[NEW] | สถาน ที่ ถ่าย พ รี เว ด ดิ้ ง ฟรี – Sambeauty

สถาน ที่ ถ่าย พ รี เว ด ดิ้ ง ฟรี: คุณกำลังดูกระทู้



Book cover วิชาห้าสิบเล่มเกวียน





How much do you like this book?

What’s the quality of the file?

Download the book for quality assessment

What’s the quality of the downloaded files?









ISBN 13:



PDF, 2.95 MB

Download (pdf, 2.95 MB)


The file will be sent to your email address. It may take up to 1-5 minutes before you receive it.

The file will be sent to your Kindle account. It may takes up to 1-5 minutes before you received it.

Please note: you need to verify every book you want to send to your Kindle. Check your mailbox for the verification email from Amazon Kindle.

You may be interested in

Powered by Rec2Me


Most frequently terms



Related Booklists




Teenage Mutant Ninja Turtles

BantamDave Morris [Morris, Dave]






EPUB, 1.10 MB





Master60 重新思考力 31032021

Master60 重新思考力 31032021






PDF, 11.03 MB





The best of a book is not the thought which it contains,
but the thought which it suggests; just as the charm of
music dwells not in the tones but in the echoes of our
- Oliver Wendell Holmes -

A truly good book teaches me better than to read it.
I must soon lay it down, and commence living on its
hint.... What I began by reading, I must finish by acting.
- Henry David Thoreau -

I find television to be very educating. Every time
somebody turns on the set, I go in the other room and
read a book.
- Groucho Marx -

วิชา 50 เล่มเกวียน

พิมพ์ครัง้ แรก
กรกฎาคม 2552
ราคา 200 บาท
สฤณี อาชวานันทกุล
ภิญโญ ไตรสุรยิ ธรรมา
สินนี าถ เศรษฐพิศาล
นุสรา ประกายพิสทุ ธิ์

สำ�นักพิมพ์ openbooks
286 ถนนพิชยั แขวงถนนนครไชยศรี
ดุสติ กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์ 02 669 5145
โทรสาร 02 669 5146
email: pinyopen@yahoo.com
บริษทั เคล็ดไทย จำ�กัด
117-119 ถนนเฟือ่ งนคร ตรงข้ามวัดราชบพิธ
กรุงเทพ 10200
โทรศัพท์ 02 225 9536-40
โทรสาร 02 222 5188

National Library of Thailand Cataloging in Publication Data
สฤณี อาชวานันทกุล.
วิชา 50 เล่มเกวียน.-- กรุงเทพฯ : โอเพ่นบุก๊ ส์, 2552.
288 หน้า.
1. หนังสือและการอ่าน. 2. การเล่าเรือ่ งหนังสือ. I. ชือ่ เรือ่ ง.
ISBN 978-974-8233-73-4


12 :


20 : 001. The Long Tail

Why the Future of Business is Selling Less of More

24 : 002. Fooled by Randomness

The Hidden Role of Chance in Life and in the Markets

28 : 003. A Whole New Mind

Why Right-Brainers Will Rule the Future

32 : 004. The Undercover Economist

Exposing Why the Rich Are Rich, the Poor Are Poor--and
Why You Can Never Buy a Decent Used Car!

36 : 005. The Omnivore’s Dilemma
A Natural History of Four Meals

40 : 006. Gangs of America

The Rise of Corporate Power and the Disabling of

44 : 007. In the Bubble

Designing in a Complex World

48 : 008. Failure

An Autobiography

52 : 009. Conspiracy of Fools
A True Story

56 : 010.;  Blessed Unrest

How the Largest Movement in the World Came into Being
and Why No One Saw It Coming

60 : 011. Infectious Greed

How Deceit and Risk Corrupted the Financial Markets

64 : 012. The World Without Us
66 : 013. The Power of Gold
The History of an Obsession

70 : 014. The Art of Travel

74 : 015. The Accidental Investment Banker
Inside the Decade That Transformed Wall Street

80 : 016. The Tao of Pooh
84 : 017. Junk Science

An Overdue Indictment of Government, Industry, and Faith Groups
That Twist Science for Their Own Gain

88 : 018. The Fortune at the Bottom of the Pyramid
Eradicating Poverty Through Profits

94 :

019. Under the Banner of Heaven

A Story of Violent Faith

100 : 020. Internal Combustion

How Corporations and Governments Addicted the World to Oil and
Derailed the Alternatives

106 : 021. Shakespeare
The World as Stage

112 : 022. Humble Masterpieces
Everyday Marvels of Design

118 : 023. Supercapitalism

The Transformation of Business, Democracy, and Everyday Life

124 : 024. Kuhaku & Other Accounts from Japan
130 : 025. Mind’s Eye

Collections of Hand-Coloured Black and White Photographs

136 : 026. Leaving Microsoft to Change the World
An Entrepreneur’s Odyssey to Educate the World’s Children

142 : 027. The Last Lecture
148 : 028. cradle to cradle

Remaking the Way We Make Things

154 : 029. Creating a World Without Poverty
Social Business and the Future of Capitalism

160 : 030. The New Paradigm for Financial Markets
The Credit Crisis of 2008 and What It Means

166 : 031. Isaac Newton
172 : 032. The Gridlock Economy

How Too Much Ownership Wrecks Markets, Stops Innovation, and
Costs Lives

178 : 033. The End of Food

184 : 034. The Nine

Inside the Secret World of the Supreme Court

190 : 035. Six Degrees

Our Future on a Hotter Planet

196 : 036. Nudge

Improving Decisions About Health, Wealth, and Happiness

202 : 037. Outliers

The Story of Success

208 : 038. The Toothpick
Technology and Culture

214 : 039. Plan B 3.0

Mobilizing to Save Civilization

222 : 040. Banana

The Fate of the Fruit that Changed the World

228 : 041. The Power of Unreasonable People

How Social Entrepreneurs Create Markets That Change the World

234 : 042. Remix

Making Art and Commerce Thrive in the Hybrid Economy

240 : 043. The Genesis Machines
The New Science of Biocomputing

246 : 044. Warren Buffett and the Interpretation of
Financial Statements

The Search for the Company with a Durable Competitive Advantage

252 : 045. Collapse

How Societies Choose to Fail or Succeed

258 : 046. Animal Spirits

How Human Psychology Drives the Economy, and Why It Matters for
Global Capitalism

264 : 047. The Post-American World
270 : 048. Market Rebels

How Activists Make or Break Radical Innovations

276 : 049. Rules of Thumb

52 Truths for Winning at Business Without Losing Your Self

282 : 050. Ecological Intelligence

How Knowing the Hidden Impacts of What We Buy Can Change


บาร์ บ ารา คิ ง ซอลเวอร์ นั ก เขี ย นนิ ย ายชาวอเมริ กั น หนึ่ ง ใน
นักเขียนในดวงใจของผู้เขียน กล่าวในงานรับปริญญาของมหาวิทยาลัยดุ๊ก เดือนพฤษภาคม 2551 ว่า
The wisdom of each generation is necessarily new.
ปัญญาของคนแต่ละรุ่นต้องเป็นของใหม่ ไม่ว่าจะใหม่
ถอดด้ามหรือต่อยอดจากปัญญาเก่า เพราะคนแต่ละรุ่นย่อมเผชิญ
กับความท้าทายและวิถีชีวิตใหม่ๆ ที่คนรุ่นเก่าไม่เข้าใจหรือตาม
อาทิ ต ย์ ด้ ว ยความเร็ ว ไม่ ต่ า งจากที่ มั น เคยหมุ น ก่ อ นกํ า เนิ ด ของ
มนุษยชาติ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและกระแสโลกาภิวัตน์ก็
ทําให้เรารู้สึกว่า โลกนี้หมุนเร็วกว่าที่เคยและฉุดให้เราวิ่งตามโดยที่
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 12

ในสังคมที่ ‘ผู้ใหญ่’ หลายคนยังทําตัวแบบผูกขาดความ
ดี ความงาม และความจริง กล่าวหาคนหนุ่มสาวว่าเหลวไหล
เลื่อนลอยแต่ในขณะเดียวกันก็ทําตัวหน้าไหว้หลังหลอก ไม่เคย
สร้างแรงบันดาลใจที่แท้จริงอันใดให้กับคนหนุ่มสาว สื่อส่วนใหญ่ก็
ตามมา คําถามจึงมีอยู่ว่า ‘ปัญญาใหม่’ ในคําคมของคิงซอลเวอร์
ถ่ายทอดความคิด ประสบการณ์ วิธีคิด และวิธีปฏิบัติที่ใช้การได้
แล้วว่า วาระการพัฒนาในศตวรรษที่ 21 จะถูกกําหนดและตีกรอบ
ด้วยประเด็นสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ นับตั้งแต่ปัญหาสิ่งแวดล้อม
และทรัพยากรร่อยหรอลุกลามเป็นปัญหาระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น
ภาวะโลกร้อน การขาดแคลนทรัพยากรน้ำ� ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่ก่อให้
เกิ ด ปั ญ หาสุ ข ภาพและตอกลิ่ ม ความเหลื่ อ มล้ำ � ในสั ง คมให้ ถ่ า ง
กว้างกว่าเดิม เพราะผู้ด้อยโอกาสย่อมเผชิญกับความเสี่ยงในการ
ลํ า พั ง ข้ อ เท็ จ จริ ง ที่ ว่ า หากคนทุ ก คนบนโลกนี้ ใ ช้ ชี วิ ต
เหมือนกับคนอเมริกัน เราจะต้องใช้โลกอีก 4 ใบ ก็เพียงพอแล้วที่
จะกระตุ้นให้เรามองเห็นว่า อารยธรรมมนุษย์ต้องปรับเปลี่ยนวิถี
และทิศทางการพัฒนาอย่างเร่งด่วน (ดังตัวอย่างในหนังสือเรื่อง
Plan B 3.0) ก่อนที่อารยธรรมจะเดินเข้าสู่จุดจบดังที่มีตัวอย่าง
มากมายให้เห็นในประวัติศาสตร์ (Collapse)
สฤณี อาชวานันทกุล :: 13

ถ้ามนุษย์ยังไม่เปลี่ยนแบบแผนการพัฒนา ภาวะโลก
ร้อนก็จะยิ่งทวีความรุนแรง อุณหภูมิโลกสูงขึ้นเพียงองศาเดียวก็
ก่ อ ให้ เ กิ ด ผลกระทบกว้ า งไกล มิ พั ก ต้ อ งพู ด ถึ ง หกองศา (Six
ในระดับที่ย่อลงมา ระบอบเศรษฐกิจแบบ ‘ทุนนิยม’ ที่
เราเคยรู้จักจะต้องเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะ
ทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม หลายอย่างที่เรา
เคยเชื่อว่า ‘ดีไร้ที่ติ’ กําลังเผยขีดจํากัดและอันตรายให้เห็น ไม่ว่า
จะเป็นเรื่องกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล (The Gridlock Economy) หรือ
ระบบทรั พ ย์ สิ น ทางปั ญ ญาที่ จ ะต้ อ งปรั บ แก้ ใ ห้ ห นุ น เสริ ม
“เศรษฐกิ จ ลู ก ผสม” ยุ ค อิ น เทอร์ เ น็ ต เพื่ อ ให้ ศิ ล ปะและธุ ร กิ จ
สามารถอยู่ร่วมโลกกันได้อย่างกลมกลืน (Remix) ซึ่งก่อนที่จะทํา
อย่ า งนั้ น ได้ เราต้ อ งมองเห็ น ศั ก ยภาพของอิ น เทอร์ เ น็ ต และ
เทคโนโลยีดิจิตัลอื่นๆ ในฐานะเครื่องมืออันทรงพลังที่จะส่งเสริม
ความหลากหลายและเศรษฐกิจภาคประชาชน ซึ่งอาจเรียกว่า
‘ทุนนิยมรากหญ้า’ (The Long Tail) และทําให้ ‘คนสมองขวานํา’
เป็นผู้นําในโลกธุรกิจ (A Whole New Mind)
ระบอบทุนนิยม โดยเฉพาะทุนนิยมแบบอุตสาหกรรมที่
เน้นการผลิตแบบแมส ได้ก่อให้เกิดปัญหามากมายต่อทั้งระบบ
นิ เ วศและสุ ข ภาพของผู้ บ ริ โ ภค (The End of Food, The
Omnivore’s Dilemma) ในขณะเดียวกัน นายทุนผู้ครองตลาดจํา
นวนมากก็อ้างว่านิยม ‘ตลาดเสรี’ แต่เพียงลมปาก ในความเป็น
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 14

โดยทํ า กิ จ กรรม ‘ซี เ อสอาร์ ’ เล็ ก ๆน้ อ ยๆ บั ง หน้ า (Supercapitalism) กีดกันคู่แข่งออกจากตลาด และกีดขวางการพัฒนา
นวั ต กรรมใหม่ ๆ ที่ จ ะทลายอํ า นาจผู ก ขาดและหนุ น เสริ ม การ
พัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจที่ขับ
เคลื่ อ นด้ ว ยน้ำ � มั น ซึ่ ง เป็ น เชื้ อ เพลิ ง ฟอสซิ ล ที่ มี วั น หมด ไปสู่
เทคโนโลยีสะอาดและพลังงานทดแทน (Internal Combustion)
และอ้างวิทยาศาสตร์แบบผิดๆ เพื่อหลอกให้ผู้บริโภคหลงเชื่อใน
สรรพคุณที่ไม่มีจริง (Junk Science)
อย่างยั่งยืน ด้วยบทบาทในการจัดสรรทุนนั้นจําเป็นอย่างยิ่งใน
เศรษฐกิจสมัยใหม่ แต่กลับกลายเป็นภาคส่วนที่โหมกระพือความ
โลภและความมักง่าย ซึ่งอันที่จริงประวัติศาสตร์ก็สอนเราแล้วว่า
ส่งผลมหาศาลเพียงใด (The Power of Gold) แทนที่ภาคการเงิน
จะหนุนเสริม ‘เศรษฐกิจจริง’ ที่ปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้คน
(The Conspiracy of Fools)
บังตา (Infectious Greed, The Accidental Investment Banker)
จนนั ก คิ ด และนั ก การเงิ น อี ก หลายคนอดรนทนไม่ ไ หว ออกมา
ใหม่ให้คํานึงถึง ‘ความไร้เหตุผล’ ของมนุษย์ว่าเป็นตัวแปรที่มอง
ข้ามไม่ได้ (The New Paradigm for Financial Markets, Animal
Spirits) และหวนคืนสู่หลักการเงินขั้นพื้นฐานที่เน้นการลงทุนใน
บริษัทที่มี ‘ความได้เปรียบอย่างยั่งยืน’ (Warren Buffett and the
สฤณี อาชวานันทกุล :: 15

Interpretation of Financial Statements)
แต่โลกยังไม่ไร้ซึ่งความหวัง ดังที่มันไม่เคยสิ้นไร้ในอดีต
เพี ย งแต่ เ ราอาจมองไม่ เ ห็ น หนทางที่ ส ร้ า งความหวั ง
เพราะมัวแต่ฟัง ‘ผู้ใหญ่’ ที่ชอบออกงานเสวนาและ ‘คนดัง’ ทั้ง
หลายที่ดังเพียงเพราะสื่อกระพือให้ดัง แทนที่จะเอาเวลาไปอ่าน
หนังสือจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในทุกสังคม เพราะเป็นสื่อที่
หนังสือจํานวนมากขึ้นเรื่อยๆ ถ่ายทอดกระบวนทัศน์ วิธี
คิด วิธีแก้ปัญหา และโมเดลการพัฒนาใหม่ถอดด้ามที่กําลังอุบัติ
(In the Bubble, cradle to cradle) การส่งเสริมเทคโนโลยีแขนง
ใหม่ที่เคารพและผสานรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติ (The
Genesis Machines) การมองให้เห็นความมีเหตุมีผลในพฤติกรรม
ที่ เ ราเคยคิ ด ว่ า ไร้ เ หตุ ผ ล (The Undercover Economist)
พฤติ ก รรมไร้ เ หตุ ผ ลที่ ส ามารถพยากรณ์ ไ ด้ และสาเหตุ ข อง
ปรากฏการณ์ทางสังคมต่างๆ ที่หักล้างอคติดั้งเดิม (Outliers) เพื่อ
ที่เราจะได้ออกแบบนโยบายและกลไกแบบใหม่ ที่ “สะกิด” ให้คน
เปลี่ยนพฤติกรรมโดยไม่รู้สึกว่าถูกบังคับ (Nudge) โดยยอมรับข้อ
บกพร่ อ งในธรรมชาติ ม นุ ษ ย์ ที่ ทํ า ให้ เ รามั ก จะประเมิ น ความ
สามารถของตั ว เองไว้ สู ง เกิ น ไป คิ ด ว่ า สามารถพยากรณ์ เ หตุ
บังเอิญที่พยากรณ์ไม่ได้ (Fooled by Randomness)
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 16

เราก็ จ ะต้ อ งเปลี่ ย นกฎหมายและกฎกติ ก าเสี ย ใหม่ ด้ ว ยความ
เข้ า ใจว่ า สิ ท ธิ ข องบริ ษั ท เอกชนนั้ น มิ ไ ด้ เ ป็ น สิ ท ธิ โ ดยธรรมชาติ
เฉกเช่ น สิ ท ธิ ม นุ ษ ยชน หากเป็ น ผลจากการตั ด สิ น ใจของผู้ ร่ า ง
กฎหมายและผู้พิพากษาในอดีต (Gangs of America) และดังนั้น
ถ้าเราคิดว่าตัวเราแต่ละคนนั้น ‘เล็ก’ เกินกว่าที่จะมีส่วน
สร้ า งการเปลี่ ย นแปลงใดๆได้ เราก็ น่ า จะได้ แ รงบั น ดาลใจจาก
ความพยายามมากมายในระดับรากหญ้า (Blessed Unrest) ที่
สร้างความเปลี่ยนแปลงในระดับท้องถิ่น แต่ใช้ประโยชน์จากเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันและสร้างแรง
กดดันระดับประเทศ ตลอดจนเข้าใจว่าเรามีพลังเพียงใดในฐานะ
ผู้บริโภค (Ecological Intelligence)
ผู้เชี่ยวชาญจํานวนมากขึ้นเรื่อยๆ เสนอว่าอเมริกา ใน
ฐานะมหาอํานาจขนาดใหญ่ที่สุดในโลก จะต้องเปลี่ยนบทบาทของ
ตน จาก ‘ตํารวจโลก’ เป็น ‘นายหน้าโลก’ ผู้ทําหน้าที่เชื่อมโยง
สร้างเครือข่าย และหนุนวาระการพัฒนาอยู่เบื้องหลัง (The PostAmerican World) ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจจํานวนมากขึ้นเรื่อยๆ กํา
คนจน (The Fortune at the Bottom of the Pyramid) มองเห็น
บทบาทที่ขาดไม่ได้ของ “แฟนพันธ์ุแท้” ในการผลักดันนวัตกรรมที่
เป็นประโยชน์ให้ได้รับความนิยมในวงกว้าง (Market Rebels)
และทํ า ธุ ร กิ จ อย่ า งมี ศั ก ดิ์ ศ รี แ ละด้ ว ยความจริ ง ใจ (Rules of
ในขณะเดียวกัน นักธุรกิจและนักพัฒนาเอกชนพันธุ์ใหม่
สฤณี อาชวานันทกุล :: 17

