนชื่อเมืองใหม่เป็น เมืองชัยบุรี ส่วนพระเจ้าพรหมได้เสด็จไปสร้างเมืองใหม่ทางใต้ของโยนกเชียงแสน คือ เมืองชัยปราการ ให้พระเชษฐาคือ เจ้าทุกขิตราช เป็นพระอุปราช ปกครองเมือง นอกจากนั้นยังได้สร้างเมืองอื่นๆ ขึ้นอีก เช่น ชัยนารายณ์ นครพางคำ

เมื่อสิ้นสมัยพระเจ้าพังคราช พระเจ้าทุกขิตราชก็ได้ขึ้นครองเมืองชัยบุรี (โยนกเชียงแสน) ส่วนพระเจ้าพรหมและโอรสของพระองค์ได้ครองเมืองชัยปราการในสมัยต่อมา และเป็นระยะเวลาที่พวกขอมเริ่มเสื่อมอำนาจลง   เมื่อหมดสมัยของพระเจ้าพรหม เป็นต้นไป อาณาจักรโยนกเชียงแสนเริ่มเสื่อมอำนาจลง กษัตริย์ล้วนอ่อนแอ หย่อนความสามารถ จนถึง พ.ศ. 1731 พวกมอญก็ได้ยกทัพเข้ายึดครอบครองอาณาจักรขอม และได้แผ่อำนาจเข้ายึดเมืองโยนกเชียงแสน ซึ่งขณะนั้นมีพระเจ้าชัยศิริ โอรสของพระเจ้าพรหมเป็นกษัตริย์ปกครอง   พระเจ้าชัยศิริไม่สามารถต่อต้านกองทัพมอญได้ จึงพากันเผาเมืองทิ้ง เพื่อไม่ให้เป็นที่พำนัก และเสบียงอาหารแก่พวกมอญ แล้วพากันอพยพลงมาทางใต้ จนมาถึงเมืองร้าง้แห่งหนึ่งในแขวงเมืองกำแพงเพชร ชื่อเมืองแปป ได้อาศัยอยู่ที่เมืองแปประยะหนึ่ง เห็นว่าชัยภูมิไม่สู้เหมาะเพราะอยู่ใกล้ขอม จึงได้อพยพลงไปทางใต้จนถึงถึงเมืองนครปฐมจึงได้สร้างเมืองนครปฐมและพำนักอยู่ ณ ที่นั้น

ส่วนกองทัพมอญ หลังจากรุกรานเมืองชัยปราการแล้ว ก็ได้ยกล่วงเลยตลอดไปถึงเมืองอื่นๆ ในแคว้นโยนกเชียงแสน จึงทำให้พระญาติของพระเจ้าชัยศิริซึ่งครองเมืองชัยบุรี ต้องอพยพหลบหนีข้าศึกเช่นกัน ปรากฏว่าเมืองชัยบุรีนั้นเกิดน้ำท่วม บรรดาเมืองในแคว้นโยนกต่างก็ถูกทำลายลงหมด พวกมอญเห็นว่าหากเข้าไปตั้งอยู่ก็อาจเสียแรง เสียเวลา และทรัพย์สินเงินทอง เพื่อที่จะสถาปนาขึ้นมาใหม่ พวกมอญจึงยกทัพกลับ เป็นเหตุให้เมืองโยนกเชียงแสนขาดผู้ปกครองอยู่ระยะหนึ่ง

ในระยะที่ฝ่ายไทยกำลังระส่ำระสายอยู่นี้ เป็นโอกาสให้ขอมซึ่งมีราชธานีอยู่ที่เมืองละโว้ ถือสิทธิ์

เข้าครอบครองแคว้นโยนกเชียงแสน แล้วบังคับให้คนไทยที่ตกค้างอยู่นั้นให้ส่งส่วยแก่ขอม ความเสื่อมสลายของอาณาจักร

โยนกเชียงแสนครั้งนี้ ทำให้ชาวไทยต้องอพยพย้ายกันลงมาเป็นสองสายคือ สายของพระเจ้าชัยศิริ อพยพลงมาทางใต้ และ

ได้อาศัยอยู่ชั่วคราวที่เมืองแปป ส่วนสายของพระเจ้าชัยบุรีได้แยกออกไปทางตะวันออกของสุโขทัย จนมาถึงเมืองนครไทย

จึงได้เข้าไปตั้งรกรากอยู่ ณ เมืองนั้นด้วยเห็นว่าเป็นเมืองที่มีชัยภูมิเหมาะสม เพราะเป็นเมืองใหญ่ และตั้งอยู่สุดเขตของขอม

ทางเหนือ ผู้คนในเมืองนั้นส่วนใหญ่ก็เป็นชาวไทย อย่างไรก็ตามในช่วงแรกที่เข้าไปตั้งเมืองอยู่นั้น ก็ต้องยอมอ่อนน้อมต่อขอม

ซึ่งขณะนั้นยังคงเรืองอำนาจอยู่

ในเวลาต่อมาเมื่อคนไทยอพยพลงมาจากน่านเจ้าเป็นจำนวนมาก ทำให้นครไทยมีกำลังผู้คนมากขึ้น ข้างฝ่ายอาณาจักรโยนกเชียงแสนนั้น เมื่อพระเจ้าชัยศิริทิ้งเมืองลงมาทางใต้ ก็เป็นเหตุให้ดินแดนแถบนั้นว่างผู้ปกครอง และระยะต่อมาชาวไทยที่ยังคงเหลืออยู่ในอาณาจักรโยนกเชียงแสนได้รวมตัวกันตั้งเมืองขี้นหลายแห่งตั้งเป็นอิสระแก่กัน บรรดาหัวเองต่างๆ ที่เกิดขึ้นในครั้งนั้นนับว่าสำคัญ มีอยู่สามเมืองด้วยกัน คือ นครเงินยาง อยู่ทางเหนือ นครพะเยา อยู่ตอนกลาง และเมืองหริภุญไชย อยู่ทางใต้ ส่วนเมืองนครไทยนั้นด้วยเหตุที่ว่ามีที่ตั้งอยู่ปลายทางการอพยพ และอาศัญที่มีราชวงศ์เชื้อสายโยนกอพยพมาอยู่ที่เมืองนี้ จึงเป็นทีนิยมของชาวไทยมากกว่า

เมื่อบรรดาชาวไทยเกิดความคิดที่จะสลัดแอกจากขอมครั้งนี้ บุคคลสำคัญในการนี้คือ พ่อขุนบางกลางท่าว ซึ่ง

เป็นเจ้าเมืองบางยาง และพ่อขุนผาเมือง เจ้าเมืองตราด ได้ร่วมกำลังกัน ยกขึ้นไปโจมตีขอม จนได้เมืองสุโขทัยอันเป็นเมืองหน้าด่านของ

ขอมไว้ได้ เมื่อปี พ.ศ. 1800 การชัยใน ครังนี้นับว่าเป็นนิมิตหมายเบื้องต้นแห่งความเจริญรุ่งเรืองของชนชาติไทย และเป็นลางร้ายแห่ง

ความเสื่อมโทรมของขอม เพราะนับแต่นั้นเป็นต้นมาอาณาจักรขอมก็เริ่มเสื่อมอำนาจลง จนสิ้นสุดอำนาจไปจากบริเวณนี้

ต่อมาเมืองโยนกเชียงแสน (เมืองชัยบุรี) เกิดน้ำท่วม บรรดาเมืองในแคว้นโยนกเชียงแสนต่างๆ ก็ถูกทำลายลงหมด

พวกมอญเห็นว่าหากจะเข้าไปบูรณะซ่อมแซม ปฎิสังขรเมืองใหม่ จะสิ้นเปลืองเงินทองจำนวนมาก จึงได้พากันยกทัพกลับ   เป็นเหตุให้เมืองโยนกเชียงแสน (ชัยบุรี) ขาดกษัตริย์ปกครอง ทำให้อำนาจ และอารยธรรมเริ่มเสื่อมลง ชนชาติไทยในโยนกเชียงแสนจึงได้พากันอพยพลงมาทางตอนใต้ แล้วได้สร้างอาณาจักรใหม่ขึ้นคือ อาณาจักรล้านนา ซึ่งต่อมาได้เจริญเติบโตขึ้นเป็นอาณาจักร

 

 

อาณาจักรล้านนา

 

อาณาจักรล้านนา

   เริ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อพญามังรายทรงสร้างเมืองเชียงใหม่ใน พ.ศ. 1839 เพื่อ

ให้เป็นศูนย์กลางการปกครองของเมืองที่อยู่ภายใต้พระราชอำนาจของพระองค์ และได้ดำรงอยู่ต่อมา 600 ปีเศษจนถึง

พ.ศ. 2442 เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประกาศยกเลิกหัวเมืองประเทศราชให้อาณาจักรล้านนา

ซึ่งอยู่ในฐานะเมืองประเทศราชเปลี่ยนฐานะเป็นมณฑลพายัพ

ผู้ก่อตั้งอาณาจักรล้านนาได้แก่ พญามังราย (พ.ศ. 1782

1854) ซึ่งตามตำนานพื้นเมือง

เชียงใหม่กล่าวว่า เป็นโอรสของลาวเมง กษัตริย์องค์ที่ 24 แห่งแคว้นหิรัญนคร หรือเงินยางเชียงแสน พระมารดาคือ

นางอั้วมิ่งจามเมือง หรือ นางเทพคำข่าย ซึ่งเป็นธิดาของท้าวรุ่งแก้นชาย กษัตริย์ไทลื้อแห่งเมืองเชียงรุ้งเขตสิบสองปันนา

พญามังรายประสูติเมื่อ พ.ศ. 1782 ต่อมาเมื่อพระบิดาสวรรคตก็ได้เสวยราชย์แทนใน พ.ศ. 1804 เป็นกษัตริย์ราชวงศ์

ลวจังกราชองค์ที่ 25 ซึ่งเป็นองค์สุดท้าย

หลังจากขึ้นครองราชแล้ว พญามังรายมีประสงค์จะสร้างอาณาจักรให้ยิ่งใหญ่จึงทรงรวบรวม

เมืองต่างๆ เข้าไว้ในอำนาจ และทรงสร้างเมืองใหม่และย้ายราชธานีมายังเมืองที่สร้างใหม่ตามลำดับดังนี้ พ.ศ.1805

สร้างเมืองเชียงราย พ.ศ.1816 สร้างเมืองฝาง (อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ในปัจจุบัน) พ.ศ. 1829 สร้างเวียงกุมกาม (อยู่ในอำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่)

เมื่อรวบรวมเมืองทางตอนบนในลุ่มแม่น้ำกกได้เรียบร้อยแล้ว พญามังรายก็ขยายอำนาจลงมาทางใต้ ลงสู่ลุ่มแม่น้ำปิงตอนบน ทรงใช้อุบายส่งคนไปเป็นไส้ศึกในแคว้นหริภุญชัยนานถึง 7 ปี คนของพระยามังรายยุยงชาวหริภุญชัยให้กระด้างกระเดื่องต่อพญาญีบา กษัตริย์แห่งหริภุญชัยได้สำเร็จ พญามังรายจึงยึดเมืองหริภุญชัยได้โดยง่ายเมื่อ พ.ศ. 1835

ต่อมาพญามังรายทรงเห็นว่า พื้นที่ระหว่างที่ราบลุ่มแม่น้ำปิง และดอยสุเทพมีชัยภูมิเหมาะสมจึงสร้างราชธานีใหม่ขึ้น ขนานนามว่า 

นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่

   ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างอาณาจักรล้านนา และพญามังรายทรงเป็นกษัตริย์ของราชวงศ์มังรายแห่งล้านนา

พญามังรายแห่งล้านนา พญางำเมืองแห่งพะเยา และพ่อขุนรามคำแหงแห่งสุโขทัย เป็นศิษย์ร่วมสำนักนักเรียนเดียวกันที่เมืองละโว้ และเป็นสหายร่วมสาบานกัน เมื่อจะสร้างเมืองเชียงใหม่พญามังรายได้เชิญสหายทั้งสองพระองค์มาปรึกษาหารือด้วย การที่กษัตริย์ชาวไทย 3 พระองค์มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันเช่นนี้ ทำให้รัฐของคนไทยมีความมั่นคงและสามารถขยายอาณาเขตออกไปได้ เพราะไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง และเพื่อป้องกันการรุกรานของชาวจีนสมัยราชวงศ์มองโก (เจ็งกีสข่าน) ที่ขยายอำนาจลงมาในภูมิภาคนี้

พญามังรายทรงควบคุมเมืองต่างๆ ให้อยู่ในอำนาจได้อย่างสมบูรณ์ อาณาเขตล้านนาในสมัยพญามังราย ทิศเหนือคือเชียงรุ่ง เชียงตุง ทิศตะวันออกจดแม่น้ำโขง ทิศใต้ถึงลำปาง ทิศตะวันตกถึงแม่น้ำสาละวิน

ทางด้านการก่อสร้างเพื่อสาธารณะประโยชน์ พญามังรายทรงสร้างตลาดแลสะพานข้ามแม่น้ำปิงที่เวียงกุมกาม สร้างเหมืองฝายหลายแห่งเพื่อทดน้ำไปใช้ในการเกษตร สร้างทำนบกั้นน้ำชนาดใหญ่ยาวถึง 30 กิโลเมตรเพื่อป้องกันน้ำท่วมเวียงกุมกาม ซึ่งถือเป็นทำ

ชลประทาน

ครั้งแรกของชนชาติไทย

ทางด้านการปกครอง เชียงใหม่มีฐานเป็นศูนย์กลางของอาณาจักร พญามังรายทรงบริหารราชการบ้านเมือง