ที่ได้ชื่อว่า ‘ผู้ประกอบการเพื่อสังคม’ จํานวนหลายพันคนทั่วโลก
กําลังพิสูจน์ให้เห็นว่า กิจการแสวงหากําไรที่เอาเป้าหมายทาง
สังคมหรือสิ่งแวดล้อมเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่เอากําไรสูงสุดเป็นตัวตั้งนั้น
สามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืนในเชิงธุรกิจ (Creating a World Without
Poverty) หลายกิจการสามารถแย่งส่วนแบ่งตลาดมาจากผู้ครอง
ตลาดกระแสหลักและสร้างโมเดลความร่วมมือใหม่ๆ ที่ประสานผล
ประโยชน์ของธุรกิจ รัฐ และสังคมเข้าด้วยกันอย่างเป็นธรรมและ
ยั่งยืน (The Power of Unreasonable People) และนักธุรกิจ
เพื่อสังคมที่ตื่นเต้นและท้าทายไม่น้อยกว่าในโลกธุรกิจ (Leaving
Microsoft to Change the World)
ทางที่ทําให้เรามองความเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์กับสังคม ยอมรับ
ความแตกต่ า งหลากหลายทางวั ฒ นธรรม (Kuhaku & Other
Accounts from Japan) และศาสนา (Under the Banner of
Heaven) และเข้าใจ ‘ความเป็นมนุษย์’ อย่างถ่องแท้กว่าเดิม ไม่
ว่าจะเป็นเรื่องราวของผู้พิพากษาศาลสูงอเมริกา (The Nine) หรือ
อัจฉริยะชื่อก้องโลก (Isaac Newton, Shakespeare) เรื่องราวไม่
ธรรมดาของสิ่งที่เราเคยคิดว่าธรรมดาไม่น่าสนใจ (Banana, The
Toothpick, Humble Masterpieces) ปรัชญาลึกซึ้งในกิจกรรม
ง่ายๆ อย่างเช่นการเดินทาง (The Art of Travel) หรือบทเรียน
จากความล้มเหลวที่ความสําเร็จสอนเราไม่ได้ (Failure)
ในการใช้ชีวิต (The Last Lecture) ชี้ให้เห็นคุณค่าของการ ‘อยู่กับ
ปัจจุบัน’ (The Tao of Pooh) ถ่ายทอดความงามของภาพถ่ายลง
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 18

สีด้วยมือ (Mind’s Eye) หรือจินตนาการถึงโลกที่ไร้มนุษย์ (The
World Without Us)
เพื่อเตือนสติเราให้ระลึกว่า ทุกสิ่งล้วนเป็นอนิจจัง และ
ไม่ว่าโลกจะหมุนเร็วเพียงใด เราก็ไม่จําเป็นจะต้องวิ่งตาม
และอันที่จริง การหยุดวิ่งตามโลกนั้น น่าจะเป็นก้าวแรก
ที่จําเป็นต่อการเปลี่ยนแปลงวิธีคิด ซึ่งจําเป็นต่อการเปลี่ยนแปลง
หยุดวิ่งเพื่ออ่านหนังสือดีๆ ที่ไม่โหนกระแส ไม่แห่ตาม
ใคร และไม่เห่อคนดัง
ท้ า ยนี้ ผู้ เ ขี ย นขอขอบคุ ณ คุ ณ บุ ญ ลาภ ภู สุ ว รรณ
บรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ผู้เปิดพื้นที่ให้
กับคอลัมน์ ‘Dog-Ear’ ในเซคชั่น D-Life ทุกสองสัปดาห์ จนก่อ
เดือนกรกฎาคม 2550 ถึงเดือนมิถุนายน 2552 คุณภิญโญ ไตรสุริยธรรมา และสมาชิกสํานักพิมพ์โอเพ่นบุ๊คส์ทุกท่าน หากเนื้อหา
ยั ง มี ที่ ผิ ด พลาดประการใด ย่ อ มเป็ น ความผิ ด ของผู้ เ ขี ย นเพี ย ง
ลําพัง ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้
สฤณี อาชวานันทกุล
“คนชายขอบ” | http://www.fringer.org/
28 พฤษภาคม 2552

สฤณี อาชวานันทกุล :: 19


The Long Tail
Chris Anderson

ท่านผู้อ่านคงเคยได้ยิน ‘สูตร 80/20’ มาบ้างไม่มากก็น้อย สูตร
อิตาเลียนนาม วิลเฟรโด ปาเรโต (Vilfredo Pareto) กว่าร้อยปีที่
แล้ ว บอกว่ า สิ่ ง สํ า คั ญ ที่ สุ ด จํ า นวน 20 เปอร์ เ ซ็ น ต์ ข องอะไร
ก็ตาม มักจะมี ‘คุณค่า’ คิดเป็น 80 เปอร์เซ็นต์ของผลรวม
ทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่น คนรวยที่สุด 20 เปอร์เซ็นต์แรกมักมี
เงินรวมกัน 80 เปอร์เซ็นต์ของคนทั้งประเทศ, พนักงานที่เก่ง
ที่สุด 20 เปอร์เซ็นต์แรกมักสร้างผลผลิต 80 เปอร์เซ็นต์ให้กับ
บริษัท ฯลฯ สูตรนี้สะท้อนความจริงในหลายแวดวงอย่างไม่
น่ า เชื่ อ และส่ ง ผลให้ วั ฒ นธรรมร่ ว มสมั ย ในสั ง คมของเราถู ก
กําหนดและขับดันด้วยสินค้ายอดนิยม (a hit-driven society)
และ ‘ตลาดรสนิยมสาธารณ์’ (mass market) เป็นหลัก
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 20

ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด เพราะในเมื่อสินค้าขายดี
ที่สุด 20 เปอร์เซ็นต์ทํารายได้กว่า 80 เปอร์เซ็นต์ บริษัทไหนจะ
ยอมเสีย ‘พื้นที่’ ขายของอันมีค่า (ไม่ว่าจะเป็นหิ้งในร้านสะดวก
ซื้อ หรือรอบฉายภาพยนตร์) ไปกับการวางสินค้า ‘ไม่ฮิต’ 80

ทว่าในหนังสือเรื่อง The Long Tail บรรณาธิการ
นิตยสาร WIRED นาม คริส แอนเดอร์สัน (Chris Anderson)
ยกตั ว อย่ า งมากมายจากโลกอิ น เทอร์ เ น็ ต มาแสดงให้ เ ห็ น ว่ า
นอกจากสูตร 80/20 จะใช้ไม่ได้กับการขายของผ่านอินเทอร์เน็ต
แล้ว สินค้า ‘ปลายแถว’ ทั้งหลาย (ซึ่งเป็นที่มาของชื่อหนังสือ)
นี่แหละ ที่เป็นกุญแจสําคัญของความสําเร็จของธุรกิจออนไลน์
สฤณี อาชวานันทกุล :: 21

ทั้งนี้ เพราะ ‘พื้นที่’ ขายของในอินเทอร์เน็ต เป็นพื้นที่
เสมือนจริง (virtual space) ที่แทบไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ต่างจาก
พื้นที่ขายของในโลกจริงนอกอินเทอร์เน็ต ร้านหนังสือออนไลน์
Amazon.com จึงสามารถเสนอขายหนังสือนับล้านเล่ม
ต้นทุนอันน้อยนิดหรือเป็นศูนย์ในการ ‘แสดง’ สินค้า
และความสะดวกสบายในการค้นหาสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ต ทํา
เท่า และนอกจากนั้น เทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น ระบบการให้คํา
แนะนําจากผู้ซื้อคนอื่นๆ และประมวลผลข้อมูลการสั่งซื้อในอดีต
ของ Amazon.com ก็ช่วยให้ผู้ซื้อ ‘ค้นพบ’ สินค้าใหม่ๆ ที่ตรง
ต่อความสนใจหรือความต้องการของตัวเอง แต่ไม่มีวันหาเจอใน
หนึ่ ง ในไอเดี ย ที่ น่ า ทึ่ ง ที่ สุ ด ในหนั ง สื อ เล่ ม นี้ คื อ คํ า
อธิบายของแอนเดอร์สันว่า ความสําเร็จของสินค้าปลายแถวใน
อินเทอร์เน็ต เป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่า mass market ที่เราคิดว่ามี
อยู่จริงนั้น เอาเข้าจริงก็เป็นเพียงภาพลวงตาที่ถูกสร้างขึ้นโดย
ความไร้ประสิทธิภาพของระบบตลาดกระแสหลัก (ซึ่งสะท้อน
ผ่านปัจจัยต่างๆ เช่น ต้นทุนต่อหน่วยของพื้นที่ขายของ ค่า
ขนส่งสินค้า ฯลฯ) ที่ผลักดันและอุ้มชูทัศนคติผิดๆ ที่ว่า ‘สินค้า
ที่ ข ายดี ที่ สุ ด คื อ สิ น ค้ า ที่ ดี ที่ สุ ด ’ และทํ า ให้ ร ะบบเศรษฐกิ จ
ปัจจุบันละเลยสินค้าปลายแถว ทั้งๆ ที่สินค้าเหล่านั้นอาจ ‘ดี’
ดังนั้น ยิ่งเราใช้ประโยชน์จาก long tail มากเท่าไร
ความหลากหลายของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นในแง่ความต้องการ
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 22

ตลอดจน ‘จริต’ ต่างๆ ก็จะปรากฏออกมาให้เราได้ชื่นชมโดย
ไม่ว่าคุณจะสนใจเศรษฐศาสตร์ ธุรกิจ หรือสังคม ไม่

สฤณี อาชวานันทกุล :: 23

Fooled by
Nassim Taleb

ถ้าคุณมีความเชื่อดังต่อไปนี้ –
ของ ‘ฝีมือ’ มากกว่า ‘โชค’ แน่ๆ
...เป็ น เรื่ อ งธรรมดาที่ ใ ครๆ ก็ อ ยากเป็ น ดารา
เพราะเป็นอาชีพที่ทํารายได้มหาศาลทั้งๆ ที่มีความเสี่ยง
...ซีอีโอสมควรได้รับค่าตอบแทนสูงๆ เพราะความ
หนั ง สื อ ที่ ห นั ง สื อ พิ ม พ์ Wall Street Journal
ยกย่องว่า ‘ทําลายค่านิยมผิดๆ ของวอลล์สตรีทลงอย่าง
ราบคาบ’ และวารสาร Fortune ยกย่องให้เป็น ‘หนึ่งใน
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 24

หนั ง สื อ ที่ ฉ ลาดที่ สุ ด ในประวั ติ ศ าสตร์ ’ ชื่ อ Fooled by
Randomness โดย นัสซิม ตาเลบ (Nassim Taleb) นัก
สถิติและนักค้าตราสารอนุพันธ์ อาจทําให้คุณเปลี่ยนความ
คิด หรืออย่างน้อยก็เข้าใจหลักการและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ
‘ความบังเอิญ’ ดีขึ้นกว่าเดิม
และบทวิ เ คราะห์ แ สบๆ คั น ๆ เล่ ม นี้ ตาเลบชี้ ใ ห้ เ ห็ น ว่ า
เข้ า ใจผิ ด เกี่ ย วกั บ สถิ ติ ห ลายประการ ซึ่ ง จะติ ด ตั ว เราไป
ตลอดชีวิตถ้าเราไม่ ‘ฝึกสมอง’ เสียใหม่ เขายกตัวอย่างเช่น
เรามักจะเข้าใจผิดว่าดารานั้นเป็นอาชีพที่ ‘น่าเป็น’ มาก
เพราะเรามี ‘อคติเกี่ยวกับผู้ชนะ’ (survivor bias) กล่าวคือ
ดาราแล้ว แต่มองไม่เห็นคนอีกหลายแสนคนที่อยากเป็น
ดาราแต่ยังต้องทํางานรายได้ต่ำ� เช่น เป็นเด็กเสิร์ฟในร้าน
กาแฟ ระหว่างรับงานเล็กๆ น้อยๆ ในกองถ่าย รอคอย
สองแบบ แบบแรกคือ ‘ภาวะแห่งความปานกลาง’ (Mediocristan) หมายถึงภาวะที่สถิติส่วนใหญ่มีค่าใกล้เคียงกับ
‘ค่าเฉลี่ย’ และดังนั้นจึงไม่มีทางที่ข้อมูลตัวใดตัวหนึ่งจะส่ง
ผลให้ค่าเฉลี่ยเปลี่ยนแปลงไปได้มาก (ยกตัวอย่างเช่น ถ้า
ข้อมูล 1,000 อันดับแรกมีค่าเท่ากับ 10 เท่ากันหมดทุกตัว
สฤณี อาชวานันทกุล :: 25

หากข้อมูลอันดับที่ 1,001 มีค่าเท่ากับ 100 ก็จะทําให้ค่า
เฉลี่ยเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น คือจาก 10 เป็น 10.0899)
ในขณะที่ ใ นภาวะแบบที่ ส องคื อ ‘ภาวะแห่ ง ความสุ ด ขั้ ว ’
(Extremistan) นั้น ข้อมูลส่วนใหญ่มีค่ากระจัดกระจาย และ
ดั ง นั้ น ข้ อ มู ล ตั ว หนึ่ ง จึ ง อาจส่ ง ผลกระทบต่ อ ค่ า รวมอย่ า ง
มีนัยสําคัญ ยกตัวอย่างเช่น โลกเรามีคนจนและคนรวยทุก
ระดับชั้นโดยไร้ขีดจํากัด ดังนั้น หากเราสุ่มเลือกคนหนึ่งพัน
คนตั้ ง แต่ ป ระเทศยากจนที่ สุ ด จนถึ ง ประเทศร่ำ � รวยที่ สุ ด
และบั ง เอิ ญ สุ่ ม ได้ บิ ล เกตส์ มารวมอยู่ ใ นนั้ น รายได้ อั น
มหาศาลของเขาก็จะทําให้ค่าเฉลี่ย ค่ามัธยฐาน และผลรวม
ว่า เรามักจะมองเหตุการณ์ต่างๆ ในโลกเราประหนึ่งว่ามัน
เป็นภาวะแห่งความปานกลาง ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วมันมักจะ
เป็ น เหตุ ก ารณ์ แ บบภาวะแห่ ง ความสุ ด ขั้ ว ที่ มั ก จะมี
‘ห่านสีดํา’ เกิดขึ้น (black swan คือชื่อที่ตาเลบใช้เรียก
เหตุการณ์ไม่คาดฝัน ซึ่งใช้เป็นชื่อหนังสือเล่มล่าสุดของเขา
ด้ ว ย) ในหมู่ ห่ า นสี ข าว ตั ว อย่ า งของ ‘ห่ า นสี ดํ า ’ เช่ น
สูงมากๆ หรือล้มเหลวไม่เป็นท่า ตาเลบบอกว่า เนื่องจาก
เราไม่ มี ท างคาดเดาได้ ว่ า งานชิ้ น ใดหรื อ เหตุ ก ารณ์ ใ ดจะ
กลายเป็น ‘ห่านสีดํา’ บ้าง เราก็ควรจะเลิกคิดว่าเราสามารถ
พยากรณ์อนาคตจากอดีตได้ หันมายอมรับความไม่แน่นอน
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 26

และความบั ง เอิ ญ ว่ า เป็ น ส่ ว นที่ ข าดไม่ ไ ด้ ใ นชี วิ ต และฟั ง
ความเห็นของ ‘ผู้เชี่ยวชาญ’ ให้น้อยลงเสียบ้าง
Fooled by Randomess เป็นหนังสือที่น่าอ่าน
อย่ า งยิ่ ง โดยเฉพาะในสั ง คมที่ ค นส่ ว นใหญ่ ยั ง บ้ า ดารา
นับถือ ‘ขาใหญ่’ ในตลาดหุ้นว่าเฉลียวฉลาดกว่าคนทั่วไป
และแยกแยะระหว่าง ‘ความเก่ง’ และ ‘ความเฮง’ ของนัก

สฤณี อาชวานันทกุล :: 27

A Whole New Mind
Daniel Pink

“เด็กหัวกะทิต้องเอนท์ฯ คณะแพทยศาสตร์หรือวิศวกรรมศาสตร์เท่านั้น เด็กหัวดีรองลงมาก็ไปเอนท์บัญชี เศรษฐศาสตร์ หรือนิติศาสตร์ ส่วนใครที่รู้ตัวว่า ‘หัวไม่ถึง’ ก็ต้อง
ไปเอนท์นิเทศศาสตร์ อักษรศาสตร์ ศิลปศาสตร์ ฯลฯ”
คํากล่าวข้างต้นเป็น ‘ค่านิยม’ เกี่ยวกับการศึกษาที่
ผู้เขียนได้ยินจนชินหูมาตั้งแต่เด็ก และในฐานะที่เป็น ‘เด็ก
หัวดีรองลงมา’ คนหนึ่ง ก็ไปเข้าคณะเศรษฐศาสตร์ตามค่า
นิยมนี้ด้วย ปัจจุบันแม้ว่าค่านิยมนี้จะเจือจางไปบ้างแล้ว
เวลาใครพูดถึง ‘เด็กหัวกะทิ’ ในสังคมไทย คนส่วนใหญ่ก็ยัง
นึกภาพเด็กเรียนหนังสือเก่ง คิดเลขเก่ง และมีความจําเป็น
เลิศ – คนแบบที่ศัพท์การแพทย์สมัยใหม่เรียกว่า ‘คนสมอง
ซ้ายนํา’ (left-brainers)
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 28

ในทางกลับกัน ‘คนสมองขวานํา’ (right-brainers)
เช่น ศิลปิน หรือนักเขียนที่ไม่ชอบคิดเลข ก็มักจะถูกตรา
หน้าว่า ‘หัวไม่ดี’
แต่หนังสือยอดเยี่ยมเรื่อง A Whole New Mind –
Why Right-Brainers Will Rule the Future โดย แดเนียล
พิงค์ (Daniel Pink) ชี้ให้เห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่สังคมจะต้อง
เปลี่ ย นนิ ย ามและทั ศ นคติ เ กี่ ย วกั บ ‘ความฉลาด’ และ
ค่ า นิ ย มจากหน้ า มื อ เป็ น หลั ง มื อ อย่ า งน้ อ ยก็ ใ นประเทศ
สมองขวานํา ไม่ใช่คนสมองซ้ายนําเหมือนที่ผ่านมา
พิงค์ชี้ว่า สังคมและเศรษฐกิจของโลกเราในรอบ
หลายสิบปีที่ผ่านมาถูกกําหนดและครอบงําโดย ‘คนสมอง
ซ้ า ยนํ า ’ ทั้ ง หลาย ไม่ ว่ า จะเป็ น นั ก ธุ ร กิ จ นั ก กฎหมาย
แพทย์ วิศวกร โปรแกรมเมอร์ ฯลฯ แต่โลกยุคโลกาภิวัตน์มี
ปรากฏการณ์สําคัญๆ สามเรื่องที่ทําให้ทักษะของสมองซีก
ซ้าย (เช่น ความจํา และทักษะด้านการคิดเลขและวิเคราะห์
ข้อมูล) เป็นเรื่องจําเป็นน้อยลงมาก ได้แก่ 1) Abundance
หมายถึ ง ความอุ ด มสมบู ร ณ์ ข องสั ง คมบริ โ ภคในประเทศ
พัฒนาแล้ว ที่ทําให้สินค้าและบริการใหม่ๆ ต้องสร้าง ‘จุด
ต่าง’ เพื่อดึงดูดผู้บริโภค ทําให้งานที่ใช้ทักษะของสมองซีก
ขวาเป็นหลัก เช่น ดีไซน์ และการโฆษณาสื่อสาร ทวีความ
สฤณี อาชวานันทกุล :: 29

สําคัญมากขึ้น, 2) Asia หมายถึงภาวะที่งานที่ใช้สมองซีก
ซ้ายเป็นหลัก เช่น การคีย์ข้อมูลเข้าคอมพิวเตอร์ และงาน
ธุรการอื่นๆ ถูกโยกย้าย (outsource) จากประเทศพัฒนา
แล้วไปยังประเทศเกิดใหม่ในเอเชีย โดยเฉพาะอินเดีย, และ
3) Automation หมายถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดย
คอมพิวเตอร์ ซึ่งลดความจําเป็นของการใช้ทักษะของสมอง
พิงค์บอกว่า ถึงเวลาแล้วที่คนสมองซ้ายนําทุกคน
ขวา ซึ่ ง เขาแบ่ ง กว้ า งๆ ออกเป็ น 6 ชนิ ด ได้ แ ก่ การ
ออกแบบ (Design), การเล่าเรื่อง (Story), การมองเห็น
ความกลมกลืนของสิ่งต่างๆ (Symphony), การเอาใจเขามา
ใส่ใจเรา (Empathy), การเล่น (Play) และการค้นหาความ
หมายของชีวิต (Meaning) ซึ่งทักษะเหล่านี้ล้วนสอดคล้อง
กับแนวโน้มธุรกิจในปัจจุบัน ที่หันมาให้ความสําคัญกับ EQ
มากกว่ า IQ และให้ ค วามสํ า คั ญ กั บ การใช้ ค วามคิ ด
A Whole New Mind เป็นหนังสือที่เหมาะสําหรับ
ผู้ อ่ า นทุ ก ท่ า นในโลกหมุ น เร็ ว ยุ ค โลกาภิ วั ต น์ โดยเฉพาะ
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 30

ให้ทันโลก คน ‘สมองซ้ายนํา’ ที่รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างขาด
หายไปในชี วิ ต และคน ‘สมองขวานํ า ’ ที่ มั ก จะถู ก คน
ประเภทแรกหาว่า ‘ไม่ฉลาด’ อยู่เนืองๆ นอกจากจะอ่าน
สนุ ก แล้ ว หนั ง สื อ เล่ ม นี้ ยั ง มี บ ททดสอบและแบบฝึ ก หั ด
ทักษะของสมองซีกขวา และลิ้งก์ไปยังเว็บไซต์ที่น่าสนใจ

สฤณี อาชวานันทกุล :: 31

The Undercover
Tim Harford

เมื่อพูดถึง ‘นักเศรษฐศาสตร์’ หลายคนคงนึกภาพนักวิชา
การใส่แว่นหนาเตอะบน ‘หอคอยงาช้าง’ ที่วันๆ หมกมุ่นอยู่
กับอัตราเงินเฟ้อ จีดีพี อัตราดอกเบี้ย และตัวเลขอื่นๆ ที่
เท่านั้น แต่ยังสามารถนํา ‘ชุดเครื่องมือ’ ทางเศรษฐศาสตร์
มาอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ ในชีวิตประจําวันได้อย่างน่า
ทึ่ง ท่านผู้อ่านอาจเคยได้ยินหนังสือแนว ‘Pop Economics’
เรื่ อ ง Freakonomics ที่ ข ายดี เ ป็ น เทน้ำ � เทท่ า แต่ วั น นี้
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 32

ตัวชอบมากกว่ากันหลายเท่า และผู้เขียน Freakonomics
ก็ แ นะนํ า ว่ า ‘ต้ อ งอ่ า น’ ด้ ว ย นั่ น คื อ The Undercover
Economist โดย ทิม ฮาร์ฟอร์ด (Tim Harford) สมาชิกกอง
บรรณาธิ ก ารหนั ง สื อ พิ ม พ์ Financial Times (FT) ซึ่ ง
ปั จ จุ บั น คงเป็ น นั ก เศรษฐศาสตร์ ค นเดี ย วในโลกที่ ต อบ
ปัญหาส่วนตัวของผู้อ่าน (เช่น “ฉันควรจะลองสูบบุหรี่หรือ
เปล่ า ?”) ด้ ว ยหลั ก เศรษฐศาสตร์ เป็ น ประจํา ในคอลั ม น์
“Dear Economist” ของ FT
หัวข้อที่ฮาร์ฟอร์ดรวบรวมไว้ใน The Undercover
Economist มีความหลากหลายและสนุกสนานจนอาจทําให้
คนที่เคยมองเศรษฐศาสตร์ว่า ‘น่าเบื่อ’ ต้องเปลี่ยนความคิด
หลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้จบลง ฮาร์ฟอร์ดอธิบายปรากฏการณ์ประจําวันด้วยหลักเศรษฐศาสตร์ด้วยการยกตัวอย่าง
มากมายและใช้ สํ า นวนเป็ น กั น เองที่ อ่ า นง่ า ยตลอดเล่ ม
โดยปราศจากสมการ กราฟ หรื อ ตารางเหมื อ นหนั ง สื อ
เศรษฐศาสตร์เล่มอื่นๆ หัวข้อในหนังสือมีตั้งแต่ สาเหตุที่เรา
หาซื้อรถมือสองดีๆ ไม่ค่อยได้, สาเหตุที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตไม่
วางกล้วยที่ผลิตแบบเกษตรอินทรีย์ (organic) ไว้ใกล้ๆ กับ
กล้วยธรรมดา (ที่มีราคาถูกกว่า), สาเหตุที่กาแฟสมัยใหม่มี
ราคาแพงโดยเฉพาะในทําเลทองอย่างสถานีรถไฟ, สาเหตุ
ที่กรมธรรม์ประกันสุขภาพใช้ไม่ค่อยได้ ฯลฯ นอกจากนี้
สนใจของคนส่วนใหญ่ เช่น เหตุใดการประท้วงโรงงานของ
สฤณี อาชวานันทกุล :: 33

บริษัทข้ามชาติที่ใช้แรงงานท้องถิ่นราคาถูก (sweatshops)
จึงอาจส่งผลเสียมากกว่าดี และวิธีการที่จะช่วยประเทศ
(ซึ่ ง ฮาร์ ฟ อร์ ด ย้ำ � ว่ า ต้ อ งรวมการปราบปรามคอร์ รั ป ชั่ น
นอกจาก The Undercover Economist จะอ่าน
สนุกแล้ว ผู้เขียนคิดว่ายังสามารถใช้เป็น ‘หนังสือเรียน’ ใน
วิชาเศรษฐศาสตร์จุลภาคเบื้องต้น (introductory micro
economics) ระดับปริญญาตรีได้ดีกว่าหนังสือเรียนทั่วไป
สนใจและส่งผลกระทบต่อชีวิตคนทั้งโลก เช่น ความเจริญ
และวิถีการพัฒนาทางเศรษฐกิจ, ปัญหาข้อมูลไม่เท่าเทียม
กัน (asymmetric information), กลยุทธ์การตั้งราคาสูงเกิน
ควร (price gouging), กลยุทธ์ตั้งราคาแบบลําเอียง (price
discrimination), และการใช้ ท ฤษฎี เ กมในการกํ า หนด
นโยบายรัฐ ประเด็นทันสมัยเหล่านี้ไม่ค่อยได้รับการกล่าว
ถึงในหนังสือเรียนเศรษฐศาสตร์จุลภาค ที่มักจะเต็มไปด้วย
สมการน่าเบื่อเกี่ยวกับกระบวนการผลิต รูปแบบองค์กร
บริ ษั ท และโครงสร้ า งตลาด ซึ่ ง ล้ ว นทํ า ให้ แ นวคิ ด ทาง
ถนั ด เลข ทั้ ง ๆ ที่ ‘ชุ ด เครื่ อ งมื อ ’ ของเศรษฐศาสตร์ มี
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 34

ไม่ว่าคุณจะสนใจเศรษฐศาสตร์หรือไม่ คุณจะได้ทั้ง
ความรู้ แ ละความเพลิ ด เพลิ น มากมายจาก The Under
cover Economist – หนังสือที่ทําให้ผู้เขียน ‘รู้ทัน’ ร้าน
กาแฟสตาร์บัคส์มากขึ้น (ถึงแม้จะเต็มใจให้หลอกต่อไป)
และ ‘ตาสว่าง’ มากขึ้นหลังจากได้รู้ว่า การซื้อผลิตภัณฑ์ที่
แปะป้ า ย organic อาจไม่ ไ ด้ ช่ ว ยชาวนาเท่ า กั บ ช่ ว ย

ฉบับภาษาไทย: นักสืบเศรษฐศาสตร์ สำ�นวนแปล อรนุช อนุศักดิ์เสถียร,
สำ�นักพิมพ์มติชน, 2551
สฤณี อาชวานันทกุล :: 35

The Omnivore’s
Michael Pollan

น้อยลงเรื่อยๆ จนอาหารแช่แข็งพร้อมรับประทานกลาย
เป็ น สิ น ค้ า คุ้ น ตาของชนชาติ ที่ ‘ชอบกิ น ’ เป็ น ชี วิ ต จิ ต ใจ
อย่างคนไทย จะมีสักกี่คนที่ฉุกคิดว่า อาหารที่ผลิตแบบเป็น
สุขภาพของเรามากน้อยเพียงใด และเมื่อรู้ความจริงแล้ว
หนังสือเล่มหนาเรื่อง The Omnivore’s Dilemma:
A Natural History of Four Meals โดย ไมเคิล พอลลัน
(Michael Pollan) พยายามตอบคําถามสั้นๆ ว่า “เราควร
กินอะไรเป็นข้าวเย็น?” ด้วยการสืบสาวที่มาของอาหารสี่มื้อ
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 36

ในอเมริกาจากต้นตอสู่จาน ได้แก่ อาหารจากเคาน์เตอร์
drive-in ของแมคโดนัลด์, อาหารเพื่อสุขภาพจาก Whole
Foods (ซุปเปอร์มาร์เก็ตในอเมริกาที่โฆษณาว่าขายแต่
อาหารแบบ “เกษตรอินทรีย์” คือผลิตโดยกระบวนการทาง
ธรรมชาติล้วนๆ), อาหารจากฟาร์มธรรมชาติที่โฆษณาว่า
‘สดกว่าออร์แกนิก’ (beyond organic) ในรัฐเวอร์จิเนีย,
และอาหารที่พอลลันบอกว่าเป็น “มื้อที่สมบูรณ์แบบ” นั่นคือ
อาหารที่เขาหามาได้เองล้วนๆ จากป่า ไม่ต่างจากบรรพบุรุษของมนุษย์ในสมัยโบราณ
สี่มื้อ พอลลันเล่าเรื่องที่เขาได้พบปะกับผู้คนมากหน้าหลาย
ขายดี ไม่ว่าจะเป็นชาวไร่ข้าวโพดในรัฐไอโอวา ผู้ดูแลที่ดิน
สําหรับขุนสัตว์ให้อ้วน (feedlot) ก่อนส่งเข้าโรงฆ่า นักวิจัย
ด้านโภชนาการ ชาวนาขบถผู้เชื่อมั่นในวิถีเกษตรธรรมชาติ
นักชิมอาหารอาชีพชาวซานฟรานซิสโก ชาวนาผู้เชี่ยวชาญ
ด้านการเก็บเห็ดป่า ฯลฯ สิ่งที่น่าทึ่งคือ พอลลันสามารถ
มองกลุ่ ม คนที่ มี ฐ านะ อาชี พ และความเห็ น เกี่ ย วกั บ
อุ ต สาหกรรมอาหารที่ ห ลากหลายขนาดนี้ จ ากมุ ม มองที่
เปี่ยมมนุษยธรรมและความเห็นอกเห็นใจ โดยไร้ซึ่งอคติ
ใดๆ กํากับ

สฤณี อาชวานันทกุล :: 37

ในมุมมองของพอลลัน ชาวไร่ที่ราดปุ๋ยไนโตรเจน
ปริมาณมหาศาลในแต่ละปีลงบนไร่ข้าวโพด สัตวแพทย์ที่
โด๊ปยาให้วัวที่ถูกขุนด้วยข้าวโพดปีละหลายตัน และชาวนา
จากการอยู่อย่างแออัดในเล้าหมูแบบใหม่ ล้วนเผชิญกับแรง
กดดันชนิดเดียวกันที่ก่อโดยผู้กําหนดนโยบายภาครัฐ และ
เมื อ งเพื่ อ ปกป้ อ งผลประโยชน์ ตั ว เองโดยไม่ คํ า นึ ง ถึ ง
อันตรายของอุตสาหกรรมอาหารในปัจจุบัน หนึ่งในตัวอย่าง
ที่ทําให้ผู้อ่านเห็นปัญหาของอุตสาหกรรมได้ดีที่สุดใน The
Omnivore’s Dilemma คื อ อุ ต สาหกรรมข้ า วโพด พื ช ที่
มากที่สุด พอลลันบอกว่า จากสินค้ากว่า 45,000 ชนิดโดย
เฉลี่ ย ที่ ซุ ป เปอร์ ม าร์ เ ก็ ต ในอเมริ ก าวางขาย กว่ า 25
เปอร์เซ็นต์ มีข้าวโพดเป็นส่วนผสมสําคัญ เพราะรัฐบาล
อเมริกาต้องหา ‘ที่ลง’ ใหม่ๆ ให้กับข้าวโพดตลอดเวลา
เพราะไม่ ต้ อ งการให้ ช าวไร่ เ ลิ ก ปลู ก จนแม้ ก ระทั่ ง ปลา
หนั ง สื อ เล่ ม นี้ อั ด แน่ น ไปด้ ว ยข้ อ มู ล น่ า สนใจ
มากมายเกี่ยวกับความ ‘เละเทะ’ ของอุตสาหกรรมอาหาร
ในอเมริกา (เช่น วัวส่วนใหญ่ในอเมริกาถูกบังคับให้กินเนื้อ
ของพวกเดียวกันเป็นอาหาร!) โดยพอลลันเล่าเรื่องประเด็น
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 38

ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งในเชิงศีลธรรม การเมือง ธุรกิจและ
วิ ท ยาศาสตร์ ตลอดจนผลกระทบด้ า นสิ่ ง แวดล้ อ มและ
สุ ข ภาพของอาหารแต่ ล ะชนิ ด ถ้ า คุ ณ เคยอยากรู้ ว่ า
บิ๊ ก แมคมาจากไหนกั น แน่ อุ ต สาหกรรมอาหารมี ส่ ว นใน
ปัญหา ‘โลกร้อน’ ได้อย่างไร และสลัดที่โฆษณาว่า “ผลิต
โดยกระบวนการธรรมชาติล้วนๆ” นั้นดีจริงอย่างที่พูดหรือ
ไม่ ไม่ควรพลาด The Omnivore’s Dilemma หนังสือที่
TIME ยกย่องให้เป็นหนึ่งใน “หนังสือ 10 เล่มที่ดีที่สุดในปี
2006” ด้วยประการทั้งปวง.