ที่เชียงใหม่ ตลอดพระชมน์ชีพ ส่วนเมืองลำพูนทรงแต่งตั้งอ้ายฟ้าปกครอง โดยอยู่ในฐานะเป็นเมืองบริวารของเชียงใหม่ ซึ่งเชียงใหม่

ปกครองอย่างใกล้ชิดเสมือนเมืองแฝด ระยะนี้ลำพูนเป็นศูนย์กลางทางศาสนา ขณะที่เชียงใหม่เป็นศูนย์กลางการเมืองการปกครอง ส่วน

เมืองเชียงรายมีความสำคัญอับรองจากเมืองเชียงใหม่ พญามังรายจึงส่งขุนคราม โอรสไปปกครอง สมัยพญามังรายพบว่าดินแดนล้านนา

แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ล้านนาตอนบน (แคว้นโยนก) มีเชียงรายเป็นศูนย์กลาง ส่วนล้านนาตอนล่าง มีเชียงใหม่เป็นศูนย์กลาง ลักษณะเช่น

นี้สืบมาอีกหลายสมัย นอกจากนั้นเมืองอื่นๆ จะส่งโอรสหรือญาติตลอดจนขุนนางที่ไว้วางใจไปปกครอง ตามลำดับความสำคัญของเมือง

พญามังรายได้ ตรากฏหมายขึ้นเพื่อใช้เป็นหลักในการปกครองครองเรียกว่า

กฏหมายมังรายศาสตร์

 นับเป็นกฏหมายที่เป็นลายลักษ์อักษรฉบับแรกของไทย และยังได้ประดิษฐ์ตัวอักษรขึ่นใช้เอง คือ

อักษรไทยยวน

หรือ

ไทยโยนก

นับว่าการเริ่มต้นของตัวอักษรของชนชาติไทยเป็นครังแรก ปัจจุบันตัวอักษรไทยยวน ได้กลายสภาพเป็น

อักษรคำเมือง

ของชาวพื้นบ้านในภาคเหนือของประเทศไทย และยังได้มีการนำเอาพุทธศาสนาเข้ามาเผยแพร่อย่างกว้างขวางในอาณาจักรล้านนา นับเป็นการเริ่มต้นของพุทธศาสนาของชนชาติไทย

พญามังรายได้รับอิทธิพลพระพุทะศาสนาจากหริภุญไชย พระองค์ได้โปรดให้สร้างเจดีย์กู่คำ เลียนแบบเจดีย์กู่กุด (อยู่ที่ลำพูน) สร้างวัดกานโถม (วัดช้างค้ำ) พร้อมกับสร้างเจดีย์ สร้างพระพุทธรูป และกัลปนาที่ดินและข้าพระด้วย

พญามังรายมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อพ่อขันรามคำแหง และพญางำเมือง (เจ้าเมืองพะเยา) กษัตริย์ทั้งสามพระองค์อยู่

ในฐานะพระสหายร่วมน้ำสาบาน การเป็นไมตรีที่ดีต่อกันนั้น ก็เพื่อร่วมมือกันต่อต้านภัยจากมองโกล ซึ่งกำลังขยายอำนาจในเวลานั้น กล่าวคือ

กองทัพมองโกลตีได้น่านเจ้า พ.ศ. 1796 ได้ฮานอย(เวียตนาม) พ.ศ. 1800 และได้พุกาม (พม่า) พ.ศ. 1830 ซึ่งในปีที่พุกามแตก กษัตริย์ทั้ง

สามพระองค์ได้ทำสัญญาเป็นไมตรีกัน

ในการป้องกันภัยจากมองโกล นอกจากพญามังรายจะใช้นโยบายเป็นไมตรีกับสุโขทัยและพะเยาแล้ว ยังใช้การทำ

สงครามอีกด้วย การทำสงครามกับมองโกลมีข้อสังเกตว่าจะเกิดขึ้นหลังก่อตั้งอาณาจักรล้านนา เข้าใจว่าเป็นช่วงอิทธิพลของมองโกลลดลงอย่าง

มาก หลังจากสิ้นพระชนม์ของกุลไลข่าน ในปี พ.ศ. 1837

พญาไชยสงคราม

(พ.ศ. 1854

1868) ได้เริ่มประสบปัญหาการแย่งชิงราชสมบัติจากขุนเครือพระอนุชา ซึ่งสามารถ

ตีเมืองเชียงใหม่ได้สำเร็จ (พญาไชยสงครามหลังจากขึ้นครองราชย์แล้ว ได้ย้ายไปประทับที่เชียงราย ) แต่ก็ถูกกำจัดไปได้โดยท้าวน้ำท่วม โอรสของ

พญาไชยสงคราม ซึ่งยกทัพมาจากเมืองฝางตีเมืองเชียงใหม่กลับคืนมาได้ จึงได้รับการแต่งตั้งให้ครองเมืองเชียงใหม่ ต่อมาพญาไชยสงครามระแวง

ว่าท้าวน้ำท่วมจะเป็นกบฏ จึงส่งไปครองเมืองเชียงตุง แล้วให้พญาแสนพูดูแลเมืองเชียงใหม่แทน นับเป็นสมัยที่อำนาจของพระมหากษัตริย์ถูก

ท้าทายจากพระบรมวงศานุวงศ์เป็นครั้งแรก

พญาแสนพู

(พ.ศ.1868

1877) พระองค์แต่งตั้งให้ท้าวคำฟู ซึ่งเป็นพระราชโอรสไปครองเมืองเชียงใหม่ ส่วนพระองค์ยังคงประทับอยู่ที่เชียงราย ในปี พ.ศ.1870 ได้สร้างเมืองเชียงแสนในบริเวณเมืองเงินยาง มีเป้าหมายเพื่อป้องกันศึกด้านเหนือ เพราะเชียงแสนตั้งริมแม่น้ำโขงและใช้แม่น้ำโขงเป็นคูเมืองธรรมชาติ หลังจากสร้างเชียงแสนแล้ว พญาแสนพูประทับที่เมืองเชียงรายตลอดรัชสมัย

พญาคำฟู

(พ.ศ. 1877

1879) พญาคำฟูประทับที่เมืองเชียงแสน ส่วนเมืองเชียงใหม่ทรงแต่งตั้งให้ท้าวผายู ปกครองแทน อาณาจักรล้านนาในสมัยนี้มีความเข้มแข็งเห็นได้จากนโยบายขยายอาณาเขตไปทางตะวันออก โดยเริ่มทำสงครามกับพะเยา สามารถยึดเมืองพะเยาได้ เมืองพะเยาจึงถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านนานับแต่นั้นมา หลังจากยึดพะเยาได้แล้ว พญาคำฟูขยายอำนาจไปยังเมืองแพร่แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ

พญาผายู

 (พ.ศ.1879

1898) เสนาอำมาตย์ทั้งหลายอภิเษกท้าวยายูเป็นกษัตริย์ล้านนา พญาผายูไม่เสด็จไปประทับที่เมืองเชียงแสน ทรงประทั้บที่เชียงใหม่ เหตุที่ย้ายที่ประทับลงมาเชียงใหม่ อาจเป็นเพราะเขตทางตอนบนมีความมั่นคง โดยสามารถสร้างเมืองเชียงแสนเป็นปราการป้องกันศึกฮ่อได้อย่างเข้มแข็ง และสามารถผนกพะเยาได้ ขณะเดียวกั้นพญาผายูทรงสร้างความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับเชียงของในเขตลุ่มน้ำกก โดยการอภิเษกกับพระนางจิตราเทวี ราชธิดาของเจ้าเมืองเชียงของ   พญาผายูทรงสร้างวัดลีเชียงพระ (วัดพระสิงห์) ให้เป็นวัดสำคัญของเชียงใหม่

พระเจ้ากือนา

(พ.ศ.1898

1928) พระองค์ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาและทรงปรีชาสามารถในวิชาศิลปะศาสตร์ทุกแขนง บ้านเมืองมีความอุดมสมบูรณ์ทั่วไป เหตุการณ์สำคัญในสมัยพญากือนา คือ การรับเอาพระพุทธศาสนานิกายลังกาวงศ์จากสุโขทัย โดยก่อนหน้านั้นพระพุทธศาสนาสืบทอดจากหริภุญไชย และยังดั้บอิทธิพลจากหงสาวดีและอังวะ ผสมผสานกับความเชื่อดั้งเดิม

พญากือนารับพระพุทธศาสนานิกายลังกาวงศ์จากสุโขทัย โดยมีพระประสงค์จะให้พระภิกษุอรัญญวาสีมาอยู่ที่เชียงใหม่ และสามารถทำสังฆกรรมได้ทั้งหมด พญากือนาทรงอาราธนาพระสุมนเถระจากสุโขทัย ใน พ.ศ. 1912 พระสุมนเถระเดินทางถึงเมืองหริภุญไชยพร้อมทั้งอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาด้วย พระสุมนเถระ จำพรรษาที่วัดพระยืนในเมืองหริภุญไชย พญากือนาทรงเลือมใสศรัทธาในพระสุมนเถระมาก เนื่องจากมีความเชื่อว่าพระภิกษุอรัญญวาสีเป็นพระภิกษุที่มีความรู้ลึกซึ้งในพระพุทธศาสนาและถือกันว่าพุทธศาสนานิกายลังกาวงศ์เป็นพระพุทธศาสนาที่บริสุทธิ์ เพราะทการสังฆกรรมถูกต้องมาแต่โบราณ ดังนั้นพญากือนาจึงอาราธนาพระนิกายเดิม อันสืบเนื่องมาจากสมัยพระนางจามเทวีให้บวชใหม่ถึง 8

,

400 รูป

ใน พ.ศ. 1914 พญากือนาทรงสร้างวัดบุปผาราม หรือวัดสวนดอกในอุทธยานป่าไม้พะยอม เพื่อเป็นที่จำพรรษาของพระสุมนเถระ และได้สร้างเวียงสวนดอกให้เป็นเวียงพระธาตุ เมื่อประมาณ พ.ศ. 1916 พญากือนาโปรดให้สร้างเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งพระสุมนเถระอัญเชิญมาจากสุโขทัย โดยประดิษฐานไว้ที่วัดพระธาตุดอยสุเทพ และวัดบุปผาราม พระสุมนเถรจำพรรษาอยู่ทีวัดบุปผารามตลอดจนมรณภาพใน พ.ศ.1932 นับว่าพระสุมนเถระมีบทบาทสำคัญต่อการวางรากฐานพุทธศาสนาลังกาวงศ์ในเชียงใหม่

วัดบุปผารามเป็นศูนย์กลางของพุทธศษสนานิกายลังกาวงศ์ หรือเรียกว่า นิกายวัดสวนดอก หรือนิกายรามัญ เนื่องจากพระสุมนเถระได้บวชเรียนจากสำนักพระมหาสวามีอุทุมพรที่เมืองเมาะตะมะในรามัญประเทศ พญากือนาทรงสนับสนุนให้พระภิกษุจากเมืองต่างๆ เช่น เชียงแสน เชียงตุง เดินทางมาศึกษาพระพุทธศาสนา ที่วัดบุปผาราม เชียงใหม่จึงเป็นศูนย์กลางของศาสนาแทนหริภุญไชย

พญาแสนเมืองมา 

(พ.ศ. 1928

1944) เป็นโอรสของพญากือนา เมื่อขึ้นครองราช

ท้าวมหาพรหม พระอนุชาของพระเจ้ากือนาซึ่งครองอยู่ที่เมืองเชียงราย ได้ยกทัพมาแย่งชิงเมืองเชียงใหม่ แต่ประสบ

ความล้มเหลว ท้าวมหาพรหมจึงขอความช่วยเหลือไปที่กรุงศรีอยุธยา ซึ่งเป็นสมัยของขุนหลวงพะงั่ว พ.ศ. 1929

กองทัพกรุงศรีอยุธยาจึงยกเข้ามาตีล้านนา โดยเข้าปล้นเมืองลำปาง ซึ่งไม่สำเร็จ กองทัพอยุธยาเป็นฝ่ายล่าถอยกลับไป

ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่อยุธยาขึ้นมาทำสงครามกับล้านนา ส่วนท้าวมหาพรหมภายหลังขัดแย้งกับพญาใต้ จึงกลับมา

ล้านนา พญาแสนเมืองมาส่งให้ไปครองเมืองเชียงรายเช่นเดิม   หลังจากทีอยุธยาตีล้านนาไม่สำเร็จ พญาแสนเมืองมา

ได้ขยายอำนาจลงสู่ทางใต้เมื่อได้โอกาส เพราะสุโขทัยขอกำลังกองทัพล้านนาลงมาช่วยต่อสู้กับอยุธยา แต่สถานการณ์

เปลี่ยนแปลง เพราะขุนหลวงพะงั่วเสด็จสวรรคตก่อน ฝ่ายสุโขทัยจึงหันมาโจมตีล้านนา กองทัพล้านนาพ่ายแพ้เสียหาย

มาก   ในสมัยพญาแสนเมืองมาได้ทรงเริ่มสร้าง

เจดีย์หลวง

เมื่อ พ.ศ. 1934 ซึ่งไม่แล้วเสร็จในสมัยของพระองค์

พญาสามประหญาฝั่งแกน

(พ.ศ. 1945

1985)   เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ ท้าวยี่กุมกาม เจ้าเมืองเชียงรายซึ่งเป็นพระเชษฐาไม่พอใจที่ไม่ได้ครองราชย์ จึงขอกองทัพจากสุโขทัยมาช่วยรบแย่งเมืองเชียงใหม่ ผลท้าวยี่กุมกามพ่ายแพ้หนีไปพึ่งเจ้าเมืองสุโขทัย   หลังจากนั้นพญาสามประหญาฝั่งแกนต้องทำสงครามกับฮ่อ สาเหตุเพราะฮ่อไม่พอใจที่ล้านนาไม่ส่งส่วยให้ พญาสามประหญาฝั่งแกนเกณฑ์ทัพจากเชียงใหม่ เชียงแสน ฝาง เชียงราย เชียงของ และพะเยา เข้าทำศึกกับฮ่อ นับเป็นสงครามใหญ่ กองทัพฮ่อพ่ายแพ้ ถูกกองทัพล้านนาติดตามขับไล่จนสุดดินแดนสิบสองปันนา และยังได้ตั้งเมืองยองเป็นเมืองขึ้นตรงต่อเชียงใหม่ ให้เป็นเมืองหน้าด่านตอนบนเพื่อต่อต้านฮ่อ