สฤณี อาชวานันทกุล :: 39

Gangs of America
Ted Nace

ในโลกปั จ จุ บั น ที่ บ ริ ษั ท ข้ า มชาติ ยั ก ษ์ ใ หญ่ ห ลายรายทํ า
รายได้ในแต่ละปีสูงกว่า GDP ของประเทศกําลังพัฒนา
หลายสิบประเทศรวมกัน คงไม่มีใครแปลกใจอีกต่อไปกับ
ข้ อ เท็ จ จริ ง ที่ ว่ า บริ ษั ท เหล่ า นี้ นั บ วั น จะยิ่ ง ทวี อํ า นาจและ
อิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆ ในแทบทุกมิติของสังคม นับตั้งแต่
วัฒนธรรมการบริโภค สภาวะสิ่งแวดล้อม การเมือง ไป
แต่หลายคนคงแปลกใจเมื่อได้รู้ว่า ‘สิทธิ’ ต่างๆ
ของบริษัทอเมริกัน ในฐานะที่เป็น ‘บุคคล’ ประเภทหนึ่ง (ที่
ปัจจุบันเราเรียกว่า ‘นิติบุคคล’) นั้น ไม่ได้เป็น ‘สิทธิตาม
ธรรมชาติ’ ที่กฎหมายยอมรับและคุ้มครองตั้งแต่แรก หาก
เป็น ‘สิทธิประดิษฐ์’ ที่เกิดขึ้นและสั่งสมอย่างช้าๆ ผ่านเวลา
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 40

กว่า 300 ปี อํานาจต่อรองทางการเมืองของบริษัทที่เพิ่มสูง
ขึ้นเรื่อยๆ ควบคู่ไปกับระดับความมั่งคั่ง ทําให้บริษัทค่อยๆ
เป็นของตัวเองทีละข้อสองข้อ ผ่านการตีความแบบ ‘เข้า
ข้าง’ แต่แนบเนียนของศาลฎีกา จนปัจจุบันแทบไม่มีใคร
ฉุกคิดอีกต่อไปว่า บริษัทอาจไม่ควรมีสิทธิตามกฎหมาย
ทัดเทียมกับปัจเจกชน เพราะคนธรรมดาเกิดมาแล้วย่อมมี
วั น ตายทุ ก คน ฉะนั้ น ไม่ ว่ า จะเป็ น คน ‘เลว’ เพี ย งใดใน
ตัวเอง แต่บริษัท ‘เลว’ นั้นอาจอยู่ไปชั่วฟ้าดินสลาย ตราบ
ใดที่ฐานะทางการเงินไม่เคยย่ำ�แย่เข้าขั้นล้มละลาย และ
บ่อยครั้ง สิทธิของบริษัทก็อยู่เหนือสิทธิส่วนบุคคลและสิทธิ
สาธารณะ ทั้งๆ สิทธิสองประเภทหลังเป็นสิทธิที่กฎหมาย
ในหนังสือ ‘ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ’ เรื่อง Gangs
of America อดีตนักธุรกิจนาม เท็ด เนซ (Ted Nace)
จนปั จ จุ บั น ไว้ อ ย่ า งน่ า ติ ด ตามและสนุ ก สนาน ส่ ว นหนึ่ ง
เพราะเนซสามารถย่อยข้อกฎหมายยากๆ ให้เข้าใจง่าย
ตอนที่น่าสนใจและสนุกที่สุดในหนังสือสําหรับผู้เขียน คือ
ตอนที่เนซอธิบายบริบทของรัฐธรรมนูญอเมริกันว่า ผู้ร่าง
เอกชนเลย เพราะ ‘บริษัท’ ที่มีอิทธิพลในอเมริกาในสมัยนั้น
สฤณี อาชวานันทกุล :: 41

ล้วนเป็นบริษัทของอังกฤษ ซึ่งฉวยโอกาสในฐานะที่เป็น
‘เจ้าอาณานิคม’ กดขี่ข่มเหงประชาชน เช่น บริษัท Virginia
Company เกณฑ์แรงงานเด็กและผู้หญิงในไร่ยาสูบอย่าง
ทารุณจนทําให้คนงานหลายพันคนต้องถึงแก่ชีวิต (เนซเล่า
เสริมด้วยว่าในสมัยนั้น การไม่มีงานทําถือเป็นความผิดตาม
กฎหมายที่มีโทษปรับหรือจําคุก) แต่กรณีที่อื้อฉาวที่สุดคือ
บริษัท East India Company ที่พยายามจะรวบอํานาจ
ผูกขาดธุรกิจ ทําให้พ่อค้าชาวอเมริกันโกรธแค้นจนปลุก
ระดมผู้คนให้ร่วมกันต่อต้านสินค้าอังกฤษ นําไปสู่การโยน
หีบชาจีนที่นําเข้าจากอังกฤษทิ้งน้ำ�ในวันที่ 16 ธันวาคม
ค.ศ. 1773 (‘Boston Tea Party’) ซึ่งนับเป็นชนวนแห่ง
เนซชี้ว่า ประสบการณ์อันเลวร้ายที่ประชาชนชาว
แม้แต่น้อย แต่ต่อมาอีกหนึ่งศตวรรษ หลังจากที่ภาคธุรกิจ
ของอเมริ ก าเองเติ บ โตและทรงอิ ท ธิ พ ลมากขึ้ น หลั ง เกิ ด
สงครามกลางเมือง บริษัทใหญ่ๆ ก็เริ่ม ‘วิ่งเต้น’ จนศาล
ฎีกายอมตีความรัฐธรรมนูญแบบบิดเบือนว่า “นิติบุคคล
เป็ น บุ ค คลประเภทหนึ่ ง ” ในปี 1886 และหลั ง จากนั้ น
อํ า นาจของบริ ษั ท ก็ เ พิ่ ม ขึ้ น เรื่ อ ยๆ อย่ า งแทบไม่ มี ใ คร
ต้านทานได้ และอย่างแทบจะไร้ขีดจํากัด
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 42

ถ้ า ท่ า นอยากรู้ ว่ า เหตุ ใ ดเนซจึ ง มองว่ า การเถลิ ง
อํานาจของภาคธุรกิจ และการลดลงของสิทธิประชาชนชาว
อเมริกันในเวลาเดียวกันนั้นไม่ใช่เหตุบังเอิญ หากเป็นผล
สองศตวรรษ ขอเชิ ญ อ่ า นหนั ง สื อ ยอดเยี่ ย มซึ่ ง ตอนนี้ มี
จากเว็บไซต์ http://www.gangsofamerica.com/read.html

สฤณี อาชวานันทกุล :: 43

In the Bubble
John Thackara

สบายกว่าทุกยุคที่ผ่านมาในอดีต แต่ผู้บริโภคสินค้าเหล่านั้นจํานวนมากกลับรู้สึกแปลกแยกและเปลี่ยวเหงากว่าเดิม
คําตอบของ จอห์น แธ็คคารา (John Thackara)
ในหนังสือยอดเยี่ยมเรื่อง In the Bubble: Designing in a
Complex World คือ นั่นเป็นเพราะที่ผ่านมา เราให้ความ
สําคัญกับ ‘ของ’ มากกว่า ‘คน’ และทางแก้ที่เขาเสนอคือ
เราต้องเปลี่ยนวิธีออกแบบสินค้าและบริการต่างๆ เสียใหม่
ให้คํานึงถึง ‘คน’ มากกว่า ‘ของ’
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 44

แธ็คคาราชี้ให้เห็นในหนังสือเล่มนี้ว่า ปัญหาหลาย
ข้อของเราตอนนี้ เช่น โฆษณาไร้สาระมากมาย เป็นผลจาก
การตั ด สิ น ใจออกแบบที่ ผิ ด พลาดหรื อ รู้ เ ท่ า ไม่ ถึ ง การณ์
ไม่ใช่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ กว่าร้อยละ 80 ของผลกระทบด้าน
สิ่งแวดล้อมที่เกิดจากสินค้า บริการ และโครงสร้างพื้นฐาน
ต่างๆ ที่มนุษย์เป็นผู้สร้างนั้น ล้วนเป็นผลพวงจากขั้นตอน
การออกแบบ เช่น การเติบโตแบบดูเหมือนไร้ทิศทางของ
ชุมชนเมือง เป็นผลจากกฎหมายโซนนิ่ง โครงสร้างภาษี
การตั ด สิ น ใจปล่ อ ยกู้ ข องธนาคาร การออกแบบรถยนต์
ฯลฯ ที่ล้วนแต่มีคนออกแบบทั้งสิ้น แธ็คคาราบอกว่า สังคม
เราปัจจุบันนี้คิดเก่งแต่เรื่อง ‘กระบวนการ’ แต่แทบไม่เคย
คิดเรื่อง ‘เป้าหมาย’ เลย นักออกแบบทุกวงการไม่เคยตั้งคํา
ถามว่า ของที่กําลังออกแบบอยู่นี้มี ‘คุณค่า’ ใดบ้างต่อชีวิต
มนุษย์ เพราะมัวแต่มุ่งเน้นการใส่เทคโนโลยีใหม่ๆ เข้าไป
ราวกับว่า ‘ความใหม่’ ของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวก็
‘ขายได้’ และเพียงพอแล้ว ทั้งๆ ที่ฟังก์ชั่นใหม่เอี่ยมของมือ
แธ็ ค คาราเชื่ อ ว่ า ถึ ง เวลาแล้ ว ที่ เ ราจะหั น มาให้
ความสําคัญกับคุณค่าต่างๆ ของความเป็นมนุษย์ มากกว่า
ประสิทธิภาพหรือความใหม่ของเทคโนโลยี เขายกตัวอย่าง
โลกที่มี ‘คน’ ไม่ใช่ ‘ของ’ เป็นศูนย์กลางนั้น จะมีหน้าตาเป็น
สฤณี อาชวานันทกุล :: 45

อย่างไร แธ็คคาราบอกว่า เราสามารถผสมผสานเทคโนโลยี
การสื่อสารแบบไร้สาย (wireless) ระบบบอกตําแหน่งบ
นพื้นผิวโลก เช่น จีพีเอส (GPS) และเทคโนโลยีในการ
จัดสรรทรัพยากรเข้าด้วยกัน เพื่อลดปริมาณ ‘ของ’ ที่เรา
ต้องครอบครองเป็นเจ้าของเพื่อใช้มัน เช่น รถยนต์ ถนน
คอมพิวเตอร์ หรือสํานักงาน ถ้าเราคิดเรื่องการออกแบบ
อย่างบูรณาการและเป็นระบบ โดยเอาวิถีชีวิตของคนเป็น
ตั ว ตั้ ง เราก็ จ ะค้ น พบว่ า เราไม่ จํ า เป็ น ต้ อ ง ‘เป็ น เจ้ า ของ’
หลายสิ่งหลายอย่างอีกต่อไป เราเพียงแต่ต้องรู้ว่ามันอยู่
ที่ไหน และเราจะใช้มันอย่างไรได้บ้าง แธ็คคาราย้ำ�ด้วยว่า
ในโลกใหม่ที่ ‘คน’ สําคัญกว่า ‘ของ’ นั้น ดีไซเนอร์จะต้อง
เปลี่ ย นจากคนที่ อ อกแบบ ‘ของ’ มาเป็ น คนที่ อ อกแบบ
‘ระบบซับซ้อน’ ที่มีระบบด้านสิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรม
และวัฒนธรรม ซ้อนทับกันอยู่ และระบบซับซ้อนนั้นควร
เป็นสมาชิก คํานึงถึงประสิทธิภาพและต้นทุน (ทั้งในรูปตัว
เงิน และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต) ของ
การไหลเวียน (flow) ของทั้งวัสดุก่อสร้างและพลังงานที่ใช้
ในระบบที่เราออกแบบ คํานึงถึง ‘คุณค่า’ ที่ผู้ใช้จะได้รับ
และมุ่งเน้นการออกแบบไปที่ ‘บริการ’ ที่มอบให้กับผู้ใช้
ไม่ใช่ออกแบบ ‘ของ’ ที่ในที่สุดจะเป็นเพียงขยะรกโลกโดย
ถ้าคุณอยากรู้ว่า โลกใหม่ในโลกทัศน์ของแธ็คคารา
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 46

มีหน้าตาเป็นเช่นใด ‘ความรู้หนังสือ’ (literacy) ของเราจะ
เปลี่ยนจากการรับสาร (ที่ส่วนใหญ่ “ไร้สาระ”) จากโฆษณา
กว่ า 200 ชิ้ น ในแต่ ล ะวั น มาเป็ น การรั บ ข้ อ มู ล ที่ สํ า คั ญ
เกี่ ย วกั บ สุ ข ภาพของโลกและสุ ข ภาพส่ ว นตั ว ของเราได้
อย่างไร ‘ความฉลาด’ ของคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็กลง
เรื่อยๆ จนอยู่ได้ทุกหนทุกแห่ง ไม่เว้นแม้แต่ในเนื้อผ้าที่เรา
สวมใส่นั้น ควรเป็นความฉลาดแบบไหนกันแน่ และเหตุใด
แธ็คคาราจึงเชื่อว่า “เมื่อคุณใส่เทคโนโลยีฉลาดๆ เข้าไปใน
สินค้าที่ไร้จุดหมาย ผลที่เกิดขึ้นคือสินค้าปัญญานิ่ม” คุณก็
ไม่ควรพลาด In the Bubble – หนังสือที่นักออกแบบอ่าน
ได้ ผู้บริโภคอ่านดี และทุกคนที่หลงใหลในเทคโนโลยีใหม่ๆ
เพราะ ‘ความใหม่’ มากกว่า ‘คุณค่า’ ยิ่งต้องอ่าน.

สฤณี อาชวานันทกุล :: 47


Josh Gidding

ในยุ ค ทุ น นิ ย มเบ่ ง บานที่ เ ชิ ด ชู ป ระโยชน์ ข องการแข่ ง ขั น
ดูเผินๆ อาจจะไม่ใช่เรื่องแปลกอันใดที่สื่อทุกแขนงที่ขายดี
ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ ภาพยนตร์ หรือหนังสือ จะมุ่งเน้นการ
แต่ถ้าเราลองคิดกันจริงๆ ความนิยมของเรื่องราว
ความสํ า เร็ จ เหล่ า นี้ เ ป็ น เรื่ อ งน่ า ฉงนไม่ น้ อ ย เพราะโดย
ธรรมชาติของการแข่งขัน คนที่สังคมยกย่องว่าเป็น ‘ผู้ชนะ’
หรือ ‘ประสบความสําเร็จ’ ย่อมเป็นคนส่วนน้อย คนส่วน
ใหญ่จะคุ้นเคยกับความล้มเหลวมากกว่า และในบรรดาคน
ที่ ป ระสบความสํ า เร็ จ ก็ มี เ พี ย งหนึ่ ง ในล้ า นเท่ า นั้ น ที่ ทํ า
อะไรๆ สําเร็จทุกเรื่องโดยไม่เคยประสบความล้มเหลวใน
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 48

ในโลกเช่นนี้ การสอนให้คน ‘แพ้เป็น’ และเรียนรู้
วิธีที่จะอยู่กับ ‘ความล้มเหลว’ ต่างๆ ในชีวิต จึงน่าจะเป็น
แต่ ใ นเมื่ อ สั ง คมไม่ ค่ อ ยสนใจผู้ แ พ้ จึ ง ไม่ น่ า แปลกใจที่ ใ น
หลายต่อหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่เรียกตัวเองว่า
‘พัฒนาแล้ว’ เราจึงได้เห็นอัตราส่วนชนชั้นกลางที่ตายด้วย
โรคที่มีสาเหตุมาจากความเครียดเป็นหลัก และคนที่ตอบ
แบบสอบถามว่า ‘ไม่มีความสุข’ พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี ทั้งๆ
ในโลกแบบนี้ หนั ง สื อ อย่ า ง Failure: An
Autobiography โดย จอช กิดดิ้ง (Josh Gidding) จึงเป็น
หนังสือหายากที่น่าอ่านและเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะนี่
ไม่ใช่หนังสือประเภท ‘how-to’ ธรรมดา หากเป็นประวัติ
ความล้มเหลวในชีวิตของชาวอเมริกันคนหนึ่ง ผู้มีทั้งความ
ล้มเหลวต่างๆ ในชีวิตของตัวเอง และมีความสามารถใน
การถ่ายทอดประสบการณ์เหล่านั้นออกมาให้เราอ่าน โดย
ประเทศที่ทัศนคติ ‘ผู้ชนะได้ทุกอย่าง’ (winner takes all)
กิดดิ้งถ่ายทอดความล้มเหลวต่างๆ ในชีวิตของเขา
ออกมาอย่างละเอียดถี่ยิบและตรงไปตรงมา แต่เต็มไปด้วย
สฤณี อาชวานันทกุล :: 49

มุกตลกและไหวพริบปฏิภาณ และไม่เคยลังเลที่จะหัวเราะ
เยาะความเปิ่น ความเย่อหยิ่งทะนงตน หรือความโง่เขลา
ของตั ว เองในอดี ต เราได้ รู้ ว่ า กิ ด ดิ้ ง ในวั ย รุ่ น นั้ น มี ค วาม
และแพงที่สุดในอเมริกา ชื่อ Philips Exeter Academy แต่
ผ ล ก า ร เ รี ย น ข อ ง เ ข า ไ ม่ ดี พ อ ที่ จ ะ ทํ า ใ ห้ กิ ด ดิ้ ง เ ข้ า
มหาวิ ท ยาลั ย เก่ า แก่ ที่ มี ชื่ อ เสี ย งของประเทศได้ กิ ด ดิ้ ง
ยอมรับว่า ถึงแม้ว่าเขาจะเคยคิดว่าตัวเองเก่งกว่าและฉลาด
กว่ า คนส่ ว นใหญ่ (สาเหตุ ห นึ่ ง มาจากความสนใจศึ ก ษา
ภาษาโบราณอย่างกรีกและละติน สอง ‘ภาษาปัญญาชน’
ในโลกตะวันตก) ความรู้สึกมีปมด้อยของเขาที่ไม่ได้มาจาก
ครอบครัวชนชั้นนํา (เช่น ตระกูลนักการเมืองเก่าแก่) ทําให้
กิดดิ้งอธิบายประสบการณ์สําคัญๆ ทุกเรื่องในชีวิต
ของเขาที่มีความล้มเหลวเป็นส่วนประกอบสําคัญ ตั้งแต่
การมีเพศสัมพันธ์เป็นครั้งแรก ไปจนถึงการเป็นโรคซึมเศร้า
ต้นฉบับนับไม่ถ้วนถูกปฏิเสธจากสํานักพิมพ์ ความล้มเหลว
ในชีวิตแต่งงาน และ ‘ความล้มเหลวในฐานะลูกชาย’ (เขา
เพิ่งรู้จากการคุยกับพ่อทางโทรศัพท์ตอนโตแล้วว่า เขาเป็น
ลูกที่ล้มเหลวในสายตาของพ่อ) อย่างละเอียดและตรงไป
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 50


ทุกคนที่อยากรู้วิธี ‘รับมือ’ กับความล้มเหลวต่างๆ
ในชีวิต และคนหลงตัวเองที่มักจะเผลอคิดว่าตัวเอง ‘เหนือ’
กว่าคนอื่นอยู่เนืองๆ (ผู้เขียนคอลัมน์นี้ก็มีปัญหานี้เป็นบาง
ครั้ง) ไม่ควรพลาด Failure: An Autobiography – หนังสือ
ที่ดีกว่า ‘how-to’ ขายดีทุกเล่มที่ไม่เคยสอนเราว่า การแพ้
ให้เป็นต่างหาก คือสิ่งที่สําคัญกว่าชัยชนะ.

สฤณี อาชวานันทกุล :: 51

Conspiracy of Fools
Kurt Eichenwald

ในประวัติศาสตร์ทุนนิยมสมัยใหม่ ยากที่ใครจะหาเรื่องราว
ของบริษัทเอกชนที่มีสีสัน ความหลากหลายของตัวละคร
ความซั บ ซ้ อ นยอกย้ อ นของธุ ร กิ จ ที่ ใ ห้ บ ทเรี ย นต่ อ ภาค
สังคม ธุรกิจ และการเมือง ได้ดีไปกว่าประวัติความรุ่งเรือง
และล่ ม สลายของเอ็ น รอน บริ ษั ท พลั ง งานยั ก ษ์ ใ หญ่ ข อง
อเมริกาที่กลายเป็นคดีล้มละลายที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทําให้
อาร์เธอร์ แอนเดอร์สัน หนึ่งในบริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน
ผู้บริหารถูกศาลตัดสินจําคุกในข้อหาฉ้อโกง และทําให้ทั่ว
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 52

ในหนังสือ ‘สารคดีเชิงนิยาย’ เรื่อง Conspiracy of
Fools: A True Story นักข่าวหัวเห็ดประจําหนังสือพิมพ์
The New York Times นาม เคิร์ท ไอเคนวอลด์ (Kurt
Eichenwald) ใช้ข้อมูลหลักฐานมากมายและบทสัมภาษณ์
ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่างๆ ในคดีเอ็นรอนที่กินเวลารวมกันนับ
พันชั่วโมง พร้อมความช่วยเหลือจากทีมผู้ช่วยวิจัย มาเรียง
นิยายนักสืบชั้นดี ตัวละครหลักในหนังสือเล่มนี้คือ แอนดรูว์
ฟาสทาว (Andrew Fastow) อดีต Chief Financial Officer
(CFO) ของเอ็นรอน ซึ่งถูกศาลตัดสินว่าเป็น ‘ตัวการ’ หลัก
ในคดีเอ็นรอน ไอเคนวอลด์วาดภาพฟาสทาวให้เราเห็น
อย่างชัดเจนว่าเป็นผู้บริหารที่ ‘เลว’ ที่สุดในเอ็นรอน เป็น
คนคิ ด สารพั ด วิ ธี โ กงบริ ษั ท ที่ ห ลากหลายอย่ า งไม่ น่ า เชื่ อ
ถึ ง แม้ ว่ า กลโกงของเขาจะไม่ ใ ช่ เ รื่ อ งใหม่ ใ นโลกของ
อาชญากรรมธุ ร กิ จ – ฟาสทาวก่ อ ตั้ ง บริ ษั ท กล่ อ งที่ ไ ม่ มี
ตัวตนอยู่จริง เพื่อหลอกให้บริษัทจ่าย ‘ค่าที่ปรึกษา’ และ
‘ค่าบริหารเงิน’ แพงๆ ให้กับตัวเองในฐานะ ‘คนนอก’ และ
สมคบคิดกับผู้สอบบัญชีจากอาร์เธอร์ แอนเดอร์สัน ตกแต่ง
บั ญ ชี เ พื่ อ ปกปิ ด ผลขาดทุ น จากสายตาของผู้ ถื อ หุ้ น และ
สร้ า งผลกํ า ไรที่ ไ ม่ มี อ ยู่ จ ริ ง ไอเคนวอลด์ พิ สู จ น์ ด้ ว ยบท
สนทนาและเอกสารหลักฐานมากมายให้เราเห็นว่า แรงจูง
ใจของฟาสทาวคือความโลภ และ ‘ปมเด่น’ ที่โหยหาการ
ยอมรับจากเพื่อนร่วมงานและโลกธุรกิจตลอดเวลา ถึงแม้ว่า
สฤณี อาชวานันทกุล :: 53

เรื่ อ งราวของเอ็ น รอนในหนั ง สื อ เล่ ม นี้ จ ะถอยกลั บ ไปถึ ง
ทศวรรษ 1980 เพื่อแสดงให้เห็นว่าบริษัทนี้มีพฤติกรรม
ไม่ชอบมาพากลมานานแล้ว เนื้อหาส่วนใหญ่ในหนังสือเน้น
หนักไปที่เหตุการณ์หลังปี 1997 เมื่อเอ็นรอนเริ่มประสบผล
ขาดทุน กดดันให้ฟาสทาวและลูกน้องเริ่มตกแต่งบัญชีอย่าง
น่าเกลียดขึ้นเรื่อยๆ จนความแตก
นั ก วิ จ ารณ์ ห นั ง สื อ บางรายมองว่ า การเดิ น เรื่ อ ง
ของไอเคนวอลด์ทําให้ เคน เลย์ (Ken Lay - CEO ของเอ็น
รอน) และ เจฟฟ์ สกิลลิ่ง (Jeff Skilling - President ของ
เอ็นรอน) ดูเป็นผู้บริสุทธิ์เกินไป ดุจเป็นผู้บริหารที่รู้เท่าไม่
ถึงการณ์จนถูกฟาสทาวหลอก แต่ผู้เขียนคิดว่า ‘ความเลว’
เพี ย งแต่ ค วามเลวของเลย์ เ ป็ น ความเลวแบบซั บ ซ้ อ นที่
สะท้อนในการไม่ยอมทําสิ่งที่ถูกต้อง (เช่น ไม่บอกคณะ
กรรมการเมื่อรู้ว่าบริษัทมีปัญหาร้ายแรง) และการเข้าข้าง
ลูกน้อง ไม่ใช่ความเลวแบบตรงไปตรงมาอย่างในกรณีของ
นี้ทั้งอ่านสนุกและน่าอ่าน คือรายละเอียดมากมายที่ไอเคนวอลด์ เ ก็ บ มาใส่ เ ป็ น สี สั น ทํ า ให้ ตั ว ละครทั้ ง หมดดู เ ป็ น
คนจริงๆ ที่มีชีวิต มีปัญหา ปมเด่น ปมด้อย อุปนิสัย ข้อดี
และข้อเสียไม่ต่างจากคนอื่นๆ ไอเคนวอลด์ไม่เคยบอกเรา
ว่าใครเป็น ‘คนดี’ และใครเป็น ‘คนเลว’ หากปล่อยให้เรา
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 54

นอกจากจะเป็ น หนั ง สื อ ที่ มี คุ ณ ค่ า อย่ า งยิ่ ง ทาง
ประวัติศาสตร์ รายละเอียดใน Conspiracy of Fools ยังทํา
ที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะเป็น คาร์ล บาส (Carl Bass) นักบัญชี
บั ญ ชี , วิ น ซ์ คามิ น สกี (Vince Kaminski) และ เควิ น
คินดาล (Kevin Kindall) นักวิเคราะห์ชั้นผู้น้อยของเอ็นรอน
ที่ พ ยายามอธิ บ ายอั น ตรายจากกลวิ ธี ข องฟาสทาวให้ ผู้
บริหารฟัง ต้องขอขอบคุณไอเคนวอลด์ที่ทําให้คุณความดี

สฤณี อาชวานันทกุล :: 55

Blessed Unrest
Paul Hawken

ถ้ า คุ ณ มี เ วลาอ่ า นหนั ง สื อ สารคดี เ พี ย งเล่ ม เดี ย วในปี นี้ ผู้
เขียนขอแนะนําให้คุณเลือก Blessed Unrest โดย พอล
ฮอว์เกน (Paul Hawken) นักธุรกิจ นักสิ่งแวดล้อม และ
นั ก รณรงค์ ค วามยุ ติ ธ รรมทางสั ง คมในดวงใจของผู้ เ ขี ย น
เพราะนี่เป็นหนังสือสนุกและประเทืองปัญญาแบบบูรณาการข้ า มศาสตร์ ห ลายแขนง ที่ จ ะทํ า ให้ คุ ณ ได้ รั บ ความรู้
ใหม่ๆ มากมาย เห็นความเชื่อมโยงระดับโลกของปัญหา
ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม และรู้สึกว่าโลกนี้มีคนดีมากกว่า
ประเด็นหลักใน Blessed Unrest คือการนําเสนอ
สิ่ ง ที่ ฮ อว์ เ กนเรี ย กว่ า ‘ขบวนการเคลื่ อ นไหว’ (the
movement) ที่กําลังเปลี่ยนแปลงโลกในทางที่ดีขึ้นอย่าง
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 56

เงียบๆ แต่มั่นคง ขบวนการนี้แทบไม่มีใครมองเห็นตัวตน
พลวัตและวิถีการขับเคลื่อน ถูกมองข้ามโดยนักการเมือง
และสื่อมวลชน ไม่มีใครเป็นผู้นํา โฆษก หรือสํานักงานใหญ่
หากเป็นขบวนการหลวมๆ ตามธรรมชาติที่ประกอบสร้าง
จาก ‘ฐานราก’ ได้ แ ก่ องค์ ก รพั ฒ นาเอกชน (เอ็ น จี โ อ)
นั ก ธุ ร กิ จ เพื่ อ สั ง คม ชุ ม ชน และแม้ ก ระทั่ ง ปั จ เจกชนคน
ธรรมดาๆ ที่มีเว็บไซต์ กว่าสองล้านองค์กร กลุ่ม และคนทั่ว
โลก ขบวนการอันน่าทึ่งนี้ไม่จําเป็นต้องมีผู้นํา เพราะขับ
เคลื่อนด้วยสิ่งเดียวกัน คือจิตสาธารณะของสมาชิกที่ตั้งใจ
ท้องถิ่น หรือประเทศของพวกเขา
ให้เห็นความหลากหลายของสมาชิก ตั้งแต่นักเคลื่อนไหว
เพื่อสิ่งแวดล้อมมืออาชีพ มหาเศรษฐีพันล้านที่ทุ่มเทเวลา
สร้ า งธุ ร กิ จ เพื่ อ สั ง คม นายธนาคารที่ ร ณรงค์ ‘ธนาคารสี
เขียว’ ไปจนถึงคนธรรมดามีงานประจําที่เจียดเวลาส่วนตัว
มาช่วยสังคม เช่น ด้วยการรณรงค์ให้เพื่อนบ้านสนับสนุน
สวนผั ก ท้ อ งถิ่ น ปกป้ อ งระบบนิ เ วศในชุ ม ชน ตี แ ผ่
พฤติกรรมของบริษัทที่เอาเปรียบพนักงาน ฯลฯ ฮอว์เกน
อธิบายไอเดียหลายสิบไอเดียที่ ‘เจ๋ง’ และฉลาดอย่างน่าทึ่ง
รวมทั้ ง ประวั ติ ศ าสตร์ ที่ ย้ อ นกลั บ ไปได้ น านหลายร้ อ ยปี
องค์ ก รและกลุ่ ม เพื่ อ สั ง คมและสิ่ ง แวดล้ อ มมากมายก็
สฤณี อาชวานันทกุล :: 57

ปาเข้าไปกว่า 100 หน้า พลิกดูเมื่อไรก็สุขใจเมื่อนั้น
นอกจากจะรวบรวมไอเดี ย ดี ๆ จากกลุ่ ม ผู้ มี จิ ต
สาธารณะทั่ ว โลกมาอยู่ ใ นหนั ง สื อ หนึ่ ง เล่ ม ฮอว์ เ กนยั ง
กลุ่มต่างๆ ที่ส่วนใหญ่ไม่รู้จักกันเลย เช่น การวิพากษ์ระบบ
ตลาด ซึ่ ง ฮอว์ เ กนอธิ บ ายว่ า “ถ้ า จะมี ข้ อ วิ พ ากษ์ ร ะบบ
ข้อวิพากษ์นั้นคือข้อสังเกตที่ว่า ดูเหมือนสินค้าต่างๆ จะ
กลายเป็นสิ่งที่สําคัญกว่าคน และได้รับการดูแลดีกว่าคนไป
แล้ ว โลกเราจะมี ห น้ า ตาเป็ น เช่ น ไร ถ้ า เหตุ ก ารณ์ ก ลั บ
ตาลปัตร?” ฮอว์เกนอธิบายด้วยว่า หลายครั้งการทําสิ่งที่
‘ดี’ เป็นปัญหาด้านภาพพจน์ที่ต้องใช้เวลานานกว่าที่คนทั่ว
ไปจะเข้าใจ เพราะคนมักจะยึดติดกับกระบวนทัศน์เก่าๆ
จนเปิดรับไอเดียใหม่ๆ ยาก เช่น การทําเหมืองแบบระเบิด
ยอดเขา ซึ่งเป็นกระบวนการโบราณที่ทําความเสียหายให้
กับสิ่งแวดล้อม และปัจจุบันก็ไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดแล้ว ไม่ค่อย
ถูกใครครหาว่าล้าหลัง ในขณะที่คนมักจะมองการชุมนุม
โลก (WTO) ว่าไร้ประโยชน์และเพ้อฝัน ซึ่งไม่เป็นความจริง
ฮอว์เกนอธิบายเหตุผลหลายประการ ที่ขบวนการ
นี้ก่อตัวขึ้นทั่วโลก ตั้งแต่ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม
(ภายในกลางศตวรรษนี้ ปริมาณทรัพยากรต่อประชากรโลก
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 58

หนึ่ ง คนจะลดลงครึ่ ง หนึ่ ง ) ปั ญ หาสุ ข ภาพ ปั ญ หาความ
ยากจนเรื้ อ รั ง (บริ ษั ท ที่ ร่ำ � รวยที่ สุ ด 200 แห่ ง ในโลกมี
สินทรัพย์มากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของประชากรโลกกว่าสอง
เท่า และสินทรัพย์ของบริษัทเหล่านั้นก็กําลังเติบโตเร็วกว่า
รายได้ของประชากรโลกส่วนใหญ่ถึง 50 เท่า) หากคุณ
อยากรู้ว่าเอ็นจีโอนิสัยดี ธุรกิจเพื่อสังคมที่มีประสิทธิภาพ
และคนธรรมดาผู้ มี จิ ต สาธารณะทั่ ว โลกกํ า ลั ง ช่ ว ยสั ง คม
อย่างไร ต่อกรกับบริษัทเห็นแก่ตัวที่ทุนหนากว่าด้วยวิธีใด
บ้าง และเหตุใดฮอว์เกนจึงเชื่อมั่นว่าขบวนการนี้จะนําไปสู่
โลกใบใหม่ที่คนมีคุณภาพชีวิตกว่าเดิม และพัฒนาอย่างยั่ง
ยืนกว่าเดิมได้จริง ขอแนะนํา Blessed Unrest – หนังสือที่
สฤณี อาชวานันทกุล :: 59

Infectious Greed
Frank Partnoy

ในภาวะที่ตราสารอนุพันธ์ (derivatives) ที่ผูกกับสินเชื่อ
บ้านของผู้มีรายได้น้อยหรือที่เรียกว่าซับไพรม์ (subprime)
ในสหรั ฐ อเมริ ก าได้ ก่ อ ความปั่ น ป่ ว นให้ กั บ ตลาดเงิ น และ
ตลาดทุนทั่วโลกตั้งแต่ปี 2549 ต่อเนื่องตลอดปี 2550 และ
ทํ า ให้ ส ถาบั น การเงิ น หลายแห่ ง ในอเมริ ก าและยุ โ รปเกิ ด
ปัญหาขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง หลายคนคงกําลังสงสัย
ว่า ปัญหานี้เป็นปัญหาของสถาบันการเงินและนักลงทุน
“โลภมาก” จํานวนไม่กี่รายเท่านั้นจริงหรือ?
แฟรงค์ พาร์ทนอย (Frank Partnoy) อดีตนักค้า
เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยและนักเขียน หลังจากทนเห็น
ความเหลวแหลกของวงการการเงินไม่ไหว เขายกตัวอย่าง
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 60

และหลักฐานน่าเชื่อถือมากมายมาอธิบายว่า เหตุใดเขาจึง
เชื่อว่าปัญหาต่างๆ มีตราสารอนุพันธ์เป็นตัวละครหลัก และ
สะท้อนให้เห็นว่าภาคธุรกิจการเงินมี ‘ปัญหาเชิงโครงสร้าง’
ที่ มี ร ากมาจากความโลภของนั ก การเงิ น ที่ ร ะบาดอย่ า ง
ง่ า ยดายและสร้ า งปั ญ หากั บ ภาคเศรษฐกิ จ จริ ง ได้ อ ย่ า ง
รุนแรง เมื่อภาครัฐละเลยที่จะกํากับดูแลอย่างแข็งขัน ใน
หนังสืออ่านสนุกและอัดแน่นไปด้วยข้อมูลเรื่อง Infectious
Greed: How Deceit and Risk Corrupted the Financial
Markets (ชื่อของหนังสือซึ่งอาจแปลเป็นไทยได้ว่า ‘โลภ
ระบาด’ มาจากคํ า กล่ า วของ อลั น กรี น สแปน (Alan
Greenspan) เมื่อเขาแสดงทัศนะต่อคดีฉ้อฉลของผู้บริหาร
ตราสารอนุพันธ์ ตั้งแต่ยุคแรกคือต้นทศวรรษ 1970 และจบ
ลงที่การล่มสลายของเวิร์ลด์คอมประมาณปี 2003 เขามี
บางช่วง) พาร์ทนอยอธิบายว่า การใช้ตราสารเหล่านั้นใน
กลยุ ท ธ์ ที่ ไ ร้ ค วามเสี่ ย งหรื อ มี ค วามเสี่ ย งต่ำ � (arbitrage
strategy) ทําให้พ่อมดการเงินร่ำ�รวยได้อย่างรวดเร็ว แต่ไม่
นานผู้เล่นคนอื่นๆ ก็จะก๊อปปี้กลยุทธ์ดังกล่าว ทําให้กําไร
อันตรธานไปอย่างรวดเร็วไม่แพ้กัน จนกว่าจะมีผู้คิดค้น
กลยุทธ์ทํากําไรใหม่ๆ ทําให้เกม ‘วิ่งหากําไร’ เริ่มขึ้นอีกรอบ
สฤณี อาชวานันทกุล :: 61