ในสมัยพระยาติโลกราช (พ.ศ.1948

2030) เป็นโอรสอันดับที่ 6 ของพญาประหญาสามฝั่งแกน เดิมชื่อ ท้าวลก ครองเมืองพร้าว   เมื่อขึ้นครองราชย์แล้วทรงสร้างความมั่นคงภายในอาณาจักรล้านนา โดยใช้เวลาประมาณ 10 ปีสร้างอาณาจักรล้านนาให้เข็มแข็ง ดังจะเห็นได้จากการขยายอำนาจลงทางใต้ ทรงทำสงครามกับอยุธยาในสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงแก้ไขการขยายอำนาจของพระเจ้าติโลกราช โดยเสด็จขึ้นครองเมืองพิษณุโลก ในพ.ศ. 2006 ในการทำสงครามกับล้านนา พระบรมไตรโลกนาถนอกจากจะทรงใช้กำลังทหารโดยตรงแล้ว ยังใช้พุทธศาสนาและไสยศาสตร์เป็นเครื่องมือ แต่ไม่สำเร็จ ซึ่งเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้คนในสมัยนั้นมีความเชื่อในเรื่องของไสยศาสตร์มาก จนถึงปี พ.ศ. 2018 อยุธยากับล้านนาก็เป็นไมตรีกัน

พระพุทธศาสนามีความเจริญรุ่งเรืองมาก พระองค์ทรงเลื่อมใสและทำนุบำรุงพุทธศษสนานิกายสีหล โดยพระองค์อาราธนาพระมหาเมธังกร พระภิกษุนิกายสีหลจากเมืองลำพูนมาจำพรรษาที่วัดราชมณเฑียร และทรงสถาปนาให้พระมหาเมธังกรเป็นพระมหาสวามี และพระองค์ทรงผนวชชั่วคราว ณ วัดป่าแดงมหาวิหารอีกด้วย การสนับสนุนคณะสงฆ์นิกายสีหลทำให้พุทธศาสนาลังกาวงศ์ใหม่เจริญรุ่งเรืองอย่างมากเป็นที่เลื่อมใสของผู้คน และมีพระภิกษุบวชใหม่ในนิกายสีหลเพิ่มขึ้น นิกายสีหลเน้นการศึกษาภาษาบาลี และการปฏิบัติพระธรรมวินัยที่ถูกต้อง ทำให้การศึกษาเล่าเรียนด้านปริยัติธรรมเจริญสูง พระเจ้าติโลกราชทรงยกย่องภิกษุที่มีความรู้แตกฉานในพระไตรปิฏก พระภิกษุในสมัยนี้ที่มีชื่อเสียงเช่น พระธรรมทิน พระญาณกิตติเถระ พระสิริมังคลาจารย์ เป็นต้น

ในปีพ.ศ. 2020 ทรงได้โปรดเกล้าให้มีการทำ สังคายนาพระไตรปิฎกขึ้นในปี พ.ศ.2020 ที่วัดโพธาราม (วัดเจ็ดยอด) ใช้เวลา 1 ปีจึงสำเร็จ ถือเป็นหลักปฏิบัติหลักปฏิบัติของพระสงฆ์นิกายต่างๆ ในล้านนาสืบมา

พระเจ้าติโลกราชทรงสร้างวัดหลายวัด เช่น วัดมหาโพธาราม วัดราชมณเฑียร วัดป่าตาล วัดป่าแดงมหาวิหาร เป็นต้น ทรงต่อเดิม     เจดีย์หลวงและทรงอัญเชิญพระแก้วมรกตจากวัดพระธาตุลำปางหลวงมาประดิษฐานไว้ที่เจดีย์หลวง

พญายอดเชียงราย

(พ.ศ. 2030

2038) ทรงเป็นโอรสของท้าวบุญเรือง โอรสองค์เดียวของพระเจ้าติโลกราช พญายอดเชียงรายปกครองบ้านเมือง 8 ปี แต่ไม่มีชื่อเสียงเป็นทีรู้จัก ชินกาลมาลีปกรณ์เป็นหลักฐานที่กล่าวถึงพระองค์มากกว่าหลักฐานชิ้นอื่น ก็ระบุว่าพระราชกรณียกิจแต่เพียงว่าทรงถวายพระเพลิงพระบรมศพพระเจ้าติโลกราช ณ วัดมหาโพธาราม ครั้นถวายพระเพลิงเสร็จแล้ว ทรงสร้างสถูปใหญ่บรรจุพระอัฐิไว้ที่วัดมหาโพธาราม (วัดเจ็ดยอด)

พญาแก้ว

(พ.ศ. 2038

2068) ทรงเป็นโอรสของพญายอดเชียงราย โดยทำสงครามกับอยุธยา ณ บริเวณ

หัวเมืองชายแดน พ.ศ.2050 พญาแก้ว่สงกองทัพตีเมืองสุโขทัยแต่ไม่สำเร็จ จากนั้นสงครามกับอยุธยาก็เกิดขึ้นหลายครั้ง จนหลัง

พ.ศ.2058 พญาแก้วก็ไม่ได้ส่งทัพไปตีอยุธยาอีก และทางอยุธยาก็ไม่ได้ส่งทัพมาตีล้านนาเช่นกัน

ภายหลังสิ้นสมัยของพญาแก้ว (พ.ศ.2038

2068) อาณาจักรล้านนาเริ่มแตกแยก เกิดการแย่งชิงสมบัติกัน

บ่อยครั้ง อำนาจการปกครองได้ตกไปอยู่กับบรรดาขุนนาง เสนา อำมาตย์ ซึ่งสามารถที่จะแต่งตั้งหรือถอดถอนกษัตริย์ได้ ความขัดแย้งแตก

แยกนี้ทำให้พม่าโดยพระเจ้าบุเรงนองได้ยกทัพมาล้อมเมืองเชียงใหม่ ใช้เวลาเพียง 3 วันก็สามารถยึดเมืองเชียงใหม่ได้อย่างง่ายดาย และ

ได้ใช้เชียงใหม่เป็นฐานทัพในการเข้าโจมตีกรุงศรีอยุธยา ต่อไป จนสามารถยึดกรุงศรีอยุธยาได้ ในสมัยของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ เมื่อ

ปี พ.ศ.2112

เมื่อถึงสมัยธนบุรี ผู้นำล้านนา ได้แก่พระเจ้ากาวิละ และพญาจ่าบ้าน (บุญมา) ต้องการเป็นอิสระจากการยึดครอง

พม่า ซึ่งได้ยึดครองสมัยพม่ายกทัพเข้าตึกรุงศรีอยุธยา จึงได้สวามิภักดิ์ต่อสมเด็จพระเจ้าตากสิน ขอกำลังสนับสนุนไปตีเชียงใหม่ สามารถ

ยึดเมืองเชียงใหม่กลับคืนมาได้ เมื่อ พ.ศ. 2317 สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ จึงโปรดเกล้าให้เจ้ากาวิละเป็นเจ้าเมืองลำปาง พญาจ่าบ้านเป็น

เจ้าเมืองเชียงใหม่

ตอนปลายสมัยธนบุรี เมืองเชียงใหม่ถูกทิ้งร้างจนถึงสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ฯ ได้โปรดเกล้าให้พระเจ้ากาวิละไปเป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่ แทนพญาจ่าบ้านที่เสียชีวิตลง   จนถีง พ.ศ. 2347 กองทัพล้านนาได้ร่วมกับกองทัพจากกรุงเทพฯ (รัตนโกสินทร์) ช่วยกันบขับไล่พม่าออกจากเมืองเชียงแสนได้สำเร็จ ทำให้ล้านนาหลุดพ้นจากการยึดครองของพม่าได้สำเร็จ

ล้านนาเป็นประเทศราชของไทย (กรุงรัตนโกสินทร์ฯ ) เรื่อยมา จนกระทั่งถึงสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ฯ ได้ประกาศรวมอาณาจักรล้านนาเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกรุงรัตนโกสินทร์ฯ โดยสถาปนาเป็น

มณฑลพายัพ

ของกรุงรัตนโกสินทร์ฯ เมื่อ พ.ศ. 2442

 

อาณาจักรศรีวิชัย

 

อาณาจักรศรีวิชัย

 ก่อตั้งขึ้นเมื่อพุทธศตวรรษที่ 11 หรือ 12 สิ้นสุดลงประมาณ พุทธศตวรรษที่ 18

19

เป็นรัฐชายฝั่งทะเลที่มีอิทธิพลการค้าทางทะเลระหว่างอินเดียกับเมืองจีน รวมทั้งการค้าระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะในหมู่เกาะอินโดนีเซีย

จุดเริ่มต้นของอาณาจักรศรีวิชัยมาจากการอ่านศิลาจารึกหลักที่ 23 ซึ่งมีศักราชกำกับว่าเป็นพุทธศักราช 1318

ที่พบทางภาคใต้ของประเทศไทยในเขตจังหวัดนครศรีธรรมราชหรือสุราษฎร์ธานี จารึกมีข้อความที่กล่าวถึง

พระเจ้ากรุงศรีวิชัย

 และ

เมื่อนำไปประกอบกับบันทึกของภิกษุอี้จิง (

I-Ching)

 ซึ่งได้เดินทางโดยทางเรือจากเมืองกวางตุ้งมาศึกษาพระธรรมวินัยในปี พ.ศ. 1214

ได้กล่าวว่า เมื่อเดินทางเรือมาได้ 20 วัน ได้แวะอาณาจักรโฟซิ (

Fo-Shih)

 ท่านได้แวะศึกษาไวยากรณ์ภาษาสันสกฤตอยู่ 6 เดือนก่อนที่จะ

เดินทางไปอินเดีย หลังจากศึกษาที่อินเดียอยู่ 10 ปี ได้กลับมาที่โฟซิอีกครั้ง ซึ่งขณะนั้นได้กลายเป็นอาณาจักร ซิลิโฟซิ

(Shih-li-Fo-Shih)

ไปแล้ว ศาสตราจารย์ยอร์จ เซเดย์ สรุปว่าอาณาจักรเซลิโฟซิ ก็คือ อาณาจักรศรีวิชัย อันเป็นอาณาจักรหนึ่งที่มีอำนาจทางการเมืองมั่นคง

มีอาณาเขตกว้างขวางครอบคลุมหมู่เกาะต่างๆ บริเวณตอนใต้ของคาบสมุทรมาเลย์ ตลอดขึ้นมาถึงดินแดนบางส่วนของคาบสมุทร โดยมี

ศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่เมืองปาเล็มบัง เกาะสุมาตรา ในประเทศอินโดนีเซีย

นักโบราณคดีหลายท่านมีความเห็นสอดคล้องกับศาสตราจารย์ยอร์จ เซเดย์ เนื่องจากได้พบศิลาจารึก 8 หลัก

บนเกาะสุมาตรา มีอยู่ 2 หลัก กำหนดอายุในช่วงเดียวกับการเดินทางมาถึงของภิกษุอี้จิง อย่างไรก็ตามนักวิชาการ เช่น ราเมชจันทร์ มาชุมดาร์ ควอริทช์-เวลส์ และหม่อมเจ้าจันทร์จิรายุ รัชนี มีความเห็นว่า ศูนย์กลางของศรีวิชัยควรจะอยู่บนคาบสมุทรมาเลย์ โดยเฉพาะหม่อมเจ้าจันทร์จิรายุ รัชนี มีความเห็นว่าจารึกที่กล่าวถึงอาณาจักรศรีวิชัยที่พบที่ไชยา สุราษฎร์ธานี นั้น เป็นจารึกภาษาสันสกฤต ซึ่งตรงกับบันทึกของภิกษุอี้จิง ในขณะที่จารึกที่พบบนเกาะสุมาตราเป็นภาษามลายูโบราณ และเมื่อพิจารณาถึงการเดินเรือเพียง 20 วัน ของภิกษุอี้จิง ควรถึงเมืองไชยา สุราษฎร์ธานี และคงไม่ผ่านเส้นศูนย์สูตรไปถึงเกาะสุมาตรารวมทั้งทางภาคใต้ของประเทศไทยก็ได้พบโบราณวัตถุ โบราณสถาน ซึ่งมีลักษณะที่เรียกว่า

ศิลปกรรมแบบศรีวิชัย

กำหนดอายุในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13-18

ลักษณะศิลปแบบศรีวิชัยส่วนมากเป็นศิลปที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ลัทธิมหายาน จึงมักพบพระรูปพระโพธิสัตว์ เช่น พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร พระศรีอายิยเมตไตรยโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ไวโรจนะ และศิลปวัตถุที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนาพราหมณ์ในลัทธิไวษณพนิกาย นอกจากนั้นยังพบร่องรอยของสถาปัตยกรรมตลอดจนโบราณสถานทั้งในปาเล็มบัง เกาะสุมาตรา และคาบสมุทรมาเลย์ทางภาคใต้ของประเทศไทย

จากหลักฐานทางโบราณคดีที่พบโดยกว้างจากปาเล็มบัง เกาะสุมาตรา อินโดนีเซีย มาจนถึงคาบสมุทรมาเลย์ และทางภาคใต้

ของประเทศไทย ได้มีข้อสรุปเกี่ยวกับศรีวิชัยคือ

ศรีวิชัย

ไม่ใช่ชื่ออาณาจักรที่มีศูนย์กลางของอำนาจในทางการเมืองและควบคุมเศรษฐกิจอยู่เมืองใดเมือง

หนึงเพียงแห่งเดียว แต่ศรีวิชัยเป็นชื่อกว้างๆ ทางศิลปะ และวัฒนธรรมของบ้านเมืองที่เป็นศูนย์กลางทางการค้าทางทะเลแถบคาบสมุทร กลุ่มบ้านเมืองหรือ

แว่นแคว้นต่างๆ เหล่านี้มีวัฒนธรรมร่วมกันคือ การนับถือพุทธศาสนามหายานและมีรูปแบบศิลปกรรมแบบศรีวิชัยเช่นเดียวกัน แว่นแค้วนและบ้านเมืองทั้ง

บนผืนแผ่นดินใหญ่และหมู่เกาะเกี่ยวข้องกันในลักษณะของสหพันธรัฐที่มีศูนย์กลางอำนาจเปลี่ยนแปลงไปตามความผันแปรทางเศรษฐกิจ

ความสำคัญของศรีวิชัยที่ปรากฏจากจดหมายเหตุของจีนสมัยราชวงศ์ถังคือ เป็นศูนย์กลางการค้าขายสินค้าข้ามสมุทรทางฝั่งทะเล

ตะวันตกและตะวันออก ผ่านช่องแคบมะละกา ดังนั้นจึงได้พบ ลูกปัดจากดินแดนทางตะวันตกและเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ถัง ซึ่งพบเรื่อยลงมาทั้งที่เกาะ

สุมาตราและทางภาคใต้ของประเทศไทย แต่ในที่สุดความรุ่งเรืองทางการค้าของศรีวิชัยก็ลดลงเมื่อจีนได้พัฒนาเรือที่ค้าขายและทำการค้าขายโดยตรงกับบ้าน

เมืองที่อยู่ชายฝั่งทะเลตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 16 และการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ได้ทำให้เมืองทางแถบคาบสมุทรทางภาคใต้ของประเทศไทยรุ่งเรืองขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

ศูนย์กลางของศรีวิชัยอยุ่ที่เมืองใด เป็นปัญหาที่ยังไม่ยุติ อาจมีหลายเมืองสืบต่อกันและเมืองหลวงแห่งแรกคือ ปาเลมบัง เมืองปาเลมบังตั้งอยู่บนฝั่งตะวันออกของเกาะสุมาตรา มีแม่น้ำมูสีไหลผ่านตัวเมืองเข้าไปจนถึงแผ่นดินภายในเกาะ สภาพเช่นนี้ ทำให้ปาเลมบังเป็นเมืองท่าที่เหมาะสม สำหรับการขนถ่ายสินค้าจากภายในแผ่นดินออกสู่ทะเล ดังนั้นศรีวิชัยจึงสามารถครอบครองช่องแคบมะละกา ตลอดจนรัฐในคาบสมุทรมลายูทั้งหมด รวมทั้งลังกาสุคะที่ร่วมสมัยกัน

โอ ดับเบิลยู โวลเตอร์

 

 

ชาวอเมริกันผู้เชียวชาญประวัติศาสตร์โบราณของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นผู้เสนอว่า เมืองปาเลมบังเป็นศูนย์กลางของศรีวิชัย เพราะจากการศึกษาทางโบราณคดีพบเมืองโบราณ มีคูน้ำล้อมพระราชวัง มีร่องรอยการค้าต่างประเทศคือ ถ้วยชามกระเบื้องสมัยราชวงศ์ถังและราชวงศ์ซ้องตอนต้นของจีน บริเวณภูเขาบูกิตซีกุนตัง   และมีจารึกของชาวอินโดนีเซียตั้งแต่ พ.ศ.1225 ที่จารึกไว้ว่ามีแคว้นศรีวิชัยตั้งอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านกะรังอันยาร์ ซึ่งอยู่ทางฝ่างด้านเหนือของแม่น้ำมูกับเมืองปาเลมบัง และในจดหมายเหตุของมาเลย์ก็บันทึกไว้ว่าหมู่บ้านกะรังอันยาร์เป็นถิ่นกำเนิดของผู่ก่อตั้งรัฐมะละกา

เคยมีการตีความกันว่าเมืองนครศรีธรรมราช อาจเป็นเมืองหลวงของศรีธรรมราช อาจเป็นเมืองหลวงของศรีวิชัย เพราะใน พ.ศ. 1318 มีการฝังเสาหินจารึกยอพระเกียรติของศรีวิชัย ที่เมืองนครศรีธรรมราช แต่นักประวัติศาสตร์คนไทยได้คัดค้าน อ้างว่า ศิลาจารึกตันจอ และบันทึกของชาวจูเกาะ ซึ่งตีความได้ว่านครศรีธรรมราชเป็นเพียงเมืองขึ้นของศรีวิชัย และนครศรีธรรมราชคือแคว้นตามพรลิงค์ และยังได้คัดค้านประเด็นที่ว่าเมืองหลวงของศรีวิชัย อยู่ที่เมืองปาเลมบัง โดยได้อ้างบันทึกของพระภิกษุจีนชื่อ อิจิง ที่บันทึกไว้เมื่อ พ.ศ. 1214 – 1238 โดยเดินทางมากับเรือพ่อค้าชาวเปอร์เซียจากกวางตุ้งได้ 20 วัน ก็มาถึงเมือง โฟซิ ถึงเมืองไชยา แล้วพักอยู่ 6 เดือน เพื่อเรียนภาษาสันสกฤตแล้วเดินทางต่อไปจนถึงเมืองโบราณชื่อเมือง โมโลยู หรือมาลายู อยู่เกาะกลางสุมาตรา พักอยู่ 2 เดือน เพื่อรอลมเปลี่ยนทิศทาง แล้วแล่นเรือกลับผ่านช่องแคบมะละกา 15 วัน ก็ถึงเมืองเกียขะ หรือเคดาร์ (ไทรบุรี) จากนั้นก็ข้ามมหาสมุทรไปอินเดีย จากบันทึกนี้แสดงว่าพระภิกษุอิจิงไม่เคยลงไปถึงเมืองปาเลมบัง แต่พักอยู่ที่เมืองไชยาซึ่งเป็นเมืองสำคัญและยังมีร่องรอยทางโบราณคดี โบราณสถานอีกมากมายที่แสดงถึงวัฒนธรรมของศรีวิชัย จนทำให้เชื่อว่าเมืองไชยาคือเมืองหลวงของศรีวิชัย

ศูนย์กลางของศรีวิชัยจึงเป็นปัญหาที่ยังไม่ยุติ แต่กระนั้นบริเวณคาบสมุทรมลายูก็เป็นส่วนหนึ่งของศรีวิชัยและเป็นศูนย์กลาง

การค้าทางทะเลที่มีชื่อเสียงมาก มีความรุ่งเรืองทางวัฒนธรรม ประชาชนนับถือศาสนาพุทธมหายานและศาสนาพราหมณ์ ร่องรอยที่เหลือไว้คือโบราณสถาน

และโบราณวัตถุ ทางด้านสถาปัตยกรรมสถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียงคือ พระบรมธาตุไชยา เป็นเจดีย์สี่เหลี่ยมทรงมณฑปและเจดีย์ศรีวิชัยที่วัดแก้ว ในอำเภอไชยา

จังหวัดสุราษฎร์ธานี นอกจากนั้นยังมีที่จังหวัดพัทลุง สงขลา นครศรีธรรมราช และพังงา เป็นต้น ส่วนตอนบนของประเทศไทยมีร่องรอยแสดงว่าอิทธิพล

ของศรีวิชัยได้แพร่ขึ้นไปอาจเป็นเพราะเมื่อครั้งสมัยสุโขทัยตอนต้นๆ ได้รับเอาพุทธศาสนาและศิลปกรรมไปจากเมืองนครศรีธรรมราช ทำให้มีสถาปัตยกรรม

แบบศรีวิชัย ที่จังหวัดสวรรคโลก คือ มณฑปวัดเจดีย์เจ็ดแถว และเจดีย์ในวัดมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย รวมทั้งเจดีย์องค์เล็กในวัดพระธาตุ      หริภุญชัย เป็นต้น

ทางด้านประติมากรรมมีพระพุทธรูปที่มีชื่อเสียงคือ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร พบที่วัดมหาธาตุ อำเภอไชยา มีพระพิมพ์ดินดิบปาง

ต่างๆ พระพิมพ์ติดแผ่นเงินแผ่นทองทางด้านศาสนาพราหมณ์ได้แก่ เทวรูปพระมาลาแขก   เทวรูปพระนารายณ์ทรงครุฑ เป็นต้น

เครื่องมือเครื่องใช้มีเครื่องปั้นดินเผาทำเป็นภาชนะหม้อไห ใช้สีเขียนลวดลายและทำเป็นแบบลูกจันทร์นูนขึ้นมาประดับลวดลายอื่นๆ มีลูกปัดทำเป็นเครื่องประดับ มีเงินกลมใช้เรียกว่า นะโม และเงินเหรียญชนิดหนาใช้แลกเปลี่ยนด้วย มีตราดอกจันทร์อยู่ด้านหนึ่งอีกด้านหนึ่งมีตัวอักษรสันสกฤตเขียนไว้ว่า

วร

ประดับอยู่

ราชวงศ์ที่ปกครองศรีวิชัยคือราชวงศ์ไศเลนทร์ ปกครองตลอดทั่วไปในแหลมมลายูลงไปถึงเกาะต่างๆ ศรีวิชัยมั่งคั่งทางเศรษฐกิจเพราะสามารถควบคุมช่องแคบมะละกาได้ เรือที่ผ่านไปมาต้องแวะพักจอดเรือตามเมืองท่าต่างๆ ของแค้วนศรีวิชัย

ศรีวิชัยมีความสัมพันธ์กับประเทศจีนเป็นอย่างดี มีการส่งคณะทูตไปเจริญสัมพนธ์ไมตรีกับจีนเป็นระยะๆ ประมาณ 12 ครั้ง และใน พ.ศ. 1536 เคยขอความช่วยเหลือจากจีนให้ช่วยปราบกองทัพของชวาที่ยกมารุกราน และใน พ.ศ. 1550 ศรีวิชัยได้ทำสงครามกับแคว้นมะทะรัม ซึ่งอยู่ในชวากลาง และได้รับชัยชนะจึงมีอำนาจเหนือมะทะรัม

กลางพุทธศตวรรษที่ 16 ทำสงครามกับพวกโจละ (

Chola

อยู่ทางตะวันออกของอินเดีย

)

 เพราะโจละ จะเข้าแย่งชิงผล

ประโยชน์ทางการค้าแถบแหลมมลายูไปจากศรีวิชัย การรบดำเนินมาหลายปี ที่สำคัญเกิดขึ้นใน พ.ศ. 1568 แถบเมืองตักโกละ (ตะกั่วป่า หรือ ตรัง)

เคดาห์ ตูมาสิก (สิงคโปร์) ลังกาสุคะ นครศรีธรรมราช ไชยา แม้จะยึดครองศรีวิชัยไม่ได้แต่สงครามครั้งนี้มีผลให้บรรดาเมืองต่างๆ ที่เคยขึ้นต่อแคว้น

ศรีวิชัยกระด้างกระเดื่องจนถึงขั้นยกทัพมาชิงดินแดนบางแห่ง เช่น พระเจ้าไอร์ลังคะ แห่งแคว้นเคดีรีในชวาตะวันออก ผลจากการทำสงครามกับโจละ

ทำให้ศูนย์กลางจากศรีวิชัยย้ายจากเมืองไชยาไปอยู่ที่เมืองนครศรีธรรมราช ต่อมาอำนาจทางการปกครองของศรีวิชัย เปลี่ยนจากราชวงศ์ไศเลนทร์ไป

เป็นราชวงศ์ปทุมวงศ์ กษัตริย์ของศรีวิชัยราชวงศ์ใหม่พยายามรักษาอิทธิพลบนแหลมมลายูไว้ รวมทั้งช่องแคบและหมู่เกาะ

ประมาณพุทธศตวรรษที่ 18

19  ศรีวิชัยเสื่อมอำนาจลงมาก เพราะเกิดจลาจลในคาบสมุทรมลายู และมีแคว้นคู่แข่งเกิดขึ้น

2

        

แห่งคือ ในชวาตะวันออกมีแคว้น เคดีรี ส่วนทางเหนือมีอาณาจักรสุโขทัย ซึ่งราชวงศ์มองโกล (พ.ศ. 1803

1911) ของจีนให้การสนับสนุน

เคดีรีเขายึดครองบางส่วนของศรีวิชัย คือดินแดนบางส่วนในอินโดนีเซียปัจจุบันไว้ ต่อมาได้สูญเสียคาบสมุทรมลายูให้กับอาณาจักรสุโขทัยที่ยึดนครศรีธรรมราชได้ แล้วสุโขทัยได้แผ่ขยายอำนาจลงมาเรื่อยๆ ศรีวิชัยจึงสลายลงโดยปรากฏจากหลักฐานของมาร์โคโปโล นักสำรวจชาวเวนิส ใน พ.ศ. 1835 ที่แวะเยือนสุมาตราระหว่างเดินทางกลับจากจีน หลังจากที่อยู่ที่จีนได้ 17 ปี มาร์โคโปโลไม่ได้บันทึกเรื่องราวของศรีวิชัยเลย กล่าวแต่ว่ามีแคว้นเล็ก 8 แห่ง จึงตีความได้ว่าศรีวิชัยอาจแตกเป็นแคว้นต่างๆ หรือเมืองต่างๆ 8 แห่ง โดยแต่ละเมืองมีกษัตริย์ปกครอง