หนึ่ง แต่พาร์ทนอยชี้ให้เห็นว่า โอกาสทํากําไรแบบไร้ความ
เสี่ ย งหรื อ ความเสี่ ย งต่ำ � นั้ น มี น้ อ ยมากในวงการการเงิ น
ดังนั้นพ่อมดการเงินทั้งหลายจึงต้องหาช่องทางใหม่ๆ เช่น
‘หั่น’ ตราสารทางการเงินออกเป็นชิ้นๆ ตามระดับความ
เสี่ยง แล้วนําชิ้นส่วนมาประกอบกันเป็นตราสารแบบใหม่
ปัญหาใหญ่คือ วิธีการทํากําไรของตราสารใหม่ๆ
เหล่านี้ (เช่น อนุพันธ์สินเชื่อบ้านสำ�หรับผู้มีรายได้น้อย)
มั ก จะตั้ ง อยู่ บ นช่ อ งโหว่ ข องกฎหมายหรื อ การหลบเลี่ ย ง
กฎหมาย (regulatory arbitrage) ในความเห็นของพาร์ทนอย ความพยายามของนักการเงินในการออกแบบตราสาร
ทํานองนี้ ประกอบกับความสลับซับซ้อนของตราสารที่ยาก
แก่การประเมินความเสี่ยง และผลประโยชน์ทับซ้อนของ
สถาบั น การเงิ น คื อ สาเหตุ ห ลั ก ที่ นํ า ไปสู่ ก ารฉ้ อ ฉลของ
ผู้ บ ริ ห าร ดั ง นั้ น แรงจู ง ใจของสถาบั น การเงิ น ในการ
ออกแบบและใช้ตราสารอนุพันธ์ จึงแปรเปลี่ยนไปในทางที่
เลวลง จากเดิมที่เคยพยายามสร้างมูลค่าเพิ่มจริงๆ ให้กับ
ลูกค้าบริษัท กลายเป็นการหลอกล่อและหลอกลวงลูกค้า
บริษัทและนักลงทุนให้เชื่อว่า ตราสารเหล่านี้สามารถ ‘เสก
อากาศให้เป็นเงิน’ ได้
ผิดชอบกว่าเดิม เช่น การให้ภาครัฐกํากับดูแลธุรกิจตราสาร
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 62

อนุพันธ์อย่างเคร่งครัดมากขึ้น การเปิดเสรีธุรกิจตัวกลาง
(เช่น บริษัทประเมินเครดิตซึ่งตอนนี้มีผู้เล่นเพียง 3-4 ราย)
ให้มีการแข่งขันกันมากกว่าเดิม และส่งเสริมธุรกรรมแบบ
short-selling เพื่อลดความร้อนแรงของการเก็งกําไรหุ้นขา
ขึ้น น่าเสียดายที่ปัจจุบันยังไม่มีภาครัฐประเทศใดนําข้อ
อย่างจริงจัง แต่หนังสือเล่มนี้ก็ช่วยให้มองเห็นปัญหาเชิง
โครงสร้ า งของธุ ร กิ จ การเงิ น ที่ ทํ า ให้ ‘โลภระบาด’ ของ
จริ ง ได้ อ ย่ า งชั ด เจนและมี ข้ อ มู ล สนั บ สนุ น หนั ก แน่ น จน

สฤณี อาชวานันทกุล :: 63

The World Without Us
Alan Weisman

ในบรรดาปัญหาระดับโลกทั้งหลาย คงไม่มีปัญหาใดที่เร่ง
ด่ ว นที่ สุ ด และเป็ น อั น ตรายต่ อ ความอยู่ ร อดของสิ่ ง มี ชี วิ ต
เท่ากับปัญหาสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมด้วยน้ำ�มือมนุษย์ แต่
ถึงแม้ว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมหลายประการ เช่น โลกร้อน
กําลังกลายเป็น ‘กระแส’ ที่กระตุ้นให้หลายฝ่ายหันหน้ามา
หาวิธีแก้ไข หนังสือที่เกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมส่วนใหญ่ก็
ยั ง ใช้ ภ าษาวิ ช าการน่ า เบื่ อ และเข้ า ใจยาก หรื อ ไม่ ก็ เ ป็ น
ต้านบริษัทต่างๆ โดยปราศจากหลักฐานทางวิชาการที่หนัก
ในภาวะแบบนี้ หนังสือเรื่อง The World Without
Us ของ อลัน ไวส์แมน (Alan Weisman) ผู้สื่อข่าวและ
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 64

นักเขียนผู้ได้รับรางวัลมากมาย จึงนับเป็นหนังสือส่วนน้อย
ที่ ไ ม่ เ พี ย งแต่ อ่ า นสนุ ก น่ า ติ ด ตามตลอดทั้ ง เล่ ม แต่ ยั ง ให้
ความรู้ใหม่ๆ มากมายและช่วยกระตุ้นจิตสํานึกอนุรักษ์สิ่ง
แวดล้อมได้ดีกว่าตําราเรียนนับไม่ถ้วน ยังไม่นับว่าการเก็บ
รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ จากการเดินทางไปทั่วทุกมุมโลก
มาใส่ในหนังสือ ทําให้หนังสือเล่มนี้เป็น “บันทึกการเดิน
ทาง” ชั้นเยี่ยมอีกด้วย
หนังสือเล่มนี้พยายามตอบคําถามว่า โลกจะเป็น
เช่นใดถ้าอยู่ดีๆ มนุษยชาติเกิดหายไปจากโลกในวันพรุ่งนี้?
ในเมื่ อ คํ า ถามนี้ เ ป็ น เพี ย งเหตุ ก ารณ์ ส มมติ คํ า ตอบของ
ไวส์แมนจึงต้องเป็นการ “รายงานข่าวจากจินตนาการ” อัน
ถ้าไม่มีมนุษย์ ธรรมชาติปรับตัวกลายสภาพกลับไปเป็นโลก
ได้หรือไม่? หรือว่ามนุษย์จะทิ้งร่องรอยบางอย่างเอาไว้ที่
ธรรมชาติไม่มีวันลบเลือนได้? สิ่งปลูกสร้างของมนุษย์แบบ
สิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์บางอย่างที่ทนทานมากๆ ต่อลมฟ้า
อากาศ เช่ น พลาสติ ก มี ผ ลกระทบทางลบใดบ้ า งต่ อ
ธรรมชาติ และจะมีวันย่อยสลายได้หรือไม่ อย่างไร? เหล่านี้
สฤณี อาชวานันทกุล :: 65

ท่านพอเห็นว่าเหตุใด The World Without Us จึงเป็น
มากกว่ า สารคดี ธ รรมดา: ไวส์ แ มนพาเราไปเยื อ นป่ า ลึ ก
ในอเมซอน ณ ดิ น แดนที่ ช าวอิ น เดี ย นแดงเผ่ า ซาปารา
(Zapara) ดื่ม ชิคา (chica) เบียร์ที่ทําจากมันสําปะหลังหมัก
และกิ น เนื้ อ ลิ ง เป็ น อาหาร เมื่ อ หลายชั่ ว คนที่ แ ล้ ว ชาว
อินเดียนแดงเผ่านี้มีสมาชิกกว่าสองแสนคน ดํารงชีพด้วย
การล่าสัตว์ป่า ชีวิตของพวกเขาเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็น
หลังมือเมื่อเฮนรี ฟอร์ด (Henry Ford) เริ่มผลิตรถยนต์
ป้อนตลาดด้วยระบบสายพานในโรงงาน ความต้องการยาง
พื้ น เมื อ งเผ่ า อื่ น ๆ และทํ า ลายล้ า งป่ า ไม้ ซึ่ ง เคยเป็ น ที่ อ ยู่
อาศัยของพวกเขา ปัจจุบันชาวซาปาราเหลือเพียงไม่กี่ร้อย
คน วิถีชีวิตดั้งเดิมของพวกเขาสูญหายอย่างไม่มีวันหวนคืน
พวกเขาโค่นป่าไม้และเผาเพื่อทําไร่มันสําปะหลัง และถึงแม้
พวกเขาจะเชื่อว่าเผ่าพันธ์ุสืบเชื้อสายมาจากลิง ป่าไม้ที่ไม่
อานา มาเรีย (Ana Maria) หญิงชราคนเดียวในเผ่าประท้วง
เรื่องนี้ เธอถามว่า “เมื่อเราต้องกินบรรพบุรุษเป็นอาหาร
หนังสือเล่มนี้ เขาบอกว่า ถึงแม้ว่าเราอาจไม่ถูกสถานการณ์
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 66

บีบบังคับให้กินเนื้อตัวเอง เราก็อาจจะต้องเลือกทําอะไรที่
เกือบจะเลวร้ายพอกัน เมื่อเรากําลังเดินอย่างคนตาบอด
งุ่มง่ามไปสู่อนาคตที่มองไม่เห็น ต่อคําถามที่ว่าจะเกิดอะไร
ขึ้นกับโลกถ้ามนุษยชาติหายตัวไป ไวส์แมนจะพาเราไป
เยือน ไบอาโลวีจา พุสก์จา (Bialowieza Puszcza) ป่า
ดงดิบโบราณผืนเดียวที่เหลืออยู่ในยุโรป เมืองใต้ดินหลาย
เมื อ งที่ มี พ รมแดนติ ด กั น เป็ น คอมเพล็ ก ซ์ อั น น่ า ทึ่ ง
ชื่อ Cappadocia ในตุรกี ข้ามทวีปไปยังเขตปลอดทหาร
(DMZ) ระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ (ซึ่งกลายเป็น
บ้ า นของสั ต ว์ น านาชนิ ด ที่ อ าจจะสู ญ พั น ธ์ุ ไ ปแล้ ว ถ้ า ไม่ มี
DMZ) ไปทั ว ร์ อ าณาจั ก รใต้ ดิ น ของมหานครนิ ว ยอร์ ก
ข้ า มทวี ป กลั บ ไปเยื อ นโรงแรมร้ า งในไซปรั ส ทุ่ ง หญ้ า
Serengheti ในแอฟริกา และสถานที่อันน่าพิศวงอื่นๆ อีก
มากมาย ผู้เขียนเชื่อว่าเมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้จบลง ท่าน
ขึ้น และรักโลกนี้มากกว่าเดิมหลายเท่า.

สฤณี อาชวานันทกุล :: 67

The Power of Gold
Peter Bernstein

ในบรรดาหนังสือภาษาอังกฤษด้านประวัติศาสตร์การเงิน มี
น้อยคนที่ทําเรื่อง ‘น่าเบื่อ’ อย่างการเงินให้เป็นเรื่องสนุกน่า
ติดตามเท่ากับ ปีเตอร์ เบิร์นสตีน (Peter Bernstein) อดีตผู้
จัดการกองทุนที่ขายกิจการของเขาให้กับกลุ่ม Citigroup
ของอเมริกาตั้งแต่ปี 1967 และนับจากนั้นก็ทํางานเป็นที่
ปรึ ก ษาด้ า นการลงทุ น ให้ กั บ บริ ษั ท ชั้ น นํ า และเอ็ น จี โ อ
มากมาย ในโลกปัจจุบันที่นักวิเคราะห์หลักทรัพย์จํานวนนับ
ไม่ถ้วนสูญสิ้น ‘ความเป็นอิสระ’ อย่างสิ้นเชิงเมื่อยอมเป็น
อยู่ได้อย่างน่าชื่นชม และสามารถมอง ‘ภาพกว้าง’ ของโลก
การเงิ น ซึ่ ง มี ป ระวั ติ ย าวนานนั บ พั น ปี ในขณะที่ เ พื่ อ น
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 68

ประสบการณ์ อั น โชกโชนของเบิ ร์ น สตี น (เขาใช้
ชีวิตผ่านช่วงเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงที่สุดของอเมริกา ที่
เรียกว่า Great Depression เคยทํางานให้กับหน่วยข้อมูล
เศรษฐกิจของ OSS ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ต่อมา
กลายเป็น CIA และเห็นตลาดหุ้นบูมและดิ่งเหวมานับครั้ง
ไม่ถ้วน) ความรู้และความสนใจกว้างขวาง ความเป็นอิสระ
อย่างหาตัวจับยาก และความสามารถในการทําเรื่องยาก
ให้ เ ข้ า ใจง่ า ย ทํ า ให้ เ ขาเป็ น นั ก เขี ย นที่ มี ผ ลงานโด่ ง ดั ง
มากมาย อาทิเช่น Against the Gods เรื่องราวเกี่ยวกับ
ประวัติศาสตร์ความเสี่ยง และ Capital Ideas เรื่องราวเกี่ยว
กับพัฒนาการสําคัญๆ ในโลกการเงิน แต่หนังสือของเบิร์นสตีนที่ผู้เขียนอยากแนะนําคือเรื่องราวที่อาจใกล้ตัวพวกเรา
คนไทยมากกว่า นั่นคือ The Power of Gold หนังสือที่
ต่ อ แร่ ธ าตุ ที่ ชื่ อ ‘ทองคํ า ’ ตั้ ง แต่ อ ารยธรรมเริ่ ม แรกของ
มนุษย์ จนถึงบทบาทของเงินดอลลาร์สหรัฐในฐานะ ‘มาตรฐานทองคํา’ ในปัจจุบัน และแนวโน้มในอนาคต
ทองคํ า เป็ น โลหะที่ ใ ช้ แ ทนเงิ น กั น แพร่ ห ลายในแทบทุ ก
วัฒนธรรมที่มีแหล่งทองคํา โดยเฉพาะในสมัยโบราณที่การ
ใช้แรงงานทาสยังแพร่หลายในสังคมมนุษย์ การที่ทองคําไม่
สฤณี อาชวานันทกุล :: 69

ทําปฏิกิริยากับออกซิเจน ทําให้มันแวววาวอยู่เสมอเมื่อ
สัมผัสกับอากาศและไม่มีวันขึ้นสนิม ทําให้คนรู้สึกว่าทอง
ไปด้วยความไม่ยั่งยืน นอกจากนี้ ทองยังเป็นโลหะที่มีความ
อ่ อ นตั ว มากที่ สุ ด คุ ณ สมบั ติ ทั้ ง หมดนี้ ทํ า ให้ โ ครเอซั ส
กษัตริย์แห่งอาณาจักรลีเดีย นําทองจากแม่น้ำ�ในตุรกีมา
ผลิ ต เหรี ย ญกษาปณ์ ขึ้ น ใช้ เ ป็ น ครั้ ง แรกในโลก เมื่ อ 550
ปีก่อนคริสตกาล กระทั่งมาถึงยุคกลาง ระบบการเงินโลกก็
พัฒนาไปเป็นระบบ ‘สองสกุลเงิน’ โดยใช้ธาตุเงินในการ
ทําธุรกรรมขนาดเล็ก และธาตุทองในการทําธุรกรรมขนาด
ใหญ่ เนื่ อ งจากทองคํ า แพงกว่ า และมี มู ล ค่ า สู ง กว่ า เงิ น
(ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจในประวัติศาสตร์ทองคําคือ ชาวจีน
ใช้เงินกระดาษแทนทองคํามานานกว่าชาวยุโรป คือตั้งแต่
ราวศตวรรษที่ 13 เพราะคิดว่าเป็นเรื่องไร้สาระที่จะใช้ธาตุ
ที่ มี ค่ า สู ง ขนาดนั้ น เป็ น เงิ น ตรา เนื่ อ งจากการพิ ม พ์ เ งิ น
กระดาษนั้นง่ายกว่าการขุดหรือร่อนทองในธรรมชาติ การที่
รุนแรง เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าผู้นําสามารถต้านทานแรงเย้า
ตื่นเต้นของทอง จากยุคที่มันถูกใช้แทนเงินตรา มาถึงยุคที่
กลายเป็น ‘เงินสํารอง’ รองรับเงินกระดาษ ซึ่งถูกใช้เป็นเงิน
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 70

ตราแทนที่ทองคําประมาณปลายศตวรรษที่ 17 เนื่องจาก
สามารถขุ ด ทองและเงิ น ขึ้ น มาทํ า เงิ น ตราได้ ทั น ต่ อ ความ
ต้ อ งการ ถ้ า คุ ณ อยากรู้ ว่ า เหตุ ใ ดเบิ ร์ น สตี น จึ ง บอกว่ า
‘มาตรฐานทองคํา’ เป็นผลผลิตของความบังเอิญหลายเรื่อง
ติดต่อกัน ทองคํามีบทบาทในการเก็งกําไรแบบไร้ความ
เสี่ยง (arbitrage) ที่ลือลั่นยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์อย่างไร
เหตุการณ์นี้เกี่ยวข้องอย่างไรกับ ไอแซค นิวตัน นักวิทยาศาสตร์ผู้ค้นพบกฎแรงโน้มถ่วง เหตุใดเราจึงควรเป็นกังวล
ของระบบการเงิ น โลกได้ อ ย่ า งไร หาคํ า ตอบได้ ใ น The
Power of Gold – หนังสือการเงินชั้นยอดที่อ่านง่ายและ

สฤณี อาชวานันทกุล :: 71

The Art of Travel
Alain de Botton

ความเร่งรีบ ความเครียด แรงกดดันที่มาพร้อมกับการแข่ง
ขันกับบริษัทคู่แข่งหรือเพื่อนร่วมงาน และเวลาส่วนตัวที่ดู
จะเหลือน้อยลงเรื่อยๆ เป็นเหตุผลส่วนหนึ่งที่อธิบายว่าเหตุ
ใดคนสมัยใหม่จึงนิยมเดินทางในวันหยุด และเหตุใดไกด์บุ๊ค
และหนังสือเล่าประสบการณ์การเดินทาง (ที่ภาษาอังกฤษ
เรียกว่า travelogue) จะเป็นประเภทหนังสือที่กําลังได้รับ
ความนิยมมากขึ้นทุกขณะในโลกหมุนเร็วยุคปัจจุบัน รวม
เพียงใด คนส่วนใหญ่คงเคยรู้สึก ‘ผิดหวัง’ เมื่อไปเห็นสถาน
ที่จริงมาบ้างไม่มากก็น้อย ด้วยเหตุผลต่างๆ นานาที่คาด
เดาไม่ได้ล่วงหน้า เช่น ไม่เห็นสวยอย่างในรูปเลย, อากาศ
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 72