พบหลักฐานทางโบราณคดีที่เป็นบ้านเมืองและแคว้นหรือรัฐร่วมสมัยอาณาจักรศรีวิชัย (สุจิตต์ วงษ์เทศ และคณะ

,

2531

:

58-70) คือ แคว้นไชยา มีขอบเขตตั้งแต่อำเภอท่าชนะ อำเภอไชยา อำเภอเมือง และอำเภออื่นๆ ในเขตจังหวัดสัราษฎร์ธานี มีไชยาเป็นศูนย์กลาง พบศาสนสถานและศิลปกรรมหลายแห่ง เช่น ที่วัดแก้วไชยา พระพุทธรูปและพระพิมพ์ต่างๆ แคว้นนครศรีธรรมราช มีขอบเขตในเขตจังหวัดนครศรีธรรมราช ชื่อที่ปรากฏตามหลักฐานและเอกสารต่างๆ คือ

ตามพรลิงค์

แคว้นสทิงพระ มีขอบเขตจากบริเวณรอบทะเลสาบสงขลาถึงจังหวัดพัทลุง พบร่องรอยโบราณศิลปวัตถุที่นับถือศาสนาพราหมณ์และพุทธศาสนา แคว้นปัตตานีมีขอบเขตครอบคลุมพื้นที่จังหวัดปัตตานีและจังหวัดยะลา พบร่องรอยเมืองท่าทีสำคัญคือ ตรังและเมืองตะกั่วป่า

 

ประเภทของสัตว์ป่าคุ้มครอง

สัตว์ป่าคุ้มครอง ประเภทที่ 1
            หมายถึง สัตว์ป่าซึ่งคนไม่ใช้เนื้อเป็นอาหาร  ไม่ล่าเพื่อการกีฬา  เป็นสัตว์ที่ทำลายศัตรูพืช  หรือขจัดสิ่งปฏิกูล หรือเป็น สัตว์ป่าที่ควรสงวนไว้เพื่อประดับความงามตามธรรมชาติ  หรือสงวนไว้เพื่อไม่ให้ลดจำนวนลง
           สัตว์ป่าคุ้มครองประเภทที่ 1 นี้ ห้ามไม่ให้ ล่าด้วยวิธีทำให้ตาย   เว้นแต่ จะทำเพื่อการ ศึกษา วิจัยทางวิชาการ  สัตว์ป่า ประเภทนี้มีด้วยกัน 166 รายการ  ส่วนใหญ่เป็นนก  ได้แก่ นกกาน้ำ ทุกชนิด นกกระสา นกกระทาดง ไก่ฟ้า ทุกชนิด นกโกโรโกโส นกกะปูด นกกระเต็น นกกางเขนบ้าน นกเขา นกเค้าแมวทุกชนิด นกเงือกทุกชนิด นกตีทอง ฯลฯ นอกนั้น ได้แก่ ค่างทุกชนิด ชะนีทุกชนิด ชะมด บ่าง แมวป่า ลิงลม หรือนางอาย ลิงทุกชนิด สมเสร็จ เสือลายเมฆ เสือไฟ เสือปลา หมีขอ หรือบินตุรง หมูหริ่ง หมาหริ่ง อีเห็น  เป็นต้น

 

สัตว์ป่าคุ้มครอง ประเภทที่ 2
            หมายถึง สัตว์ป่า ซึ่งตามปกติคนใช้เนื้อเป็นอาหาร หรือล่าเพื่อการกีฬา สัตว์ป่าประเภทนี้ทั้งหมด 23 รายการ ด้วยกัน   อาทิ   กระทิง หรือเมีย กระจงทุกชนิด กวาง วัวแดง หรือวัวดำ หรือวัวเพลาะ เสือโครง เสือดาว หมีควาย หรือหมีดำ หมีหมา หรือหมีคน อีเก้ง หรือ ฟาน ส่วนใหญ่ เป็นสัตว์ประเภทนกอีกเช่นเดียวกัน ได้แก่ นกกระสา นกกระทา ไก่ป่า นกแขวก นกเป็ดน้ำ นกปลาซ่อม ทุกชนิด นกพริก นกอีลุ้ม ฯลฯ
           สัตว์ป่าคุ้มครองประเภทที่ 2 นี้ ตามกฎหมาย อนุญาตให้ล่าได้ ให้มีไว้ในครอบครองได้  แต่ต้องได้รับอนุญาต และมีใบอนุญาตติดตัวอยู่ตลอดเวลา

           อนึ่ง ในการ ล่าสัตว์ป่านั้นจะทำได้เฉพาะเวลากลางวันเท่านั้น  ยกเว้น เสือที่มากินซากที่ได้ ทำให้ ตายไว้ก่อน ซึ่งให้ล่า ได้ในเวลากลางคืน การล่าสัตว์ป่าคุ้มครองประเภทที่ 2 ผู้ล่าต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข และกฎเกณฑ์ต่าง ๆ และต้องเสียค่า ธรรมเนียมด้วย

 

คำถามประจำวันสำหรับเด็ก คือ “วันนี้คุณดื่มนมหรือยัง?” แต่คำถามประจำวันสำหรับผู้ใหญ่ในยุคนี้ คือ “วันนี้ราคาน้ำมันเป็นเท่าไหร่?” ภาพที่คุ้นตาทุกท่านเป็นอย่างดีทีเดียว คือ ปั๊มน้ำมันที่มีรถต่อคิวกันยาวเหยียดในตอนเย็น (จนล้นบริเวณปั๊ม) เมื่อมีข่าวว่าพรุ่งนี้ตั้งแต่เวลา 5 นาฬิกาเป็นต้นไป ราคาน้ำมันจะปรับขึ้นอีก 40 สตางค์ต่อลิตร ซึ่งในบางช่วงนั้นเราได้ยินข่าวนี้เกือบทุกสัปดาห์เลยทีเดียว แย่ไปกว่านั้นอาจเป็นสองครั้งในบางสัปดาห์เสียด้วยซ้ำ 

ทั้งนี้เป็นเพราะเชื้อเพลิงที่ประเทศไทยใช้ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ยังคงเป็นน้ำมันที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งราคาจะแปรผันตามสภาวะของตลาดน้ำมันโลก (เดี๋ยวขึ้น…เดี๋ยวลง) แน่นอนที่สุด ประเทศไทยไม่มีความสามารถ ที่จะควบคุมปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อราคาน้ำมันได้  ซึ่งรัฐบาลเองก็พยายามรณรงค์ให้คนไทยใช้น้ำมันอย่างประหยัดให้มากที่สุด เชื่อแน่ว่าทุกคนคงมีคำถามอยู่ในใจว่า  “นี่เราไม่มีทางเลือกอื่นๆ
แล้วเหรอเนี่ย? หรือคนไทยอย่างเราๆ จะต้องอยู่ในสภาวะจำยอมอย่างนี้หรือ?”

นับว่าเป็นความโชคดีที่คนไทย ยังมีทางเลือกหนึ่งที่สามารถลดการนำเข้าเชื้อเพลิง จากต่างประเทศได้นั่นคือ การนำก๊าซธรรมชาติ (จากแหล่งอ่าวไทย) มาใช้ ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นเชื้อเพลิงที่สะอาด ไม่สร้างมลพิษให้กับสภาพแวดล้อม รวมทั้งยังมีความปลอดภัยมากกว่าการใช้น้ำมันเสียอีกนะค่ะ  

 

เรามารู้จักก๊าซธรรมชาติกันเถอะ!

ก๊าซธรรมชาติ คือ ส่วนผสมของก๊าซไฮโดรคาร์บอน และสิ่งเจือปนต่างๆในสภาวะก๊าซ สารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่พบในธรรมชาติ ได้แก่ มีเทน อีเทน โพรเพน บิวเทน เพนเทน เป็นต้น สิ่งเจือปนอื่นๆที่พบในก๊าซธรรมชาติ ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์ ไฮโดรเจนไดซัลไฟด์ ฮีเลียม ไนโตรเจนและไอน้ำ เป็นต้น การที่ก๊าซธรรมชาติได้ชื่อว่าเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนเนื่องจากเป็นสารที่มีส่วนประกอบของอะตอม 2 ชนิด คือ ไฮโดรเจน (H) กับ คาร์บอน (C) รวมตัวกันในส่วนของอะตอมที่ต่างๆกัน โดยเริ่มตั้งแต่สารประกอบไฮโดรคาร์บอนอันดับแรกที่มีคาร์บอนเพียง 1 อะตอม กับ ไฮโดรเจน 4 อะตอม มีชื่อเรียกโดยเฉพาะว่า “ก๊าซมีเทน”

 

ก๊าซธรรมชาติ ที่ได้จากแต่ละแหล่งอาจประกอบด้วยก๊าซมีเทนล้วนๆ หรืออาจจะมีก๊าซไฮโดรคาร์บอนชนิดอื่นๆปนอยู่บ้าง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมของแหล่งธรรมชาติ แต่ละแห่งเป็นสำคัญ แต่โดยทั่วไปแล้ว ก๊าซธรรมชาติจะประกอบด้วยก๊าซมีเทนตั้งแต่ 70 เปอร์เซนต์ขึ้นไป และมีก๊าซไฮโดรคาร์บอนชนิดอื่นปนอยู่บ้าง ก๊าซธรรมชาติที่ประกอบด้วยมีเทนและอีเทนเกือบทั้งหมด เรียกว่า “ก๊าซแห้ง (dry gas)” แต่ถ้าก๊าซธรรมชาติใดมีพวก โพรเพน บิวเทน และพวกไฮโดรคาร์บอนเหลว หรือก๊าซโซลีนธรรมชาติ เช่น เพนเทน เฮกเทน ฯลฯ ปนอยู่ในอัตราที่ค่อนข้างสูง เรียกก๊าซธรรมชาตินี้ว่า “ก๊าซชื้น (wet gas)”

ก๊าซธรรมชาติ ที่ประกอบด้วยมีเทนหรืออีเทน หรือที่เรียกว่าก๊าซแห้งนั้น จะมีสถานะเป็นก๊าซที่อุณหภูมิและความดันบรรยากาศ ดังนั้น การขนส่งจึงจำเป็นต้องวางท่อส่งก๊าซ ส่วนก๊าซชื้นที่มีโพรเพนและบิวเทน ซึ่งทั่วไปมีปนอยู่ประมาณ 4 – 8 เปอร์เซ็นต์ จะมีสถานะเป็นก๊าซ ที่อุณหภูมิและความดันบรรยากาศ เช่นกัน เราสามารถแยกโพรเพน และบิวเทน ออกจากก๊าซธรรมชาติได้ แล้วบรรจุลงในถังก๊าซ เรียกก๊าซนี้ว่า ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (Liquefied Petroleum Gas หรือ LPG ซึ่งก็คือ ก๊าซหุงต้มที่เราใช้กันในครัวที่บ้านนั่นเอง)

ส่วนก๊าซธรรมชาติเหลวหรือก๊าซโซลีนธรรมชาติ ซึ่งเรียกกันว่า “คอนเดนเซท” (Condensate) คือ พวกไฮโดรคาร์บอนเหลว ได้แก่ เพนเทน เฮกเซน เฮปเทน และอ๊อกเทน ซึ่งมีสภาพเป็นของเหลว เมื่อผลิตขึ้นมาถึงปากบ่อ บนแท่นผลิต สามารถแยกออกจากก๊าซธรรมชาติ ได้บนแท่นผลิต การขนส่งอาจลำเลียงทางเรือหรือส่งไปตามท่อได้

 

องค์ประกอบของก๊าซธรรมชาติ

(ส่วนประกอบที่ไม่ใช่ ไฮโดรคาร์บอน เช่น น้ำ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

อยู่ด้านล่างของภาพ)

ก๊าซธรรมชาติเกิดขึ้นได้อย่างไรล่ะ?

ก๊าซธรรมชาติเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยเกิดจากการสะสมและทับถมของซากสิ่งมีชีวิตตามชั้นหิน ดิน และในทะเลหลายร้อยล้านปี ระหว่างนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติซึ่งมีสาเหตุมาจากความร้อนและความกดดันของผิวโลก จนซากสัตว์และซากพืชหรือฟอสซิลนั้นกลายเป็นน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน ที่เรานำมาใช้ประโยชน์ได้ในที่สุด เราจึงเรียกเชื้อเพลิงประเภทน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน ว่า เชื้อเพลิงฟอสซิล

x

 

ในทางวิทยาศาสตร์ เรารู้กันดีว่า ต้นพืชและสัตว์ รวมทั้งคน ประกอบด้วยเซลล์เล็กๆ มากมาย เซลล์เหล่านี้ประกอบด้วยธาตุไฮโดรเจนและธาตุคาร์บอนเป็นหลัก เวลาซากสัตว์และซากพืชทับถม และเปลี่ยนรูปเป็นน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติหรือถ่านหิน พวกนี้จึงมีองค์ประกอบ ของสารไฮโดรคาร์บอนเป็นส่วนใหญ่ และเมื่อนำไฮโดรคาร์บอนเหล่านี้มาเผา จะให้พลังงานออกมาแบบเดียวกับที่เราเผาฟืน เพียงแต่เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ หรือถ่านหิน ให้ความร้อนมากกว่า 

ก๊าซธรรมชาติ คือ ส่วนผสมของก๊าซไฮโดรคาร์บอน และสิ่งเจือปนต่างๆในสภาวะก๊าซ สารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่พบในธรรมชาติ ได้แก่ มีเทน อีเทน โพรเพน บิวเทน เพนเทน เป็นต้น สิ่งเจือปนอื่นๆที่พบในก๊าซธรรมชาติ ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์ ไฮโดรเจนไดซัลไฟด์ ฮีเลียม ไนโตรเจนและไอน้ำ เป็นต้น การที่ก๊าซธรรมชาติได้ชื่อว่าเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนเนื่องจากเป็นสารที่มีส่วนประกอบของอะตอม 2 ชนิด คือ ไฮโดรเจน (H) กับ คาร์บอน (C) รวมตัวกันในส่วนของอะตอมที่ต่างๆกัน โดยเริ่มตั้งแต่สารประกอบไฮโดรคาร์บอนอันดับแรกที่มีคาร์บอนเพียง 1 อะตอม กับ ไฮโดรเจน 4 อะตอม มีชื่อเรียกโดยเฉพาะว่า “ก๊าซมีเทน”

 

ก๊าซธรรมชาติ ที่ได้จากแต่ละแหล่งอาจประกอบด้วยก๊าซมีเทนล้วนๆ หรืออาจจะมีก๊าซไฮโดรคาร์บอนชนิดอื่นๆปนอยู่บ้าง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมของแหล่งธรรมชาติ แต่ละแห่งเป็นสำคัญ แต่โดยทั่วไปแล้ว ก๊าซธรรมชาติจะประกอบด้วยก๊าซมีเทนตั้งแต่ 70 เปอร์เซนต์ขึ้นไป และมีก๊าซไฮโดรคาร์บอนชนิดอื่นปนอยู่บ้าง ก๊าซธรรมชาติที่ประกอบด้วยมีเทนและอีเทนเกือบทั้งหมด เรียกว่า “ก๊าซแห้ง (dry gas)” แต่ถ้าก๊าซธรรมชาติใดมีพวก โพรเพน บิวเทน และพวกไฮโดรคาร์บอนเหลว หรือก๊าซโซลีนธรรมชาติ เช่น เพนเทน เฮกเทน ฯลฯ ปนอยู่ในอัตราที่ค่อนข้างสูง เรียกก๊าซธรรมชาตินี้ว่า “ก๊าซชื้น (wet gas)”

ก๊าซธรรมชาติ ที่ประกอบด้วยมีเทนหรืออีเทน หรือที่เรียกว่าก๊าซแห้งนั้น จะมีสถานะเป็นก๊าซที่อุณหภูมิและความดันบรรยากาศ ดังนั้น การขนส่งจึงจำเป็นต้องวางท่อส่งก๊าซ ส่วนก๊าซชื้นที่มีโพรเพนและบิวเทน ซึ่งทั่วไปมีปนอยู่ประมาณ 4 – 8 เปอร์เซ็นต์ จะมีสถานะเป็นก๊าซ ที่อุณหภูมิและความดันบรรยากาศ เช่นกัน เราสามารถแยกโพรเพน และบิวเทน ออกจากก๊าซธรรมชาติได้ แล้วบรรจุลงในถังก๊าซ เรียกก๊าซนี้ว่า ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (Liquefied Petroleum Gas หรือ LPG ซึ่งก็คือ ก๊าซหุงต้มที่เราใช้กันในครัวที่บ้านนั่นเอง)

ส่วนก๊าซธรรมชาติเหลวหรือก๊าซโซลีนธรรมชาติ ซึ่งเรียกกันว่า “คอนเดนเซท” (Condensate) คือ พวกไฮโดรคาร์บอนเหลว ได้แก่ เพนเทน เฮกเซน เฮปเทน และอ๊อกเทน ซึ่งมีสภาพเป็นของเหลว เมื่อผลิตขึ้นมาถึงปากบ่อ บนแท่นผลิต สามารถแยกออกจากก๊าซธรรมชาติ ได้บนแท่นผลิต การขนส่งอาจลำเลียงทางเรือหรือส่งไปตามท่อได้

 

องค์ประกอบของก๊าซธรรมชาติ

(ส่วนประกอบที่ไม่ใช่ ไฮโดรคาร์บอน เช่น น้ำ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

อยู่ด้านล่างของภาพ)

น้ำมันปาล์ม + โปรเตสเซียมไฮดรอกไซด์หรือ โซเดียมไฮดรอกไซด์ 1% โดยปริมาตรต่อปริมาณน้ำมันกรัม/มิลลิลิตร + เมทานอลหรือ
เอทานอล 25% = ไบโอดีเซล + กรีเซลรีน
ราคาน้ำมันปาล์ม ประมาณ 28-30 บาท/ลิตร
โปรเตสเซียมไฮดรอกไซด์ประมาณ 40 บาท/กก.
โซเดียมไฮดรอกไซด์ประมาณ 30 บาท/กก.
เมทานอลประมาณ 19 – 20 บาท/ลิตร
เอทานอลประมาณ 25 – 27 บาท/ลิตร
น้ำมันปาล์ม 1 ลิตร จะได้ไบโอดีเซลประมาณ 0.80 – 0.90 ลิตร

 

โครมาโทกราฟี(chriomapography)

    เป็นการแยกสารที่ผสมกันในปริมาณน้อยให้แยกออกมาเป็นแถบเส้นสีหรือแถบสี อาศัยสมบัติ2ประการคือ

 สารต่างชนิดกันมีความสามารถในการละลายในตัวทำละลายได้ต่างกัน

 สารต่างชนิดกันมีความสามารถในการถูกดูดซับด้วยตัวดูดซับได้ต่างกัน

.                                    วิธีการทำโครมาโทกราฟี จะประกอบด้วยตัวทำละลายและตัวดูดซับสาร

              ตัวทำละลาย(solvent) มีดังนี้

ตัวทำละลายบริสุทธิ์ เช่น น้ำ อีเทอร์ เฮกเซน        ตัวทำละลายผสม เช่น เอทานอล สารละลายโซเดียมคลอไรด์

หลักการ คือ        สารที่แยกออกมาจากสารผสมได้ก่อนจะมีความสามารถละลายได้ดีในตัวทำละลายที่ใช้ในการ              ทดลอง    สารที่แยกออกมาจากสารผสมได้ก่อนจะมีความสามารถละลายได้ดีในตัวทำละลายที่ใช้ในการ     ทดลองแต่ถูกดูดซับด้วยตัวดูดซับได้น้อยจึงสามารถเคลื่อน

    สารที่แยกออกมาจากสารผสมได้ทีหลังจะมีความสามารถในการละลายในตัวทำละลายที่ใช้ใน              การทดลองได้น้อยแต่ถูกดูดซับด้วยตัวดูดซับได้มากจึงสามารถเคลื่อนที่ไปได้ไกล

    ถ้าสารที่แยกออกมามีหลายสีมองเห็นเป็นช่วงๆหลายช่วงแสดงว่าสารที่ใช้ในการทดลองมีองค์             ประกอบอย่างน้อยเท่ากับสิ่งที่เราแยกได้หรือมากกว่า

    ถ้าสารที่แยกออกมามีสีเดียวเราจะยังสรุปไม่ได้ว่าสารที่เราใช้ในการทดลองนั้นเป็นสารบริสุทธิ์            หรือมีองค์ประกอบเพียง1ชนิดเนื่องจากอาจจะมีสารอื่นปนอยู่ด้วยแต่สารนั้นแยกโดยวิธีนี้ไม่ได้หรือเราใช้ตัวทำละลายไม่เหมาะสม            ในการแยก

                         อัตราการเคลื่อนที่ของสารบนตัวดูดซับ(rate of flow; )    ขึ้นอยู่กับความสามารถในการละลายในตัวทำละลายและ            การถูกดูดซับของสารนั้นๆและสารแต่ละชนิดก็จะมีค่า .ที่แตกต่าง

 

 

[Update] 100 สถานที่สวยที่สุดในโลก อะเมซซิ่ง สวยตะลึง แทบลืมหายใจ !!! | สถาน ที่ ถ่าย พ รี เว ด ดิ้ ง ระยอง – Sambeauty

      มีสถานที่ในโลกอีกมากมายที่เรายังไม่เคยเห็น และ 100 สถานที่สวยที่สุดในโลก ที่เราได้รวบรวมไว้นี้ เป็นสถานที่ในฝันของหลายคน บางที่ก็สวยจนตะลึงเกือบลืมหายใจไปเลยทีเดียวค่ะ ตามมาดูกันว่า 100 สถานที่นี้ มีที่ไหนที่เราควรไปสัมผัสด้วยตาของตัวเองกันได้แล้วบ้าง !
 

สถานที่สวยที่สุดในโลก

 

1. Three Natural Bridges 

ประเทศจีน

 

       อุทยานแห่งชาติหลุมฟ้า 3 สะพานสวรรค์ (เทียนเชิงซ่านเฉียว) มรดกโลก ทางธรรมชาติที่มีความสวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ที่เมืองอู่หลง นครฉงชิ่ง ประเทศจีน เกิดจากการยุบตัวของเปลือกโลก ทำให้เกิดเป็นบ่อหลุมขนาดใหญ่ที่ลึกประมาณ 300-500 เมตร และมีบางส่วนเป็นโพรงทะลุเหมือนกับสะพานทอดข้ามระหว่างภูเขา 

อ่านรีวิวเพิ่มเติมได้ที่ อุทยานแห่งชาติหลุมฟ้า ภูผาอัศจรรย์ เมืองอู่หลง

==================

 

 

2. Petra

ประเทศจอร์แดน

 

       นครเพตรา คือนครหินแกะสลักโบราณที่ซ่อนตัวอย่างลึกลับในหุบเขาวาดี มูซา หุบเขาที่ตั้งอยู่ระหว่างทะเลสาบเดดซีกับ ทะเลอัคบาในประเทศจอร์แดน เป็นเมืองที่เจาะสลักเข้าไปในหินเกือบทั้งหมด รอบบริเวณ ไม่ว่าจะเป็น วิหาร หลุมศพ บันได โรงละคร ซึ่งขุดสลักมาแต่ยอดเขาลงมาเป็นหลืบลดหลั่นเป็นช่อชั้นงดงาม 

       ถือกันว่าเป็นศูนย์กลางของ อารยธรรมเบื้องต้นของเขตตะวันออกกลาง นครนี้แต่เดิมนั้นเป็นนครแห่งการค้าขนาดใหญ่ซึ่งต่อมาถูกละทิ้งเป็นเวลานานกว่า 700 ปี จนเมื่อมีนักสำรวจชาวสวิตเซอร์แลนด์ โยฮันน์ ลุควิก บวร์กฮาร์ท เดินทางผ่านมาพบเห็นเข้าเมื่อปี 1812 ภายหลังที่นี่เลยกลายเป็นแหล่งความรู้อย่างดีของนักโบราณคดี และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากที่หนึ่งในโลก 

==================

 

 

3. ทะเลสาบสีชมพู Hiller Lake (Pink Lake)

ประเทศออสเตรเลีย

 

        ทะเลสาบฮิลลิเออร์นี้ตั้งอยู่บนเกาะมิดเดิ้ล ไอส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย แปลกประหลาดล้ำตรงที่ว่าน้ำในทะเลสาบแห่งนี้มีสีชมพูเหมือนนมสตรอเบอร์รี่มิลค์เชค และถึงแม้ว่าในโลกนี้ยังมีทะเลสาบสีชมพูอีกหลายแห่ง แต่ทะเลสาบฮิลลิเออร์นั้นมีความแตกต่างจากทะเลสาบสีชมพูแห่งอื่นๆ ตรงที่น้ำในทะเลสาบเป็นสีชมพูจริงๆ ไม่ได้เกิดจากการตะกอน แสงสะท้อน หรือสาหร่ายในน้ำ

        เมื่อตักน้ำในทะเลสาบฮิลลิเออร์มาใส่ขวดก็จะได้น้ำสีชมพูใส และจะเป็นสีชมพูอยู่อย่างนี้ตลอดไปจนนักวิทยาศาสตร์อึ้งไปตามๆ กัน น่าอัศจรรย์ใจมาก ซึ่งมีข้อสันนิษฐานว่าสีชมพูนั้นเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในเกล็ดของเกลือนั่นเอง

==================

 

 

4. ทุ่งหญ้าสีชมพู Da Lat

ประเทศเวียดนาม

 

        สำหรับทุ่งหญ้าสีชมพูนี้ ตั้งอยู่ที่ เมืองดาลัต ประเทศเวียดนาม ขอบอกว่า มันชมพูจริงๆ  แถมยังฟรุ้งฟริ้งมากอีกด้วย เหมือนอยู่กลางทุ่งหญ้าในเกาหลี หรือยุโรปเป๊ะๆ เป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่สวยงามมากๆ 

อ่านรีวิวเพิ่มเติมได้ที่ 7 ที่เที่ยวถ่ายรูปสวย ดาลัด เวียดนามใต้

===================

 

 

5. Cinque Terre

ประเทศอิตาลี
 

        เมืองติดทะเลในเขต Liguria ของประเทศอิตาลีนั้นมีหมู่บ้าน 5 หมู่บ้านอยู่ติดกัน ซึ่งมีชื่อว่า Cinque Terre  และเป็นเมืองที่ได้รับการยกให้เป็น UNESCO World Heritage เพราะชายหาด ทะเล ภูเขา ในแถบนั้นสวยงามมากๆ และเป็นพื้นที่อนุรักษ์ของประเทศอิตาลีอีกด้วย
 

===================

 

 

6. Fairy Pools, Isle of Skye

ประเทศสก็อตแลนด์

 

   

        อย่างกับความฝันในตอนเด็ก ใครจะไปเชื่อว่า สักครั้งจะได้มีโอกาสลงไปแหวกว่ายในสระน้ำที่คนทั่วโลกบอกว่า ที่นี่แหละ สระว่ายน้ำของนางฟ้าในเทพนิยาย Fairy Pools นี้เป็นสระว่ายน้ำที่ธรรมชาติได้สรรสร้างขึ้นมาในหุบเขาเกลน บริทเทิล (Glen Brittle) ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเกาะสกาย (Isle of Skye) เกาะที่ใหญ่ที่สุดในเขตหมู่เกาะอินเนอร์ เฮบริดีส (Inner Hebrides) หมู่เกาะที่อยู่นอกชายฝั่งตะวันตกของสก็อตแลนด์