ไม่เป็นใจ, คนเยอะจนไม่สนุก, ทะเลาะกับเพื่อนที่ไปด้วยกัน
จนไม่มีอารมณ์จะชื่นชมทิวทัศน์ ฯลฯ
ในมุ ม มองของ อาแลง เดอ โบตอง (Alain de
Botton) นั ก ปรั ช ญาและนั ก เขี ย น (ผู้ โ ด่ ง ดั ง ในโลก
วรรณกรรมตะวันตกจากหนังสือ ‘ฮาวทูฉบับปัญญาชน’ ที่
ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือนเรื่อง How Proust Can
Change Your Life) ที่ถ่ายทอดในหนังสือเรื่อง The Art of
Travel ความผิดหวังของเรามักจะมาจากความที่เราสนใจ
เพียงแต่ว่าจะเดินทางไปไหน แต่ไม่ค่อยวางแผนว่าควรจะ
เดินทางอย่างไร และทําไม ซึ่งอาจเป็นประเด็นที่สําคัญกว่า
The Art of Travel ไม่ ใ ช่ ห นั ง สื อ travelogue
ธรรมดา แต่ เ ป็ น ‘ฮาวทู ’ ชั้ น เยี่ ย มที่ อ าจเรี ย กว่ า ‘วิ ธี
หาความสุขจากการเดินทาง’ เพราะเดอ โบตองอธิบาย
อดีตหลายคน และเชื่อมโยงกับประสบการณ์การเดินทาง
ประเด็ น เป็ น ‘นามธรรม’ จั บ ต้ อ งยาก ในแต่ ล ะบทของ
หนังสือ เช่น ช่องว่างระหว่าง ‘ความคาดหวัง’ และ ‘ความ
เป็นจริง’ ของการเดินทาง, ความสําคัญของเครื่องมือและ
วิถีแห่งการเดินทาง (เช่น สนามบิน เครื่องบิน สถานีรถไฟ
ฯลฯ) ซึ่ ง ศิ ล ปิ น และนั ก เขี ย นชื่ อ ดั ง ที่ เ ดอ โบตองใช้
สฤณี อาชวานันทกุล :: 73

ประสบการณ์เป็นตัวอย่างในบทหลังคือ ชาร์ลส์ โบเดอแลร์
(Charles Baudelaire) ผู้สนใจวิถีแห่งการเดินทางมากกว่า
การเดิ น ทางจริ ง ๆ และ เอ็ ด วาร์ ด ฮ็ อ ปเปอร์ (Edward
Hopper) ศิลปินชาวอเมริกันผู้ชอบวาด ‘สถานที่ระหว่าง
การเดินทาง’ ไม่ว่าจะเป็นปั๊มน้ำ�มัน โรงแรม ฯลฯ
สองบทที่ผู้เขียนชอบที่สุดในหนังสือเล่มนี้คือ ตอน
ที่เดอ โบตองชี้ให้เห็นว่า ระดับ ‘ความชอบ’ สถานที่ใด
สถานที่ ห นึ่ ง ที่ เ ราเดิ น ทางไปสั ม ผั ส อาจขึ้ น อยู่ กั บ ระดั บ
‘ความไม่ชอบ’ สิ่งใดสิ่งหนึ่งในบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง
ซึ่งไม่มีในสถานที่ที่เราไปเยือน หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรา
อยากให้ ป ระเทศของเรามี แ ต่ ไ ม่ มี กลั บ ไปมี ม ากมายใน
สถานที่ที่เราไปเยือน เขายกตัวอย่างประสบการณ์เยือน
อี ยิ ป ต์ ข องกุ ส ตาฟ โฟลแบร์ ต์ (Gustave Flaubert)
นักเขียนชื่อดังชาวฝรั่งเศส ผู้ชิงชัง ‘ความหยิ่งยโส’ และ
‘ความดั ด จริ ต ’ ของคนฝรั่ ง เศสจนยื น ยั น ว่ า เขาไม่ ใ ช่ ค น
ฝรั่งเศส และความชิงชังนั้นก็ทําให้เขาชอบอียิปต์ ประเทศ
ที่ผู้คนมีความเป็น ‘ชาวบ้าน’ (แปลว่าไม่ดัดจริต) และมี
ความหลากหลายทางชาติพันธ์ุสูง โฟลแบรต์บอกว่า เราน่า
จะเปลี่ยนนิยามของ ‘สัญชาติ’ ใหม่ ให้หมายถึงประเทศ
หรือดินแดนที่เรารู้สึกผูกพันสูง แทนที่จะเป็นประเทศบ้าน
เกิดหรือภูมิลําเนาเดิมของครอบครัว อีกบทหนึ่งที่ผู้เขียน
ชอบมาก คือบทที่ว่าด้วยบทบาทและอิทธิพลของศิลปะต่อ
ประสบการณ์การเดินทางของเรา เดอ โบตองชี้ให้เห็นว่า
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 74

คนจํานวนมากเพิ่งสังเกตว่ารัฐ Provence ในฝรั่งเศสเต็ม
ไปด้วยต้นไซปรัสสูงชะลูดสีสันสวยงาม ใบอ่อนช้อยลู่ลม
หลายทิศทาง ก็หลังจากที่จิตรกรเอก แวนโก๊ะห์ (Vincent
van Gogh) วาดต้นไซปรัสเป็น ‘พระเอก’ บนผืนผ้าใบของ
แม้ว่านักเขียนและศิลปินที่เดอ โบตองกล่าวถึงใน
The Art of Travel จะล่วงลับไปหมดแล้ว ความรู้สึกและ
มุ ม มองของพวกเขาและของเดอ โบตองเองที่ มี ต่ อ การ
เดินทาง ก็ล้วนให้ข้อคิดอันมีค่า ผ่านภาษาอันสละสลวยแต่
อ่านง่ายซึ่งอาจทําให้เราเรียนรู้ที่จะ ‘เปิดใจ’ ระหว่างการ
เดินทางมากขึ้น แทนที่จะ ‘เปิดหูเปิดตา’ เพียงอย่างเดียว
เพราะการ ‘เปิดใจ’ นั้นช่วยให้เราสามารถมีความสุขกับการ
เดินทาง ไม่เว้นแม้แต่ ‘การเดินทางทางความคิด’ ในบ้าน

สฤณี อาชวานันทกุล :: 75

The Accidental
Investment Banker
Jonathan Knee

ในบรรดาอาชีพทั้งหมด การทําหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางการ
เงิ น ของบริ ษั ท เอกชนหรื อ หน่ ว ยงานรั ฐ หรื อ ที่ เ รี ย กเป็ น
ศัพท์สวยหรูว่า ‘วาณิชธนกร’ (investment banker และ
ธุรกิจของพวกเขาก็เรียกว่า ‘วาณิชธนกิจ’ หรือ investment banking) อาจเป็ น หนึ่ ง ในอาชี พ ที่ ‘ลึ ก ลั บ ’ ที่ สุ ด
ในโลก เนื่องจากการเก็บรักษาความลับของลูกค้าเป็นหนึ่ง
ในหัวใจสําคัญของการเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน (ถึงแม้ว่า
ลูกค้าอาจมีพ ฤติกรรมคดโกงจนสมควรจะถูกเปิดโปงให้
สาธารณชนได้ รั บ รู้ ก็ ต าม) ประกอบกั บ วาณิ ช ธนกร
จํ า นวนมากก็ ไ ม่ ส นใจที่ จ ะถ่ า ยทอดเรื่ อ งราวในวงการให้
‘คนนอก’ ฟัง หนังสือเกี่ยวกับวงการวาณิชธนกิจที่เขียน
โดย ‘คนใน’ จึ ง มี เ พี ย งประปราย เบสต์ เ ซลเลอร์ ภ าษา
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 76

อังกฤษเกี่ยวกับวงการนี้คือ Monkey Business โดย จอห์น
รอล์ฟ (John Rolfe) และ ปีเตอร์ ทรูบ (Peter Troob) และ
Liar’s Poker โดย ไมเคิล ลูวิส (Michael Lewis) แต่ถึง
แม้ว่าหนังสือทั้งสองเล่มจะเป็นเรื่องเล่าของคน ‘วงใน’ ที่
อ่านสนุกจนวางไม่ลง (และใน Monkey Business ผู้เขียน
ทั้ ง สองก็ ส รรหาสารพั ด วิ ธี ม าแดกดั น ความไร้ ส าระของ
อาชี พ นี้ แ บบเรี ย กเสี ย งหั ว เราะได้ ต ลอดเล่ ม ) ก็ ยั ง ไม่ ใ ช่
หนังสือที่จะสรุปภาพรวมของวงการให้เราได้เห็น ‘ปัญหา
เชิงโครงสร้าง’ ของธุรกิจนี้ เพราะผู้เขียนล้วนมีประสบการณ์ ใ นวงการเพี ย งไม่ กี่ ปี เ ท่ า นั้ น ก่ อ นที่ จ ะผั น ตั ว ไป
Liar’s Poker และ Monkey Business เพราะคิดว่าเป็น
หนังสือที่ถ่ายทอด ‘ภาพรวม’ ได้ดีกว่า คือ The Accidental
Investment Banker เขียนโดย โจนาธาน นี (Jonathan
Knee) วาณิ ช ธนกรผู้ มี ป ระสบการณ์ โ ชกโชนในวงการ
คือ Goldman Sachs และ Morgan Stanley นานกว่าหนึ่ง
ทศวรรษ จนได้ เ ป็ น ถึ ง กรรมการผู้ จั ด การ (managing
director) และหัวหน้าทีม Media Group (ดูแลลูกค้าบริษัท
ในธุรกิจสื่อ) ของวาณิชธนกิจทั้งสองบริษัท ก่อนที่จะลา
ออกมาตั้ ง บริ ษั ท วาณิ ช ธนกิ จ ขนาดเล็ ก ชื่ อ Evercore
Partners ในปี 2003 และเป็นอาจารย์พิเศษ สอนวิชาควบ
สฤณี อาชวานันทกุล :: 77

โจนาธาน นี ถ่ายทอดประสบการณ์ตรงของเขา
ระหว่างช่วงทศวรรษ 1990 ที่ตลาดหุ้นอเมริกาเฟื่องฟูจาก
กระแสดอทคอมบูม (dot com boom) เรื่อยมาจนถึงจุด
‘ฟองสบู่แตก’ ในต้นทศวรรษ 2000 อย่างตรงไปตรงมาด้วย
ความซื่อสัตย์และกล้าหาญอย่างน่าทึ่ง (นีอธิบายพฤติกรรม
ในที่ ป ระชุ ม ของเจ้ า นายคื อ โจเซฟ เปเรลลา (Joseph
Perella) หนึ่งในวาณิชธนกรที่มีชื่อเสียงที่สุดในอเมริกา ว่า
ส่วนใหญ่เปเรลลาจะ ‘นั่งสัปหงกและตดบ้างเป็นบางครั้ง’)
ให้กับบริษัท จนไม่แยแสคนรอบข้างและดูถูกคนอื่นว่า ‘โง่’
กว่าตัวเองด้วยความหยิ่งยโส ในความเห็นของนี ธุรกิจ
วาณิชธนกิจได้เดินทางมาถึง ‘จุดเสื่อม’ ภายในเวลาไม่ถึง
สองทศวรรษ เมื่อการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ (จากทั้ง
คู่ แ ข่ ง ดั้ ง เดิ ม และผู้ เ ล่ น รายใหม่ ใ นธุ ร กิ จ เช่ น ธนาคาร
พาณิชย์) และตลาดการเงินที่หมุนเร็วกว่าเดิมและไร้ซึ่งการ
กํากับดูแลอย่างเคร่งครัด ได้ปรับเปลี่ยนแรงจูงใจของวาณิช
ธนกร จากที่เคยทําหน้าที่เป็น ‘ที่ปรึกษาผู้ได้รับความไว้
วางใจ’ ที่คํานึงถึงประโยชน์ของลูกค้าและปกป้องประโยชน์
ส่วนรวม กลายเป็นเพียง ‘มือปืนรับจ้าง’ ที่หมกมุ่นอยู่กับ
การหารายได้งามๆ ให้กับตัวเองและบริษัท โดยไม่สนใจว่า
จะได้เงินนั้นมาโดยวิธีใด และวิธีนั้นเป็นประโยชน์ต่อลูกค้า
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 78

จริงหรือไม่ นีชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงทางทัศนคติของ
วาณิชธนกรจํานวนมากในทางที่ ‘มักง่าย’ และเห็นแก่
ประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประโยชน์ของลูกค้า เป็นเหตุผล
ทํ า งานอย่ า งหดหู่ ไร้ ซึ่ ง ความภาคภู มิ ใ จในวิ ช าชี พ ของ
ตัวเอง และเหตุใดลูกค้าของพวกเขาจึงมองวาณิชธนกร
ถ้าคุณอยากรู้ว่าวาณิชธนกิจ วงการที่อยู่บน ‘ยอด
คลื่น’ สูงสุดของระบอบทุนนิยม มีความเป็นมาอย่างไร และ
กําลังอยู่ในภาวะวิกฤตอันยากแก่การคลี่คลาย ยกเว้นด้วย
การปฏิรูประบบครั้งใหญ่ เพื่อกําจัดผลประโยชน์ทับซ้อน
ของวาณิชธนกรและปลูกฝังแรงจูงใจที่ดีกว่าเดิม ผู้เขียนขอ
แนะนํา The Accidental Investment Banker – หนังสือชั้น

สฤณี อาชวานันทกุล :: 79

The Tao of Pooh
Benjamin Hoff

“แร็บบิตนี่ฉลาดนะ” พูห์พูดอย่างครุ่นคิด
“ใช่” พิกเล็ตตอบ “แร็บบิตฉลาด”
“ใช่” พิกเล็ตตอบ “แร็บบิตมีสมอง”
“ฉั น ว่ า นะ” พู ห์ เ อ่ ย “นั่ น คื อ เหตุ ผ ลที่ เ ขาไม่ เ คย
โลก วรรณกรรมชุด Winnie the Pooh ของ เอ.เอ. มิลน์
เป็นหนึ่งในวรรณกรรมจํานวนน้อยที่เด็กอ่านได้ ผู้ใหญ่อ่าน
ดี ผู้เขียนเองอ่านหนังสือชุดนี้กี่ครั้งก็ได้แง่คิดใหม่ๆ แทบ
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 80

ทุกครั้ง ตามอายุและประสบการณ์ที่มากขึ้น (แต่ไม่ได้แปล
นอกจากจะเป็น ‘หนังสือในดวงใจ’ ของเด็กและ
ผู้ใหญ่หลายล้านคนทั่วโลกแล้ว Winnie the Pooh ยังเป็น
แรงบันดาลใจของนักเขียนและนักคิดจํานวนมาก หนึ่งใน
หนังสือเกี่ยวกับ Winnie the Pooh ที่ตีความวรรณกรรม
เรื่องนี้ได้อย่างลึกซึ้งและน่าประทับใจที่สุด คือ The Tao of
Pooh โดย เบนจามิน ฮอฟฟ์ (Benjamin Hoff) หนังสือเล่ม
นี้ใช้ตัวละครต่างๆ และเนื้อเรื่องใน Winnie the Pooh เป็น
อุบายในการสอนหลักคําสอนในลัทธิเต๋า แรงบันดาลใจของ
ฮอฟฟ์อาจมาจากข้อเท็จจริงที่ว่า ชื่อของตัวละครเอกคือหมี
‘พูห์’ ออกเสียงพ้องกับคําว่า ‘P’u’ ในภาษาจีน ซึ่งแปลว่า
‘ก้อนหินที่ยังไม่ได้แกะ’ และพฤติกรรมของหมีพูห์ก็สะท้อน
หลักคิดของเต๋าที่ว่า ภาวะตามธรรมชาติที่เรียบง่ายและ
กลมกลืนกับสิ่งต่างๆ รอบตัว คือวิถีการดํารงชีวิตที่ดีที่สุด
คําว่า ‘P’u’ แปลว่า ธรรมชาติ เรียบง่าย พื้นๆ และ ซื่อสัตย์
หากมองอย่ า งผิ ว เผิ น ดู เ หมื อ นว่ า หมี พู ห์ ใ น
Winnie the Pooh จะเป็นตัวละครที่ไม่น่าจะมีใครอยาก
เลียนแบบ เพราะเขาหมดเวลาในแต่ละวันไปกับการถาม
คําถามบ้องตื้นกับเพื่อนๆ แต่งเพลงที่สะกดผิดๆ ถูกๆ ขึ้น
มาร้ อ งเอง และผ่ า นการผจญภั ย มากมายโดยที่ ไ ม่ เ คย
สะสมความรู้ทางวิชาการใดๆ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ไม่เคย
สฤณี อาชวานันทกุล :: 81

สูญเสียความสามารถในการมีความสุขอย่างเรียบง่าย (ซึ่ง
ฮอฟฟ์ชี้ให้เห็นว่า หมีพูห์มีความสุขเพราะเขาไม่
เคย ‘ทําอะไร’ นั่นเอง เขาเพียงแต่รอให้ตัวเองประสบกับ
เหตุการณ์ต่างๆ แล้วก็ผ่านประสบการณ์มากมายไปแบบ
‘ไหลตามน้ำ�’ คือไม่ฝืนธรรมชาติ ลัทธิเต๋าเรียกวิถีชีวิตแบบ
นี้ว่า ‘หวู เหว่ย’ ซึ่งหมายถึงการ ‘ไม่ทําอะไร ไม่ก่อให้เกิด
อะไร และไม่สร้างอะไร’ เต๋าบอกเราว่า วิธีใช้ชีวิตที่ดีที่สุด
คือการใช้ชีวิตโดยคํานึงถึงธรรมชาติของเรา ธรรมชาติของ
สรรพสิ่งต่างๆ รอบตัวเรา และความเกี่ยวโยงซึ่งกันและกัน
หนังสือเรื่อง The Tao of Pooh ยกตัวอย่างมากมายใน
เรื่อง Winnie the Pooh มาโน้มน้าวอย่างน่าคิดว่า ในขณะ
ที่อียอร์มัวแต่กังวล พิกเล็ตมัวแต่ลังเล แร็บบิตมัวแต่คิดเลข
และอาวล์มัวแต่เทศนาเพื่อนๆ อยู่นั้น หมีพูห์กลับไม่คิด
หรือกังวลอะไรทั้งสิ้น และการที่เขา ‘ไม่เป็น’ อะไรเลย ก็ทํา
ให้ เ ขาเป็ น ตั ว ละครที่ ใ ช้ ชี วิ ต อย่ า งมี ค วามสุ ข ที่ สุ ด ในป่ า
จริงๆ แล้ว การดํารงชีวิตของหมีพูห์อาจไม่ต่างจากแนวคิด
เรื่องการ ‘อยู่กับปัจจุบัน’ ในศาสนาพุทธก็เป็นได้ เพราะคํา
ว่า ‘เต๋า’ ซึ่งแปลว่า ‘หนทาง’ นั้น น่าจะมีความหมายเดียว
กันกับคําว่า ‘ธรรม’ ในหลักศาสนาพุทธ
หลักคําสอนหลักๆ ของลัทธิเต๋า ซึ่งมุ่งหวังให้คน
ใฝ่ ห าทางธรรม ดํ า รงชี วิ ต อย่ า งเรี ย บง่ า ยกลมกลื น กั บ
ธรรมชาติ และเปี่ ย มความเมตตากรุ ณ า ล้ ว นสะท้ อ นใน
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 82

พฤติกรรมของหมีพูห์ ที่เบนจามิน ฮอฟฟ์นํามาเรียบเรียง
และตีความใหม่ โดยใช้ภาษาเรียบง่ายน่าอ่านเช่นเดียวกับ
เอ.เอ. มิลน์ ผู้ประพันธ์วรรณกรรมต้นแบบ ในโลกที่คนเรา
ดูเหมือนจะเหินห่างธรรมชาติขึ้นทุกที หนังสือเรื่อง The
Tao of Pooh และหนังสือ ‘ตอนต่อ’ คือ The Te of Piglet
โดยผู้เขียนคนเดียวกัน อาจจะทําให้คุณอยากกลับไปอ่าน
Winnie the Pooh อีกรอบ และอาจจะอยากออกไปเดินเล่น
กลางป่าเขาลําเนาไพร เผื่อหูจะแว่วเสียงทักทายจากหมีพูห์
ว่า บางที ‘หนทาง’ ที่เราแสวงหา อาจเป็นทางที่เราเดินอยู่
แล้ว เพียงแต่ยังไม่เคยก้มลงไปมองเท่านั้น.