อ่านรีวิวเพิ่มเติมได้ที่ Fairy Pools สระน้ำในเทพนิยายที่มีอยู่จริง น้ำใสราวกับคริสตัล 

==================

 

 

7. Mamanuca Islands

ประเทศฟิจิ

 

 

        เกาะ Mamanuca เป็นเกาะสวรรค์ที่เหมือนหลุดออกมาจากโปสการ์ดสวยๆ เป็นหมู่เกาะที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของฟิจิ เพราะที่นี่มีความงามที่ยังบริสุทธิ์และโดดเด่นคงเหลืออยู่ อีกทั้งยังมีกิจกรรมหลากหลายรูปแบบให้คนบนเกาะสนุกได้โดยไม่เบื่อ

==================
 

 

8. Jellyfish Lake หมู่เกาะ Palau

ประเทศปาเลา

 

 

        ทะเลสาบแมงกะพรุนไร้พิษ หรือ Jellyfish Lake นี้ตั้งอยู่บนเกาะ Eil Malk ซึ่งเป็นเกาะหนึ่งในหมู่เกาะ Rock Islands ที่สาธารณรัฐปาเลา ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดดำน้ำยอดนิยมที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และจุดเด่นที่สุดของที่นี่คือ แมงกะพรุนทอง (Golden Jellyfish) นับล้านตัวแหวกว่ายอยู่ 

อ่านรีวิวเพิ่มเติมได้ที่ ทะเลสาบแมงกะพรุน ไร้พิษ Jellyfish Lake ปาเลา

==================

 

 

9. Giant’s Causeway

ประเทศไอร์แลนด์

 

 

        Giants Causeway Beach นี้เป็นชายหาดที่เต็มไปด้วยเสาหินกว่า 40,000 แท่ง และยังได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโกในปี 1986 บนชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของไอร์แลนด์เหนืออีกด้วย ใครที่อยากไปเที่ยวที่นี่ต้องระวังหินทิ่มขากันสักหน่อย

===================

 

 

10. Glass Beach

แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

 

 

        ชายหาดแก้วแห่งนี้ เดิมที่เป็นที่ทิ้งขยะของรัฐแคลิฟอร์เนีย หลายสิบปีผ่านไป ขยะที่เป็นเศษแก้วถูกคลื่นซัดสาดหายไป จนกลายเป็นชายหาดแสนสวยอย่าวน่าอัศจรรย์ 

==================

 

 

11. Motonosumi-Inari Shrine

ประเทศญี่ปุ่น

 

 

        เสาโทริอิสีแดงตั้งตระง่านจากภูเขาไปจนถึงทะเล 1 ใน 29 สถานที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น ที่นี่คือ Motonosumi-inari Shrine ศาลเจ้าที่ช่วยให้ผู้คนที่มาอธิษฐานประสบความสำเร็จ เชื่อไหมล่ะว่า หลังจากที่คุณหย่อยเงินบริจาคลงในกล่องรับบริจาคตรงเสาโทริอิต้นสุดท้าย ความหวังทั้งหลายของคุณจะประสบความสำเร็จ 

==================

 

 

12. Reykjavik

ประเทศไอซ์แลนด์

 

        เรคยาวิก เป็นเมืองหลวงของประเทศไอซ์แลนด์ และเป็นเมืองหลวงที่ตั้งอยู่ใกล้กับขั้วโลกเหนือมากที่สุด โดยตั้งอยู่ไม่ไกลจากเส้นอาร์กติกเซอร์เคิลมากนัก แม้ว่าที่นี่จะเป็นหนึ่งในจุดที่หนาวที่สุดของยุโรป แต่ก็เต็มไปด้วยบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติ การได้แช่ในบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติท่ามกลางความหนาวเย็นยะเยือกเป็นสิ่งที่ทุกคนถวิลหาในหน้าหนาว    

===================
 

 

13. Pamukkale

ประเทศตุรกี

 

       ธารน้ำแร่ใต้ดินไหลรวมเป็นแอ่งน้ำหินปูน เหมือนเป็นสระว่ายน้ำไร้ขอบธรรมชาติที่สวยงาม เกิดจากปรากฏการณ์ที่ตะกอนของหินปูนทำปฏิกิริยากับอากาศ จับตัวแข็งกลายเป็นแอ่ง และมีธารน้ำแร่ใต้ดินไหลเอ่อล้นผุดขึ้นมาบนพื้นผิว รวมเป็นแอ่งน้ำหินปูนที่ลดหลั่นกัน กว้าง 300 เมตร ยาวกว่า 3 กิโลเมตร ก่อนไหลลงจากผาสูง 100 เมตร 

==================
 

 

14. Santorini

ประเทศกรีซ

 

  

        Santorini เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่แสนจะดึงดูดใจนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก กลุ่มอาคารสีขาว รูปทรงแปลกตาที่ตั้งลดหลั่นกันตามเชิงเขาสูงชัน และโบสถ์แสนสวยที่มียอดโดมสีฟ้าสดใส เป็นเหมือนสัยลักษณ์ของที่นี่ ทำให้ใครๆ ก็อยากมาพักผ่อนในเมืองแสนสวยนี้ดูสักครั้ง
 

==================  

 

 

15. Neuschwanstein Castle

ประเทศเยอรมนี

 

 

       พระราชวังสมัยศตวรรษที่ 19 ตั้งอยู่บนเนินเขาขรุขระทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของบาวาเรีย ประเทศเยอรมัน มีลักษณะเหมือนปราสาทในเทพนิยาย จนติดอันดับ  9 สถานที่ เทพนิยายที่มีอยู่จริงบนผืนโลก   

       พระราชวังแห่งนี้เปิดให้ประชาชนเข้าชม และเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์หลายต่อหลายเรื่อง และแม้จะเป็นปราสาทยุคกลางของลุดวิก (Ludwig) แต่ก็มีเทคโนโลยีทันสมัย ทั้งห้องน้ำแสนสะอาด มีน้ำร้อน น้ำเย็น กันเลยทีเดียว

==================
 

 

 

16. Ha Long Bay

เวียดนาม

 

 

       ฮาลองเบย์ มหัศจรรย์แห่งอ่าวมังกรตกน้ำ 1 ใน 10 อันดับ สุดยอดสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตในอาเซียน ตามนิทานปรัมปราของชาวเวียดนาม ที่กล่าวถึงมังกรโบราณซึ่งเคยร่อนมาลงในอ่าวนี้เมื่อครั้งดึกดำบรรพ์ และชื่อของฮาลอง ก็แปลได้ว่า มังกรร่อนลง

       จากความสวยงามและสมบูรณ์ของอ่าวฮาลอง ทำให้ที่นี่ประกาศได้เป็น มรดกโลก ทางธรรมชาติ จากองค์กรยูเนสโก ในปี พ.ศ. 2537 เสน่ห์ของที่นี่คือ เกาะหินปูนเกือบ 2,000 เกาะ ซึ่งมีถ้ำมากมายรอให้เราไปชม แถมที่นี่ยังมีอ่าวที่เหมาะแก่การพายเรือคายัคอีกด้วย

อ่านรีวิวเพิ่มเติมได้ที่ 5 ที่เที่ยว เวียดนาม ความงามแห่งอาเซียน

==================
 

 

17. Fingal’s Cave

ประเทศสก็อตแลนด์

 

  

       แม้ว่า ถ้ำฟิงกอล ที่ประเทศสก็อตแลนด์ นี้มันอาจจะดูเหมือนเป็นโครงสร้างบล็อกๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้น แต่ความจริงแล้วเสาหินหกเหลี่ยมนี้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติจำนวนมาก ด้วยสภาพถ้ำที่เป็นโพรงแนวยาว ทำให้ภายในถ้ำเกิดเป็นเสียงสะท้อน คล้ายเสียงดนตรีได้ด้วย บางทีคนก็เรียกถ้ำนี้ว่า “Cave of melody”

===================

 

 

18. St. Lucia

ประเทศเซนต์ลูเซีย

 

  

        St. Lucia เป็นประเทศที่เป็นเกาะ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของทะเลแคริบเบียน มีลักษณะเป็นเกาะภูเขาไฟ และเป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะเลสเซอร์แอนทิลลีส (Lesser Antilles) ที่นี่มีภูมิประเทศที่สวยงาม น้ำทะเลใสราวกับกระจก

===================

 

 

19. Venice

ประเทศอิตาลี

 

  

      ในบรรดาเมืองท่องเที่ยวของอิตาลี เมืองเวนิส ดูจะเป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์เฉพาะที่แตกต่างจากทุกเมืองในโลก เป็นเมืองที่ตั้งอยู่กลางทะเลสาบที่สวยงามจนได้ฉายาว่าเป็น “ราชินีแห่งทะเลอาเดรียติก” ( The Queen of the Adriatic) หรือ “เมืองแห่งสายน้ำ” (The City of Water)

       ที่มีคลองสำหรับใช้สัญจรแทนถนนมากกว่า 150 สาย และมีเรือกอนโดลา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์หนึ่งของเวนิส อีกทั้งยังเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยสีสันแห่งศิลปวัฒนธรรม และดนตรียามค่ำคืนที่ผู้คนทั่วโลกรู้จัก และใฝ่ฝันอยากมาเทียวชมสักครั้งในชีวิต

       เวนิสเป็นที่รู้จักกันมาช้านานในประวัติศาสตร์ ในฐานะที่เป็นศูนย์กลางการเดินเรือ และการค้าของทวีปยุโรปนับพันปี แต่น่าเสียดาย เพราะนักวิชาการหลายคนกล่าวไว้ว่า เวนิสอาจจะจม และหายไปในที่สุด ที่นี่จึงกลายเป็น ที่เที่ยวต้องไป ก่อนที่จะหายไปจากแผนที่โลก !

อ่านรีวิวเพิ่มเติมได้ที่ 6 ที่เที่ยว เวนิส เมืองในฝัน ชาตินี้ไม่ไป ตายตาไม่หลับ

=================

 

 
 
20. Yellowstone National Park

สหรัฐอเมริกา 

 

  

        เยลโลว์ สโตน เป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของอเมริกาและแห่งแรกของโลกด้วย มีพื้นที่ทั้งหมดอยู่บนที่ราบสูงบนเทือกเขาร็อคกี้ มากกว่า 2 ล้านเอเคอร์ อีกทั้งยังมีบ่อน้ำร้อน และน้ำพุร้อนมากกว่า 10,000 แห่ง

       ดินแดนแห่งนี้มีอายุมากกว่า 600,000 ปี เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟ ทิ้งร่องรอยของหินละลายที่พุ่งผ่านผิวโลกขึ้นมาเย็นตัว เกิดเป็นภูเขาสูง ที่ราบและหุบเหวที่สวยงาม นอกจากนี้ยังมีสัตว์ป่าที่น่าสนใจมากมาย

อ่านรีวิวเพิ่มเติมได้ที่ 20 ที่เที่ยว อเมริกา สวยขั้นเทพ 

==================

 

 

21. Zion National Park

สหรัฐอเมริกา

 

  

       Zion National Park อุทยานแห่งชาติที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่ามาเยือน และมีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งของรัฐยูทาห์  สภาพภูมิประเทศส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นภูมิทัศน์ทะเลทราย ประกอบไปด้วยภูเขา หน้าผาหินทราย หุบเขาลึก ที่ล้อมรอบไปด้วยทะเลทรายกันกว้างใหญ่ เป็นจุดหลายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการเดินป่าและปีนเขา 

==================

 

 

22. Great Blue Hole

ประเทศเบลิส

 

  

        หลุมยักษ์น้ำเงินครามแห่งเบลิซ ประเทศนี้อยู่บนฝั่งตะวันออกของอเมริกากลาง ริมทะเลแคริบเบียน หลุมนี้อยู่ห่างจากชายฝั่งเบลิซประมาณ 60 ไมล์ เส้นผ่าศูนย์กลาง 984 ฟุต กับความลึกประมาณ 410 ฟุต เชื่อกันว่าหลุมนี้เป็นหลุมกลางทะเลที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก สันนิษฐานกันว่ามันก่อตัวขึ้นในยุคน้ำแข็ง แถมหลุมนี้ยังเป็น 1 ใน 7 หลุมที่นักประดาน้ำจัดอันดับสถานที่น่าดำน้ำที่สุดในโลกอีกด้วย

==================
 

 

23. Horsetail Falls, Yosemite National Park

สหรัฐอเมริกา

 

 

        น้ำตกเพลิง Firefall หรือ น้ำตก Horsetail Falls ณ อุทยานแห่งชาติ Yosemite สหรัฐอเมริกา เป็นน้ำตกที่สวยที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือ และเป็นความงดงามอันแสนจะหาดูได้ยาก เพราะจะปรากฏให้เห็นเพียงปีละครั้ง กลางเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงที่แสงอาทิตย์ตกกระทบ สาดส่อง น้ำตก พอเหมาะพอดี เกิดเป็นสายลาวา ลู่ลงเบื้อล่างเหมือนหางม้าอันงดงาม

==================

  
 
 
24. Shirakawa-go

ประเทศญี่ปุ่น

 

 

        หมู่บ้านชิราคาวาโกะ ตั้งอยู่ในเมืองกิฟุและโทยามะ เป็นหมู่บ้านที่มีชื่อเสียงได้รับการคัดเลือกให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก โดดเด่นด้วยอาคารแบบดั้งเดิมที่เรียกว่า Gassho-zukuri สร้างด้วยวัสดุธรรมชาติ ไม่ใช้ตะปูแม้แต่ตัวเดียว มีความเก่าแก่กว่า 300 ปี เป็นหมู่บ้านที่มีความงดงามมากโดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่หิมะตกโปรยปราย