ฉบับภาษาไทย: เต๋าแบบหมีพูห์ สำ�นวนแปล มนต์สวรรค์ จินดาแสง,
สนพ.มติชน, 2552
สฤณี อาชวานันทกุล :: 83

Junk Science
Dan Agin

ในยุคปัจจุบัน ยุคที่ความเป็น ‘ผู้บริโภค’ ของเราถูกขับเน้น
และตอกย้ำ�อย่างเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ด้วยบริษัทจํานวนนับไม่
เราหลายร้อยชิ้นในแต่ละวัน ในขณะที่สถานภาพอื่นๆ ของ
เรา โดยเฉพาะความเป็น ‘มนุษย์’ และ ‘พลเมือง’ กลับ
เลือนรางบางเบาลงอย่างน่าเป็นห่วง คงมีน้อยประเด็นที่จะ
เร่ ง ด่ ว นเท่ า กั บ การ ‘ติ ด อาวุ ธ ทางปั ญ ญา’ ให้ ผู้ บ ริ โ ภค
จะหลอกล่อให้คนควักเงินซื้อเพียงอย่างเดียว โดยไม่สนใจ
ว่าจะบิดเบือนข้อมูลเพียงใด หรือสร้างความเสี่ยงในระยะ
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 84

ถึ ง แม้ ว่ า เครื อ ข่ า ยอิ น เทอร์ เ น็ ต จะสร้ า งโลกแห่ ง
ข้อมูลปริมาณมหาศาลที่อยู่เพียงปลายนิ้ว ก็มิได้แปลว่าเรา
จะสามารถแยกแยะระหว่าง ‘ข้อมูลเท็จ’ กับ ‘ข้อมูลจริง’ ได้
โดยอัตโนมัติ และถึงแม้ว่าเราอาจจะแยกแยะได้ การจะเข้า
ถึง ‘ความรู้’ ที่แท้จริงว่าข้อมูลเหล่านั้นหมายความว่าอะไร
สํ า หรั บ ชี วิ ต เรา ก็ ไ ม่ ใ ช่ เ รื่ อ งง่ า ย โดยเฉพาะความรู้ ท าง
วิทยาศาสตร์ที่ดูยากเกินความเข้าใจ ครั้นจะไปหาความรู้
จากหนังสือพิมพ์หรือจากทีวี เราก็ต้องเผชิญกับความเสี่ยง
ที่นักข่าวจะไม่รู้เรื่องวิทยาศาสตร์เสียยิ่งกว่าเรา และความ
ต่างๆ ที่บิดเบือนวิทยาศาสตร์เพื่อประโยชน์ของตัวเอง
ในสถานการณ์ เ ช่ น นี้ ผู้ เ ขี ย นคิ ด ว่ า หนั ง สื อ เรื่ อ ง
Junk Science โดย แดน เอจิน (Dan Agin) นักชีววิทยา
สมองและบรรณาธิ ก ารนิ ต ยสาร Science Week เป็ น
หนังสือดีระดับ ‘ต้องอ่าน’ สําหรับทุกคนที่อยากรู้ว่า ผลการ
ค้นคว้าของนักวิทยาศาสตร์จวบจนปัจจุบัน ยืนยันอะไรกับ
สร้ อ ยของชื่ อ หนั ง สื อ เล่ ม นี้ คื อ ‘An Overdue
Indictment of Government, Industry, and Faith Groups
That Twist Science for Their Own Gain’ (ซึ่งอาจแปล
เป็นไทยว่า “ข้อกล่าวหาที่ช้าเกินไปแล้วว่า ภาครัฐ ภาค
ธุ ร กิ จ และกลุ่ ม ที่ เ ชื่ อ เรื่ อ งงมงายต่ า งๆ บิ ด เบื อ นวิ ท ยาศาสตร์เพื่อประโยชน์ของตัวเองอย่างไร”) บอกเราได้ดีว่า
สฤณี อาชวานันทกุล :: 85

หนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาดุเดือดเผ็ดร้อนเพียงใด เพราะเอจิน
วิทยาศาสตร์ของฝ่ายต่างๆ ที่อวดอ้างว่าเป็น ‘วิทยาศาสตร์
แท้’ แต่เป็นได้เพียง ‘วิทยาศาสตร์ขยะ’ เท่านั้น เขาบอกว่า
ในบทนํ า ของหนั ง สื อ เล่ ม นี้ เ อจิ น อธิ บ ายว่ า
‘วิทยาศาสตร์ขยะ’ ในความหมายของเขามีลักษณะอย่างไร
(คุ ณ สมบั ติ สํ า คั ญ คื อ ‘การปกปิ ด สิ่ ง ที่ คุ ณ จํ า เป็ น ต้ อ งรู้ ’ )
หลังจากนั้น เขาพาผู้อ่านเดินทางท่องโลกของวิทยาศาสตร์
ขยะ ที่จะทําให้เราตกใจกับระดับความเห็นแก่ตัวของคน
สร้าง แต่ได้รับประโยชน์มากมายจากสิ่งที่เอจินเล่า เพราะ
ความที่เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านชีววิทยา เนื้อหาในหนังสือ
จึงเน้นหนักประเด็นสุขภาพเป็นหลัก เอจินแบ่งหนังสือเล่ม
นี้ตามหัวข้อที่มี ‘วิทยาศาสตร์ขยะ’ และความเข้าใจผิดแพร่
หลาย ได้แก่ อาหาร (รวมทั้งประเด็นอาหารดัดแปลงพันธุ
กรรมหรือ GMO), ผลิตภัณฑ์ชะลอความแก่, บุหรี่, ยา,
มลพิษ, ภาวะโลกร้อน, การรักษาด้วยสเต็มเซลล์ (stem
cell), โคลนนิ่ง, ยีน และความเกี่ยวโยงระหว่างเชื้อชาติและ
ระดับสติปัญญา ผู้เขียนเชื่อว่า ทุกคนที่อ่านหนังสือเล่มนี้
เท่านั้น โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับสุขภาพ แต่จะมี
ความรู้ความเข้าใจในวิทยาศาสตร์ดีขึ้น และอาจจะตระหนัก
ด้วยว่า บางเรื่องที่เคยเชื่อว่าเป็นความจริง ที่แท้แล้วเป็น
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 86

เพียงอคติหรือความเข้าใจผิดแบบฉาบฉวย ที่ไม่เคยจะตั้ง
Junk Science เป็นหนังสือเล่มใหญ่ที่เขียนอย่าง
‘ระบายอารมณ์’ ตลอดเล่ม และดังนั้นจึงอาจทําให้ผู้อ่าน
บางคนรู้สึกไม่พอใจหรือรําคาญคนเขียน แต่ข้อมูลหลักฐาน
และเหตุ ผ ลหนั ก แน่ น มากมายที่ เ อจิ น ยกขึ้ น มาอธิ บ าย
ประเด็ น ของเขา สมกั บ เป็ น นั ก วิ ท ยาศาสตร์ น่ า จะช่ ว ย
บรรเทาและในที่สุดก็หักล้างความรู้สึกรําคาญใดๆ ที่อาจ
เกิดขึ้นเมื่ออ่านบทนําจบลง นอกจากนี้ นอกจากจะเป็น
หนังสือที่ให้ประโยชน์มากมายกับผู้อ่านแล้ว Junk Science
ยังตีแผ่ ‘วิชามาร’ ของฝ่ายต่างๆ ที่พยายามสร้างและค้ำ�จุน
‘วิทยาศาสตร์ขยะ’ อย่างต่อเนื่อง เพื่อฉวยโอกาสแสวงหา
ประโยชน์ ส่ ว นตนจากประชาชนที่ ไ ม่ รู้ เ ท่ า ทั น ได้ อ ย่ า ง

สฤณี อาชวานันทกุล :: 87

The Fortune at the
Bottom of
the Pyramid
C.K. Prahalad

“คนจน” (ซึ่งในนิยามของธนาคารโลกหมายถึงคนที่มีรายได้
ต่ำ�กว่า $1 ต่อวัน) ไม่มีกําลังซื้อพอที่จะเป็น ‘ลูกค้า’ ใน
ระบอบทุนนิยม สาธารณูปโภคที่ไม่ค่อยดีในประเทศกําลัง
พั ฒ นาแปลว่ า การกระจายสิ น ค้ า และบริ ก ารไปสู่ ช นบทมี
ต้นทุนสูงเกินไปจนไม่คุ้มค่าที่จะผลิต คนจนไม่สนใจยี่ห้อ
คนจนใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ไม่เป็น ดังนั้นตลาดคนจนจึงไม่
สามารถกระตุ้นให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ได้
ถ้ า คุ ณ เชื่ อ แบบนี้ หนั ง สื อ อ่ า นสนุ ก เรื่ อ ง The
Fortune at the Bottom of the Pyramid โดย ซี.เค.
พราฮาลัด (C.K. Prahalad) อาจารย์สอนบริหารธุรกิจที่
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 88

‘มายาคติ’ อย่างไร และเหตุใดพราฮาลัดจึงสรุปว่า ‘ตลาด
ล่ า งสุ ด ของปิ ร ะมิ ด ความรวย’ (‘Bottom-of-Pyramid
market’ หรือย่อว่า ตลาด BOP) ซึ่งในนิยามของเขาหมาย
ถึงคนกว่า 4 พันล้านคนทั่วโลกที่มีรายได้ไม่ถึง $2 ต่อวัน
จึ ง เป็ น ตลาดที่ โ ตเร็ ว ที่ สุ ด ในโลก และที่ น่ า สนใจที่ สุ ด คื อ
หนังสือเล่มนี้พยายามตอบคําถามว่า การผลิตสินค้าและ
บริการเพื่อสนองความต้องการของลูกค้าในตลาดนี้ จะช่วย
สร้าง ‘ทุนนิยมครอบคลุม’ (inclusive capitalism) ที่กําจัด
เนื้อหาหลักใน The Fortune at the Bottom of
the Pyramid คื อ กรณี ศึ ก ษา 11 กรณี เกี่ ย วกั บ
ประสบการณ์ของบริษัทที่ประสบความสําเร็จในตลาด BOP
11 บริษัท ครอบคลุมสินค้าและบริการที่หลากหลาย นับ
ตั้งแต่สบู่ เกลือ โทรศัพท์มือถือ บริการธนาคาร การรักษา
พยาบาล และวั ส ดุ ก่ อ สร้ า ง จากประเทศทั่ ว โลกที่ ห ลาก
หลายไม่แพ้กัน เช่น เปรู เม็กซิโก บราซิล และอินเดีย
ขายสินค้าหรือบริการให้ ‘ตลาดล่าง’ ในประเทศของเราเอง
บริ ษั ท ที่ ป ระสบความสํ า เร็ จ ในการทํ า ธุ ร กิ จ กั บ คนจนนั้ น
ไม่ใช่บริษัทที่มองคนจนเป็น ‘ผู้บริโภค’ ที่เป็น ‘เป้าหมาย’
สฤณี อาชวานันทกุล :: 89

ของสินค้าหรือบริการ หรือไม่ก็มองว่าเป็น ‘ชนชั้นต่ำ�’ ที่คิด
อะไรเองไม่เป็น ต้องพึ่งพานักธุรกิจร่ำ�รวยที่ ‘ใจดี’ มาขาย
สินค้าให้ แต่บริษัทที่ประสบความสําเร็จล้วนนับถื

[Update] 13 ที่เที่ยวกระบี่ ในวันที่ออกทะเลไม่ได้ | สถาน ที่ ถ่าย พ รี เว ด ดิ้ ง ฟรี – Sambeauty

wedding vlog EP.0 : ถ่าย prewedding ด้วยตัวเอง ได้ภาพสวยstyleเรา

wedding vlog จะเป็นภาพความทรงจำของเรา ที่จะเก็บทุกการเดินทางก่อนจะถึงวันแต่งงานค่ะ
อาจจะเป็นประโยชน์ของเพื่อนๆที่มี plan จะแต่งงานนะคะ

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูเพิ่มเติม

wedding vlog EP.0 : ถ่าย prewedding ด้วยตัวเอง ได้ภาพสวยstyleเรา

ช่างภาพพรีเวดดิ้ง Ep.8 | ถ่ายพรีเวดดิ้งทุ่งหญ้าและภูเขา

ช่างภาพพรีเวดดิ้ง Ep.8 | ถ่ายพรีเวดดิ้งทุ่งหญ้าและภูเขา

Photographer : Fann Foto
Youtube : fannfoto
Facebook : fannfoto
Instagram : fannfoto.official
ติดต่องานโทร.0809700235 (ปัด) Line ID. fannfoto

ช่างภาพพรีเวดดิ้ง​​ สัญญานะมีความรักเมื่อไรจะมาหาเรา​​ ถ่ายภาพพรีเวดดิ้ง​​ เบื้องหลังถ่ายพรีเวดดิ้ง​ fannfoto​ ถ่ายพรีเวดดิ้งทุ่งหญ้า ถ่ายภาพพรีเวดดิ้งวิวธรรมชาติ พรีเวดดิ้งวิวภูเขา พรีเวดดิ้งสไตล์วินเทจ

ช่างภาพพรีเวดดิ้ง Ep.8 | ถ่ายพรีเวดดิ้งทุ่งหญ้าและภูเขา

ไอเดีย ถ่ายรูปคู่แฟน คู่รักพรีเวดดิ้ง เองง่ายๆ เกาหลีมากๆ | Chom Style

ไอเดียเทคนิค มุมกล้องสวยๆ วิธีโพสท่า เก๋ๆ เมื่อไปเที่ยวกับแฟน หรือ พรีเวดดิ้ง แต่งงาน คู่รัก คู่ใหม่ ก็ไปทำตามได้จ้า
ไอเดียถ่ายรูป คู่แฟน คู่รัก

ไอเดีย ถ่ายรูปคู่แฟน คู่รักพรีเวดดิ้ง เองง่ายๆ เกาหลีมากๆ | Chom Style

Wedding Review EP4 | เตรียมตัวถ่าย Pre-wedding แบบฉลาดล้ำด้วยตัวเอง

Prewedding เป็นอีกส่วนนึงที่ดูดเงินเราไปได้แบบงงๆมหาศาลเลยค่ะ บางคนจ่ายค่าถ่ายพรีเวดดิ้งเป็นแสนเลยเด้อ 😱
คือการถ่ายพรีเวดดิ้งเป็นอีกส่วนนึงค่ะที่ต้องวางแผนดีๆ อย่าลืมว่าทุกอณูในงานแต่งคือเงินทั้งนั้น จ่ายอย่างเดียว จ่ายมันทุกอย่าง 🤣 มาวางแผนดีๆกันเถอะคะว่าที่เจ้าสาวทุกคน

Wedding Review EP4 | เตรียมตัวถ่าย Prewedding แบบฉลาดล้ำ
wedding prewedding
เตรียมตัวแต่งงาน พรีเวดดิ้ง

Wedding Review EP4 | เตรียมตัวถ่าย Pre-wedding แบบฉลาดล้ำด้วยตัวเอง

ช่างภาพพรีเวดดิ้ง Ep.4 | พรีเวดดิ้ง ทะเลและหาดทราย |

ช่างภาพพรีเวดดิ้ง Ep.4 | พรีเวดดิ้ง ทะเลและหาดทราย | รวบรวมเบื้องหลังพรีเวดดิ้ง ถ่ายที่ทะเลและชายหาด
โลเคชั่นสวยๆสำหรับถ่ายพรีเวดดิ้ง ติดทะเล ใกล้กรุงเทพฯ

ฝากกดไลค์กดแชร์ ติดตามด้วยนะครับ

Photographer : Fann Foto
Youtube : fannfoto
Facebook : fannfoto
Instagram : fannfoto.official
ติดต่องานโทร.0809700235 (ปัด) Line ID. fannfoto

ช่างภาพพรีเวดดิ้ง โลเคชั่นถ่ายพรีเวดดิ้ง สัญญานะมีความรักเมื่อไรจะมาหาเรา fannfoto พรีเวดดิ้งเอ๊าดอร์ ถ่ายภาพพรีเวดดิ้ง พรีเวดดิ้งทะเล เบื้องหลังถ่ายพรีเวดดิ้ง fannfoto

ช่างภาพพรีเวดดิ้ง Ep.4 | พรีเวดดิ้ง ทะเลและหาดทราย |

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูบทความเพิ่มเติมในหมวดหมู่Wedding

ขอบคุณมากสำหรับการดูหัวข้อโพสต์ สถาน ที่ ถ่าย พ รี เว ด ดิ้ ง ฟรี

READ  [Update] Nutrients, Calories, Benefits of a Potato | poteto - Sambeauty

Nguyễn Huệ

Xin chào các bạn mình tên là Nguyễn Huệ, website này do mình tạo ra với mục đích chia sẻ những kiến thức liên quan đến làm đẹp, trang điểm... Rất mong những thông tin do mình cung cấp mang lại nhiều giá trị cho bạn. Xin chân thành cảm ơn

Related Articles

Trả lời

Email của bạn sẽ không được hiển thị công khai.

Back to top button