อ่านรีวิวเพิ่มเติมได้ที่  ชิราคาวาโกะ เมืองมรดกโลก ที่ญี่ปุ่น หมู่บ้านนินจา

===================
 
 

 

25. Panjin Red Beach

ประเทศจีน

 

  

       Panjin Red Beach ในเมืองเหลียวหนิง ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน จะเปลี่ยนเป็นสีแดเข้มทุกครั้งเมื่อถึงฤดูใบไม้ร่วง อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่ที่สุดที่ได้รับการอนุรักษ์จากรัฐบาลจีน ที่นี่ยังเป็นที่อยู่อาศัยของนกกว่า 260 สายพันธุ์ รวมถึงนกกระเรียนแดงที่เป็นสัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์และสัตว์ป่าอีกราว 400 ชนิด

==================

 

 

26. Sea Cliffs, Etretat

ประเทศฝรั่งเศส

 

 

       หน้าผาและเสาหินโค้งธรรมชาติ (The Cliffs at Etretat) จุดท่องเที่ยวแห่งนี้ได้กลายเป็นสถานที่ดึงดูดเหล่านักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีชายหาดที่ขนานไปกับแนวยาวของชายฝั่ง ซึ่งมีความสวยงามมากแห่งหนึ่งอีกด้วย   

===================
 

 

27. Beachy Head

ประเทศอังกฤษ

 

  

        หน้าผาชอล์กริมทะเลที่สูงที่สุดในสหราชอาณาจักร และอังกฤษ นอกจากที่นี่จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่น่าสนใจแล้ว ยังเป็นภูมิประเทศที่เหมาะสำหรับเล่นกีฬาประเภทเอ็กซ์ทรีม อย่างเช่น กระโดดร่ม เป็นต้น
 

===================

 

 

28. Cristo Redentor Statue

ประเทศบราซิล

 

 

        “สายตาของพระคริสต์ที่จับตามองลงมายังเมืองช่วยทำให้เมืองนี้ผาสุกเพียงใด ?” Cristo Redentor statue รูปปั้นพระเยซู ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขา Corcovado ซึ่งสูงประมาณ 2,300 ฟุตจากเมืองริโอ เดอจาเนโร เป็นสิ่งที่ทุกคนอยากจะไปเห็นสักครั้งถึงความยิ่งใหญ่ และมุมมองที่พระคริสต์เห็นเมืองนี้อยู่ทุกๆ วัน นอกจากนั้น ที่นี่ยังเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ อีกด้วย

อ่านรีวิวเพิ่มเติมได้ที่ เที่ยวบราซิล ตะลุย 10 ที่เที่ยว ริโอ เดอ จาเนโร

==================

 

 

29. Shifen Waterfall

ประเทศไต้หวัน

 

  

        น้ำตกที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของไต้หวัน อยู่ในย่านผิงซี (Pingxi District) เมืองนิวไทเป (New Taipei City) แม้น้ำตกซือเฟิ่นจะมีขนาดที่ไม่ใหญ่มากนักด้วยความสูง 20 เมตร กว้าง 40 เมตร แต่ก็สร้างความประทับใจให้แก่ผู้เข้าชม จนได้รับการขนานนามว่า “ไนแองการ่าแห่งไต้หวัน” (Taiwan’s Niagara Falls) 

===================

 

 
 
30. The Alhambra

ประเทศสเปน

 

 

        The Alhambra ไม่ได้เป็นเพียงสมบัติทางสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสเปน แต่ยังเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลก พระราชวังที่สวยงามแกะสลักโดยช่างฝีมือประณีต ความสวยงามและยิ่งใหญ่นี้ ต้องได้ไปสัมผัสสักครั้ง

====================

 

 

31.Galapagos Islands

ประเทศเอกวาดอร์

 

 

        หมู่เกาะกาลาปากอส เป็นหมู่เกาะกลางมหาสมุทรแปซิฟิก มีความน่าสนใจทั้งด้านธรณีวิทยา สัตววิทยา และนิเวศวิทยาเป็นอย่างยิ่ง ความพิเศษของที่แห่งนี้ คือ เป็นที่อาศัยอยู่ของสัตว์ท้องถิ่นที่มีลักษณะแปลกๆ มากมาย และ 75% ของสัตว์ทั้งหมดนี้สามารถพบได้ที่นี่ที่เดียวในโลก ประประเทศเอกวาดอร์ เทศเอกวาดอร์
  

=================
 
 

 

32. Wat Pho  

ประเทศไทย

 

 

        ใกล้กับพระบรมมหาราชวัง ในกรุงเทพฯ ยังมีวัดโพธิ์ท่าเตียน พระนอนองค์ใหญ่ ที่สร้างความประทับใจให้นักท่องเที่ยวจากปากต่อปาก ที่นี่เป็นวัดเก่าที่มีความสวยงาม ถูกบูรณะโดยรัชกาลที่ 3 เรียกได้ว่า ใครมาถึงกรุงเทพฯ ล่ะก็ ต้องแวะมาไหว้พระนอนที่นี่สักครั้ง

================
 

 

33. Dunnottar Castle

ประเทศสก็อตแลนด์

 

 

        Dunnottar Castle ตั้งอยู่ที่ประเทศสก็อตแลนด์ เป็นปราสาทบนเนินผา ริมทะเล เคยเป็นที่พำนักของราชวงศ์ของ Earls Marischal แห่งสก็อตแลนด์ค่ะ ครั้งหนึ่งเคยเป็นราชวงศ์ที่มีอำนาจสูงสุดในดินแดนนั้น และแถมยังเป็นราชวงศ์ที่มีอำนาจในการควบคุมกิจกรรมที่เป็นพิธีการต่างๆ รวมถึงพิธีราชาภิเษกอีกด้วย เคยถูกใช้เป็นป้อมปราการ ตั้งแต่ศตวรรษที่ 15

=================

 

 

34. Coastal Potholes

มีกระจายอยู่ทั่วโลก

 

        หมายถึงหลุมที่เกิดบริเวณพื้นท้องน้ำ บริเวณน้ำตก และบริเวณที่ทางน้ำไหลเชี่ยว เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่สวยงามทางธรณีวิทยาที่พบเห็นได้ทั่วไป 

================

 

 

35. Nottingham Castle

ประเทศอังกฤษ

 

 

       Nottingham Castle คือ พระราชวังที่สร้างขึ้นในยุคศตวรรษที่ 17ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ตั้งป้อมปราการของราชวงศ์ประเทศอังกฤษ แต่สิ่งปลูกสร้างเกือบทั้งหมดได้ถูกทำลายลงระหว่างช่วงสงครามกลางเมืองอังกฤษเมื่อยุคศตวรรษที่ 17

=================

  
 
 36. Zhangjiajie

ประเทศจีน

 

 

       เมืองลอยฟ้า สวยแต่เสียว!  มรดกโลกจางเจียเจี้ย ภูเขาลอยฟ้าที่นี่เป็นสถานที่ถ่ายทำหนังชื่อดังอย่าง “อวตาร” ถ้าได้มาเที่ยวต้องไม่พลาดขึ้นกระเช้าลอยฟ้ายาวที่สุดในโลก แล้วไปเดินทางเดินกระจกริมผาที่มีความสูงถึง 1,433 เมตร ที่นี่ยังเป็น 1 ใน 10 สุดยอดสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศจีน ที่ต้องไปพิชิตให้ได้อีกด้วย

=================

 

 

37. Moraine Lake

ประเทศแคนาดา

 

 

       ทะเลสาบสีฟ้าสวยแห่งนี้ชื่อว่า Moraine Lake ประเทศแคนาดา เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติแบมฟ์ (Banff National Park) ในหุบเขา the Valley of the Ten Peaks น้ำสีฟ้าสวยนี้เกิดจากการหักเหของแสงและธารน้ำแข็ง ซึ่งน้ำของทะเลสาบจะสีสวยแบบนี้สุดๆในช่วงปลายเดือนมิถุนายน

==================

  
 
 
38. Atlantic Ocean Road

ประเทศนอร์เวย์

 

 

       Atlantic Ocean Road มีความยาวทั้งสิ้น 8.3 กิโลเมตรในประเทศนอร์เวย์ สร้างทอดยาวไปตามเกาะแก่งต่างๆ ในทะเล เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่สวยงาม แต่ก็หวาดเสียวมากๆ อีกด้วย

=================
 
 

 

39. Kinkaku-ji Temple

ประเทศญี่ปุ่น

 

 

       ใครที่เป็นสาวกการ์ตูนญี่ปุ่นชื่อดัง เรื่องอิ๊กคิวซัง จะต้องรู้จักวัดนี้เป็นอย่างดี วัดนี้ยังมีอีกชื่อหนึ่งว่า วัดทอง จุดเด่นของวัดอยู่ที่บริเวณ ปราสาทคินคาคุจิ เป็็นปราสาทที่งดงามราวกับภาพวาด

=================

  
 
 
40. Prague

สาธารณรัฐเช็ก

 

 

       โคมไฟที่ถนนบวกสถาปัตยกรรมที่งดงามภายใต้หิมะโปรยปรายทำให้ปรากเหมือนเมืองในเทพนิยาย ความสวยของปรากภายใต้แผ่นหิมะหนาๆ ที่ทำให้ละสายตาไปไม่ได้คือ เมืองเก่าพร้อมสถาปัตยกรรม ป้อมปราการและห้องใต้ดินสมัยโรมัน

================

 

 

41. Great Barrier Reef

ประเทศออสเตรเลีย

 

       สวรรค์ของนักประดาน้ำ แนวปะการังที่ใหญ่ที่สุดในโลกนี้ อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศออสเตรเลีย ประกอบไปด้วยปะการังกว่า 400 สปีชี่ส์ สวรรค์ใต้ทะเลแห่งนี้เป็นที่อยู่ของปลาโลมา สัตว์เลื้อยคลาน พันธุ์ปลาเขตร้อน และสิ่งมีชีวิตทางทะเลนับไม่ถ้วน นอกจากใต้ทะเลแล้ว ยังมีเกาะที่งดงามด้วยหาดทรายขาว และโขดหิน ซึ่งเป็นบ้านของสัตว์ป่า และนกว่าหลายร้อยชนิด

==================

42. Jigokudani Monkey Park

ประเทศญี่ปุ่น

 

       หลายคนมาออนเซ็นในช่วงฤดูใบไม้ผลิ และฤดูหนาว แต่ที่นี่พวกเขาหวังมากกว่านั้น !! ที่มากกว่าที่อื่นก็คือ การมาดูลิงแช่น้ำร้อนที่ออนซ็นนั่นเอง ลิงกว่า 200 ตังที่อาศัยอยู่บนภูเขาจะลงมาแช่น้ำร้อน เพราะเวลาหนึ่งในสามของแต่ละปีจะถูกปกคลุมด้วยหิมะ นักท่องเที่ยวก็จะนิยมมาแช่ออนเซ็นกับลิง ได้บรรยากาศเหมือนมาดาวเคราะห์ของลิงเลยทีเดียว

================

43. Chichen Itza

ประเทศเม็กซิโก

 

       ชีเชนอิตซา เป็นภาษามายา แปลว่า ต้นทางแห่งความสุขสบายของประชาชน ตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศเม็กซิโก เป็นแหล่งโบราณคดีที่สร้างขึ้นโดยชาวมายันซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ของเทพเจ้า ที่นี่เป็นสิ่งก่อสร้างที่มีชื่อเสียงที่สุดของอาณาจักรมายา ถูกสร้างขึ้นในช่วงที่อารยธรรมเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด ทำให้ ชีเชนอิตซา จึงเป็นสิ่งก่อสร้างที่แสดงออกถึงภูมิปัญญาทั้งหมดของชาวมายันทั้งด้านสถาปัตยกรรม วิศวกรรม ศิลปกรรม ดาราศาสตร์ ปฏิทิน เป็นต้น

==================

 

 

44. Dead Sea

ประเทศจอร์แดน และอิสราเอล

 

        ทะเลที่แสนมหัศจรรย์ใจของโลก คนที่ไปเล่นน้ำในทะเลแห่งนี้จะไม่มีวันจมแม้ว่าเราจะอ้วนขนาดไหน นั่นเป็นเพราะทะเลสาบแห่งนี้ที่มีความเค็มมากกว่าทะเลทั่วไปถึง 10 เท่า จนคนสามารถลอยบนผิวน้ำได้

         ระดับน้ำอยู่ต่ำที่สุดในบรรดาทะเลทั้งหลาย คือต่ำกว่าระดับน้ำทะเลปานกลางลงไปอีกประมาณ 400 เมตรทีเดียว แต่ด้วยสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง ปริมาณฝน และการไหลเวียนของน้ำ ทำให้น้ำจากแม่น้ำจอร์แดนซึ่งเป็นแหล่งน้ำหลักแหล่งเดียวที่ให้น้ำแก่ที่นี่ลดปริมาณลง ส่งผลให้ในช่วงสี่สิบปีที่ผ่านมาทะเลสาบแห่งนี้มีความกว้างลดลงกว่าเดิมถึง 1 ใน 3 และยังมีระดับน้ำต่ำลงอีกกว่า 2.40 เมตร และคาดว่าขนาดของน้ำจะลดลงเรื่องจนอีก 50 ปีข้างหน้าก็จะกลายเป็นเพียงที่โล้งกว้าง

==================  

 

 

45. Sea Cave

ประเทศมอลตา

 

        เป็นถ้ำที่พบตามบริเวณชายฝั่งทะเล หรือชายฝั่งของเกาะต่างๆ โดยการเกิดถ้